- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นกุนซือพร้อมระบบจำลองกลยุทธ์ในยุคสามก๊ก
- บทที่ 42 - กลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่สามัญสำนึก
บทที่ 42 - กลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่สามัญสำนึก
บทที่ 42 - กลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่สามัญสำนึก
บทที่ 42 - กลยุทธ์ที่มุ่งเป้าไปที่สามัญสำนึก
◉◉◉◉◉
ยิ่งไปกว่านั้น เตียวเหลียงผู้ซึ่งรู้ตัวดีก็ตระหนักชัดว่า แม้แต่ตัวเขาเองในด้านกลยุทธ์การทหารก็ยังนับว่าธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง
'น่าแค้นใจ แม้ลัทธิไท่ผิงของเราจะมีสาวกนับล้าน แต่กลับไม่มีผู้ใดที่เชี่ยวชาญการศึกสงครามเลยแม้แต่คนเดียว'
เตียวเหลียงรู้สึกหดหู่ใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ณ บัดนี้ การลุกฮือของลัทธิไท่ผิง เรียกได้ว่าประสบกับความพ่ายแพ้ในทุกที่ ทำให้เตียวเหลียงกระสับกระส่าย พลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ
ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องฆ่าฟันจากภายนอกแว่วเข้ามา เขาก็รีบลุกจากเตียงมุ่งหน้ามายังห้องโถงประชุมในทันที
เตียวเหลียงสูดหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ไม่รอให้ขุนพลโพกผ้าเหลืองคนอื่นๆ มาถึงอีกต่อไป เขาเอ่ยปากสั่งการทันที
"ก่วนไห่มาถึงแล้วหรือยัง"
ท่ามกลางฝูงชน ชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่สุดก้าวเดินออกมา ขานรับว่า
"ท่านแม่ทัพเหรินกง ข้าอยู่ที่นี่"
เตียวเหลียงสั่งการอย่างเร่งร้อน "ก่วนไห่ เจ้ารับคำสั่งข้า รีบนำนักรบโพกผ้าเหลืองห้าร้อยนายและสาวกอีกสามพันคนไปยังคลังเสบียงเพื่อสังหารศัตรู และจงดับไฟให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"
"ขอรับ"
ก่วนไห่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารับธงคำสั่งไท่ผิงจากมือของเตียวเหลียง แล้วรีบก้าวเท้าออกไปนอกประตู
จากนั้น เตียวเหลียงมองไปยังขุนพลอีกสี่นายที่มาถึงแล้ว และสั่งการต่อไป
"สวีเหอ ซือหม่าจี้ อู๋ป้า เฉินไป้ พวกเจ้านำสาวกคนละห้าพันคน รีบไปสนับสนุนประตูเมืองทิศเหนือและทิศใต้"
ทั้งสี่คนก้าวขึ้นมารับธงคำสั่งจากเตียวเหลียงเช่นกัน แล้วรีบลงไปรวบรวมกำลังคนทันที
ส่วนเตียวเหลียงยังคงนั่งอยู่ในห้องโถงประชุมของที่ทำการเมือง ก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนักว่ายังมีช่องโหว่ใดอีกหรือไม่ เขาครุ่นคิดลังเล รอคอยข่าวสารกลับมาด้วยความกระวนกระวายใจ
ไม่นานนัก ขุนพลโพกผ้าเหลืองคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึงห้องโถงประชุมช้าเร็วต่างกันไป เตียวเหลียงพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงออกคำสั่งว่า
"เปี้ยนสี่ เจ้ารีบระดมสาวกสามพันคน ออกลาดตระเวนภายในเมือง พร้อมกับโห่ร้องคำสอนไท่ผิงเพื่อปลอบขวัญเหล่าสาวก"
"ขอรับ"
เปี้ยนสี่รีบรับธงคำสั่ง แล้วลงไปรวบรวมกำลังคนทันที
ฉู่เยี่ยนซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มคน เมื่อเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือน
"ท่านแม่ทัพเหรินกง แม้เสียงโห่ร้องโจมตีจะดังมาจากทางทิศเหนือและทิศใต้ แต่ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก็ไม่อาจละเลยการป้องกันได้ สมควรสั่งการให้เสริมกำลังเฝ้าระวังให้เข้มงวด"
เตียวเหลียงได้ยินดังนั้น ก็ขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ จึงพยักหน้ากล่าวว่า
"เจ้าพูดมีเหตุผล เช่นนั้นก็..."
ในขณะนั้นเอง นักรบโพกผ้าเหลืองคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นจากนอกห้องโถง
"รายงาน"
"รีบเข้ามา" เตียวเหลียงรีบกล่าว
นักรบโพกผ้าเหลืองกล่าวอย่างเร่งร้อน
"กราบเรียนท่านแม่ทัพเหรินกง ท่านขุนพลก่วนไห่ได้สังหารศัตรูที่บุกโจมตีคลังเสบียงจนหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ได้ระดมคนจำนวนมากเพื่อดับไฟ สถานการณ์ไฟไหม้ถูกควบคุมไว้ได้ทันท่วงที ความเสียหายนับว่าไม่มาก"
"ดีมาก"
สีหน้าของเตียวเหลียงปรากฏแววดีใจขึ้นทันที
ภายในเมืองจี้ลู่ คลังเสบียงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของสาวกลัทธิไท่ผิงจำนวนมหาศาลทั่วทั้งเมืองเท่านั้น แต่ยังรับภาระในการจัดส่งเสบียงไปยังแนวรบที่เมืองกว่างจงอีกด้วย
หลังจากนั้น ทิศทางของประตูเมืองทิศเหนือและทิศใต้ก็มีข่าวดีส่งกลับมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยแจ้งว่าสามารถขับไล่ศัตรูที่บุกโจมตีกลับไปได้แล้ว
จนถึงตอนนี้ เตียวเหลียงจึงได้ผ่อนคลายลง เขารอจนกระทั่งก่วนไห่ สวีเหอ ซือหม่าจี้ และขุนพลคนอื่นๆ ทยอยกลับมารายงาน
เตียวเหลียงไม่ตระหนี่ถี่เหนียว เขามอบรางวัลให้แต่ละคนอย่างงาม แล้วจึงเริ่มซักถามถึงรายละเอียด
"ท่านแม่ทัพเหรินกง ศัตรูที่บุกโจมตีคลังเสบียงมีประมาณห้าสิบนาย ถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว และแม้ว่าพวกเราจะพยายามดับไฟอย่างเต็มที่ แต่เสบียงอาหารก็ยังคงเสียหายไปถึงหนึ่งหมื่นต้าน" ก่วนไห่ประสานมือรายงานตามความเป็นจริง
"เสบียงอาหารเพียงหนึ่งหมื่นต้าน เรื่องเล็กน้อย"
เตียวเหลียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่สนใจความสูญเสียเพียงน้อยนิดนี้เลย
สำหรับเมืองจี้ลู่ในปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือเสบียงอาหาร
ไม่เพียงเพราะปล้นชิงมาจากชาวบ้านจำนวนมากเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือการขูดรีดจากตระกูลใหญ่และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจนหมดเกลี้ยง เรียกได้ว่าเป็นการขูดรีดจนถึงไขกระดูกเลยทีเดียว
และแตกต่างจากชาวนาที่ยากจนข้นแค้น ตระกูลใหญ่เหล่านั้นล้วนมีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเป็น "หนูแฮมสเตอร์จอมตุน" กักตุนเงินทองและเสบียงอาหารไว้ในบ้านจำนวนมหาศาล
นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดในยามบ้านเมืองสงบสุข แม้จะทุ่มกำลังของชาติ ก่อสงครามอย่างบ้าคลั่ง ก็ยังยากที่จะรวบรวมกองทัพขนาดล้านคนได้ แต่ในยามสงคราม เหล่าขุนศึกจำนวนมากกลับสามารถระดมทหารได้หลายแสนคนในพริบตา
เพราะในยามสงบสุข ค่าใช้จ่ายทางการทหารมาจากภาษีที่เก็บจากราษฎรระดับล่าง
และหากเปรียบเทียบว่าภาษีที่เก็บได้จากทั้งแผ่นดินมีอยู่หนึ่งร้อยส่วน ตระกูลใหญ่ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมักจะฉกฉวยไปแล้วครึ่งหนึ่ง ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เอาไปอีกสองส่วน อีกหนึ่งส่วนต้องใช้เพื่อหล่อเลี้ยงการทำงานของราชสำนัก อีกหนึ่งส่วนเป็นค่าใช้จ่ายของเหล่าญาติพระวงศ์ ส่วนที่เหลือเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นจึงจะเป็นเงินที่ราชสำนักสามารถนำไปใช้ได้
แต่เมื่ออยู่ในยุคสงคราม มันก็คือผู้ชนะกินรวบ
อย่าว่าแต่เงินทองเสบียงที่ตระกูลใหญ่กักตุนไว้เลย แม้แต่เฒ่าแก่เฉาในประวัติศาสตร์จริง ก็ยังไม่ลืมที่จะขุดเอาของในสุสานของตระกูลใหญ่ที่ฝังอยู่ใต้ดินขึ้นมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางการทหาร
(หมายเหตุ: ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในยุครณรัฐที่ผลผลิตทางการเกษตรต่ำกว่ายุคฮั่น รัฐจ้าวเคยสูญเสียทหารถึงสี่แสนคนในการรบเพียงครั้งเดียว ลองคิดดูว่าหากระดมกำลังทหารจนถึงขีดสุด จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เมื่อเทียบกันแล้ว ฮ่องเต้ฉงเจินในปลายราชวงศ์หมิงช่างน่าสงสารนัก ต้องอ้อนวอนเหล่าขุนนางเพื่อขอเงินสนับสนุนกองทัพเพียงน้อยนิด แต่เหล่าขุนนางกลับไม่ยอมควักกระเป๋า...)
และในบัดนี้ เงินทองเสบียงที่ตระกูลใหญ่กักตุนไว้จำนวนมหาศาล ล้วนตกเป็นของลัทธิไท่ผิงจนหมดสิ้น และถูกเตียวก๊กขนย้ายมาเก็บไว้ที่เมืองจี้ลู่ทั้งหมด
ดังนั้น สำหรับลัทธิไท่ผิงในปัจจุบัน สิ่งที่ขาดแคลนไม่ใช่เงินทองเสบียง แต่คือความยากลำบากในการขนส่งเสบียงต่างหาก
จากนั้น เตียวเหลียงก็หันไปมองสวีเหอและซือหม่าจี้ที่เดินทางไปยังประตูทิศใต้
ซือหม่าจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย แล้วกล่าวว่า
"ท่านแม่ทัพเหรินกง ข้ากับสวีเหอที่ประตูทิศใต้ สู้รบกันจนเลือดสาด... เอ่อ... ฟ้าดินมืดมิด... มีคนหนึ่งโดนข้าสับจนมันสมองกระเด็นออกมา ข้าโรยเกลือแล้วซดเข้าไปเลย..."
"พอๆ"
เตียวเหลียงขมวดคิ้ว มองดูสภาพของซือหม่าจี้ที่แม้แต่เส้นผมก็ยังไม่ยุ่งเหยิง แล้วถามตรงๆ "ข้าอยากรู้ว่าทัพฮั่นที่บุกมามีจำนวนเท่าใด"
ซือหม่าจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เอ่อ ข้ากะๆ ดูแล้ว น่าจะมีอย่างน้อยห้าพัน"
เตียวเหลียงพยักหน้า แล้วหันไปมองอู๋ป้าและเฉินไป้ที่ไปยังประตูทิศเหนือ
อู๋ป้าและเฉินไป้สบตากัน ก่อนที่เฉินไป้จะกล่าวเสียงดังฟังชัด "ทัพฮั่นที่โจมตีประตูทิศเหนือ มีอย่างน้อยแปดพัน"
ซือหม่าจี้ได้ยินดังนั้น ก็เบิกตากว้าง รีบพูดเสริมขึ้นมาทันที
"ท่านแม่ทัพเหรินกง เมื่อครู่ข้าปากลื่นพูดผิดไป ไม่ใช่ห้าพัน อย่างน้อยต้องหนึ่งหมื่น"
เฉินไป้ได้ยิน ก็กล่าวต่อทันที "ข้าประเมินใหม่อีกที ทัพฮั่นทางประตูทิศเหนือน่าจะสูงถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพัน"
"หนึ่งหมื่นสอง"
"หนึ่งหมื่นสาม"
"เจ้าตดเถอะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแค่อยากจะสร้างผลงานต่อหน้าท่านแม่ทัพเหรินกง เลยจงใจพูดเกินจริง"
"บ้านเจ้าสิตด แค่ตาเล็กๆ ของเจ้า ในที่มืดตื๋อแบบนี้ แม้แต่ประตูห้องผู้หญิงยังเล็งไม่ตรงเลย จะนับคนได้ชัดเจนได้ยังไง"
"ใครเล็งไม่ตรง ไอ้สารเลว มึงโก่งตูดให้กูดูสิ ว่ากูจะเล็งตรงไม่ตรง"
"มาดิ"
"มาก็มา..."
เมื่อเห็นว่ากลุ่มขุนพลโพกผ้าเหลืองที่นำโดยซือหม่าจี้และเฉินไป้กำลังจะชักดาบออกมาเห็นเลือดกันอยู่แล้ว เตียวเหลียงก็ทุบโต๊ะอย่างแรง ตวาดลั่น
"พวกเจ้าช่างหยาบคาย ปิดปาก"
"ขอรับ ท่านแม่ทัพเหรินกง" เหล่าขุนพลโพกผ้าเหลืองที่อยู่เบื้องล่างรีบก้มหน้ายอมรับผิด
เตียวเหลียงถอนหายใจ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ก็เพราะว่าขุนพลโพกผ้าเหลืองเหล่านี้มีความศรัทธาต่อลัทธิไท่ผิงอย่างแน่วแน่ และทุกคนล้วนเป็นคนกล้าหาญบ้าบิ่น มิฉะนั้นเตียวเหลียงคงอยากจะส่งคนพวกนี้ไปรับใช้ฟ้าเหลืองเสียเดี๋ยวนี้
จากการโต้เถียงกันของขุนพลเหล่านี้เมื่อครู่ เตียวเหลียงพอจะจับใจความได้อย่างหนึ่ง นั่นคือพวกมันมองไม่ชัดเจนเลยว่ามีศัตรูจำนวนเท่าใด
'แต่ว่า ที่ซือหม่าจี้พูดในตอนแรกว่าห้าพันคน น่าจะยังพอเชื่อถือได้...'
เตียวเหลียงขมวดคิ้ว เข้าสู่ภวังค์ครุ่นคิด
เพียงแต่ หากทัพฮั่นบุกโจมตีทั้งทิศเหนือและทิศใต้ ฝ่ายละห้าพันคน เช่นนั้นทหารฮั่นหนึ่งหมื่นคนนี้มาจากที่ใดกัน
ในเมื่อภายในเมืองมีไส้ศึกลอบเข้ามาโจมตีคลังเสบียงและวางเพลิง เช่นนั้นจะยังมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่มากกว่านี้เพื่อรอจังหวะเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ เป้าหมายของพวกมันจะเป็นข้าหรือเปล่า
หรือว่า จะมีขุนพลคนใดแอบติดต่อกับทัพฮั่น มิฉะนั้นทัพฮั่นจะโจมตีคลังเสบียงได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ได้อย่างไร
ความคิดที่ทำให้เตียวเหลียงหวาดระแวงผุดขึ้นมาในหัวทีละอย่าง คิ้วของเขายิ่งขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เต็มไปด้วยความลังเลไม่แน่ใจ
...
ด้านนอกเมืองจี้ลู่ กวนอูและเตียวหุยต่างก็นำกำลังทหารไม่ถึงสามพันคน หลังจากที่แสงไฟในเมืองเริ่มอ่อนกำลังลง ก็รีบถอยทัพกลับไปตั้งค่ายพักแรมห่างออกไปสิบหลี่
ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายพักแรมและธงทิวต่างๆ ที่ตั้งขึ้น ล้วนสร้างตามมาตรฐานของกองทหารจำนวนห้าพันนาย
ตลอดกระบวนการ ประตูเมืองทั้งสี่ของจี้ลู่ปิดสนิท อย่าว่าแต่จะส่งทหารออกมาไล่ตามเลย แม้แต่ทหารสอดแนมก็ยังไม่ส่งออกมา
เหตุการณ์นี้ทำให้เล่าปี่ซึ่งอยู่ที่ด้านทิศใต้ของเมืองจี้ลู่ต้องใจหายใจคว่ำอยู่ทั้งคืน จนกระทั่งค่ายพักแรมสร้างเสร็จเรียบร้อย เขาจึงค่อยวางใจลงได้บ้าง
เพราะอย่างไรเสีย นี่คือทหารเพียงสองพันกว่านาย ทั้งยังเป็นกองทัพที่อ่อนล้าจากการเดินทางไกลจากเมืองเกาอี้มายังจี้ลู่ แล้วยังต้องแสร้งทำเป็นโจมตีเมืองอยู่ครู่ใหญ่
หากในช่วงที่ยังตั้งหลักไม่มั่นคง ค่ายยังสร้างไม่เสร็จ แล้วพวกโพกผ้าเหลืองส่งคนออกมารบกวน กองกำลังที่อ่อนแอของเล่าปี่ก็จะถูกเปิดโปงในทันที
หลี่จีซึ่งอยู่เป็นเพื่อนเล่าปี่ตลอดกระบวนการเช่นกัน กำลังก้มหน้าอ่านตำราพิชัยสงคราม พลางเอ่ยถามอย่างสบายๆ "พี่ใหญ่ วางใจพักผ่อนได้แล้วหรือยัง"
เล่าปี่ได้ยินดังนั้น ก็เดินมาอยู่ข้างกายหลี่จี ยังคงถามด้วยความไม่เข้าใจ "จื่อคุน ท่านรู้ได้อย่างไรว่าโจรโพกผ้าเหลืองจะไม่กล้าออกจากเมืองมาไล่ตาม"
"หากเปลี่ยนเป็นพี่ใหญ่เป็นผู้รักษาเมือง ก็ย่อมไม่กล้าผลีผลามออกจากเมืองเช่นกัน นี่คือสามัญสำนึก"
หลี่จีตอบ
เล่าปี่ได้ยินดังนั้น ลองสลับที่กันคิดดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
หากเล่าปี่เป็นผู้รักษาเมือง แล้วคลังเสบียงในเมืองถูกลอบโจมตีวางเพลิง อีกทั้งยังมีศัตรูฉวยโอกาสบุกโจมตีเมืองสองด้านในยามวิกาล เขาก็ย่อมจะเลือกที่จะรักษาเมืองไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยประมาท เพื่อหลีกเลี่ยงการติดกับดัก
นี่ก็เหมือนกับที่ใครๆ ก็หัวเราะเยาะเฒ่าแก่เฉาที่โดนขงเบ้งยืมลูกธนู แต่การตัดสินใจของเฒ่าแก่เฉานั้นถือว่ารอบคอบที่สุดในสถานการณ์นั้นแล้ว
ในแง่หนึ่ง การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ สิ่งที่มุ่งเป้าไป ก็คือปฏิกิริยาตอบสนองที่เป็นปกติและมีเหตุผลของศัตรูนั่นเอง
หากแผนนี้ใช้กับเตียวหุย เกรงว่าคงจะเปล่าประโยชน์ แต่เมื่อใช้กับคนปกติ มันก็จะได้ผลพอดี
"ข้า เข้าใจแล้ว" เล่าปี่กล่าวด้วยความชื่นชม
"พี่ใหญ่ พักผ่อนให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้ปล่อยให้อี้เต๋อจัดการตามแผนการก็พอ"
หลี่จีเก็บม้วนไม้ไผ่ที่กำลังอ่านอยู่ แล้วเดินกลับไปยังกระโจมที่เล่าปี่จัดเตรียมไว้ให้เพื่อพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ แผ่นหลังที่มั่นคงนั้นไม่แสดงความกังวลใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย
สิ่งนี้ทำให้จิตใจของเล่าปี่สงบลงตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ความกังวลต่อแผนการที่เหนือจินตนาการของหลี่จีในครั้งนี้ก็ลดน้อยลงไปหลายส่วน
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
เสียงตะโกนดุจเสียงอสนีบาตดังกึกก้องขึ้นทางประตูทิศใต้ของเมืองจี้ลู่
"อะฮ่าฮ่าฮ่า เตียวผู้เฒ่าของเจ้ามาแล้ว ไอ้พวกโจรโพกผ้าเหลืองชั่วร้าย ออกมารับความตายซะ"
[จบแล้ว]