- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 100
บทที่ 100
บทที่ 100
บทที่ 100
ดูๆๆๆๆๆ!
เสียงเครื่องยนต์ที่คล้ายเสียงฝีเท้าม้าอย่างน่าประหลาด ได้มาหยุดลงที่หน้าบ้านของผมพอดี ตรงจุดที่มอเตอร์ไซค์จอดสนิท หญิงสาวในแจ็กเกตหนังตะโกนถามจากบนเบาะมอเตอร์ไซค์
“รถที่ไม่เคยเห็นเลยนี่?”
จุดที่เธอชี้ไป มีรถบูกัตติ รุ่นปี 1938 จอดตระหง่านอยู่ จำได้ไหม รถที่ได้รับโอนมาจากท่านประธานดาไซที่ญี่ปุ่นน่ะ คงเห็นว่าเอาไปจอดทิ้งไว้ในโรงรถที่ฮันนัมดงก็น่าเสียดาย โจซูด็อกเลยลงทุนออกเงินค่าขนส่งส่งมาให้ถึงลอนดอนโดยที่ผมไม่ได้เอ่ยปากขอ ‘เรื่องเซนส์นี่ต้องยกให้เขาจริงๆ’
ผมเองก็เพิ่งจะได้ชื่นชมรถคันนี้ตามลำพังไปเมื่อคืนนี้เอง
“รถบ้านนายเหรอ?”
พยักหน้า
“ถ้าไม่ว่าอะไร ขอดูหน่อยได้ไหม?”
พยักหน้า
คงอยากเห็นชัดๆ เธอเลยถอดหมวกกันน็อกออก ผมสีทองสยายลงมาราวกับน้ำตก เป็นผู้หญิงที่เห็นหน้าเทเลอร์ช็อปคนนั้นจริงๆ ด้วย อืม หรือจะเป็นประเภทที่เห็นล้อรถแล้วเลือดลมสูบฉีดกันนะ เธอจ้องมองรถด้วยสีหน้าจริงจังขั้นสุด เส้นสายโค้งมนที่งดงามโดยไม่สนใจหลักอากาศพลศาสตร์ ยางรถที่ชวนให้นึกถึงแว่นตานักบิน กับดีไซน์ของล้อที่แสนสง่างาม เธอจมดิ่งไปกับรถราวกับกำลังชมงานศิลปะอยู่นานสองนาน
“บูกัตติ?”
“อื้อ”
“สภาพดีเกินไปหน่อยไหมสำหรับรถโอลด์วินเทจ?”
“ก็แค่เอาออกมาวิ่งทดสอบน่ะ”
“รุ่นที่ผลิตก่อนยุค 50 ใช่ไหม?”
“ปี 1938 ต่างหาก”
“ว้าว-ว!”
เธออุทานออกมาด้วยความทึ่งจากใจจริง
“ช่วยบอกคุณพ่อของนายให้หน่อยได้ไหม?”
“......?”
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าไปหาของล้ำค่าแบบนี้มาจากไหน”
คงคิดว่าเป็นรถของพ่อแม่สินะ ก็แน่ล่ะ อายุแค่นี้ยังไม่มีใบขับขี่ จะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลก ‘จะว่าไป’ เมื่อกี้เพิ่งจะด่ารุ่นพี่ว่าไอ้พวกปัญญาอ่อนไม่ใช่หรือไง ตอนนั้นดูห้าวเป้งชะมัด... ไหงพอคุยเรื่องรถกลับกลายเป็นสาวน้อยวัยใสธรรมดาไปได้ เธอหยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาแล้วถาม
“นายก็เป็นเด็กใหม่โรงเรียนหลวงเหมือนกันใช่ไหม?”
“รู้ได้ไง?”
“ก็เห็นกันแล้วนี่ ที่หน้าร้านเทเลอร์”
อ๋อ คงสะดุดตาเพราะเป็นคนเอเชียคนเดียวล่ะมั้ง
“จะซ้อนท้ายไหม?”
“หือ?”
“จะไปงานปฐมนิเทศไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ใช่อยู่หรอกแต่......”
หมวกกันน็อกมีใบเดียวนี่นา คงอ่านสายตาผมออก
“ถ้ากลัวนายก็ใส่สิ”
ฮะ! เธอยื่นหมวกกันน็อกมาให้จริงๆ แน่นอนว่าผมต้องส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ
“แค่นี้เอง เดินไปก็ได้”
“เอางั้นเหรอ”
เธอเสยผมไปด้านหลังแล้วสวมหมวกกันน็อก จากนั้น
ดูๆๆๆๆ!
เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้อง
บรื้นนน!
แล้วเธอก็พุ่งทะยานออกจากตรอกไปราวกับลื่นไหล เดินไป 5 นาที แต่ถ้าขี่มอเตอร์ไซค์คงแค่ 30 วินาทีมั้ง?
“.......”
ถ้ามีหมวกกันน็อกสักใบนะ อะแฮ่ม ผมได้แต่กลืนความเสียดายลงคอ แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินต่อไป
เพราะโรงเรียนกว้างมาก แค่หาหอประชุมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
‘โชคดีที่มาทันเวลาพอดี’
นักเรียนจับกลุ่มยืนแยกกันเป็นหย่อมๆ แต่จะมองหายังไงก็ไม่ยักเห็นแจ็ก ได้ยินมาว่าพวกขุนนางไม่ต้องสอบ แต่จะได้เลื่อนชั้นไปอยู่ห้องคิงโดยอัตโนมัติ เลยไม่จำเป็นต้องโผล่หัวมาในวันรวมพลแบบนี้ แจ็กอาจจะเป็นเคสแบบนั้นก็ได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังฟันธงอะไรไม่ได้ ชิ
‘อยู่คนเดียวแล้วเหงาแฮะ’
ผมมีนิสัยชอบสังเกตผู้คน สมกับที่เคยเป็นนักเขียนนิยาย การรวบรวมลักษณะนิสัยจากคำพูดหรือการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่นถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง บางทีก็ได้คาแรกเตอร์ใหม่ๆ ติดไม้ติดมือกลับไป และที่สำคัญที่สุด มันช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่น่าเบื่อแบบนี้ไปได้ ‘ไหนดูซิ’ คนเป็นร้อย คนที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคงเป็นผู้ชายในชุดสูทสีเขียวคนนั้น เขาเรียกว่าอะไรนะ พวกตัวท็อปของรุ่น สินะ? เขาเดินจับมือทักทายเพื่อนร่วมรุ่นทีละคนเหมือนนักการเมืองหาเสียง แถมเสียงยังดังจนได้ยินบทสนทนาแว่วมา
หมอนั่นชื่อ จูเลียน เบอร์เน็ตต์ แนะนำตัวเองว่าเป็นลูกชายคนรองของประธานธนาคารสแตนดาร์ด พอเป็นแบบนั้น อีกฝ่ายก็ตอบกลับด้วยข้อมูลคล้ายๆ กัน เป็นทายาทรุ่นที่เท่าไหร่ของผู้ก่อตั้งชื่อดังบ้างล่ะ หรือเกิดในตระกูลเก่าแก่บ้างล่ะ... สรุปแล้วไอ้ ‘การแนะนำตัว’ ของพวกนี้ ก็คือการบอกว่าพ่อตัวเองเป็นใครนั่นแหละ
‘ไม่เบื่อกันบ้างหรือไง’
พวกนั้นพยายามเช็กภูมิหลังของกันและกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนสุดท้าย จูเลียนก็เดินมาถึงหน้าผม
“สวัสดี ฉันคือ......”
“ลูกชายคนรองของประธานธนาคารสแตนดาร์ด จูเลียน เบอร์เน็ตต์ ใช่ไหม?”
“รู้จักด้วยเหรอ?”
“ได้ยินจนหูจะแฉะแล้ว”
“แต่ฉันไม่เห็นรู้เลยว่านายเป็นใคร?”
ชั่วพริบตา สายตารอบข้างก็พุ่งเป้ามาที่ผม ข่าวลือเรื่องเข้าเรียนด้วยคำแนะนำของราชินีคงแพร่สะพัดไปทั่วแล้วแน่ๆ ทุกคนทำหน้าอยากรู้อยากเห็นจนตัวสั่นว่าผมมีแบ็กดีขนาดไหน
“ชื่อพัคจีฮุน”
“แล้วไงต่อ?”
“แค่นั้นแหละ”
จูเลียนหรี่ตามองผมราวกับเป็นตัวแทนความสงสัยของคนรอบข้าง
“แบบนี้ดูไม่แฟร์เลยนะ?”
“......?”
“ฉันบอกไปแล้วนะว่าเป็นลูกชายคนที่สองของประธานธนาคารสแตนดาร์ด”
“ฉันถามนายเหรอ?”
“ว่าไงนะ?”
“เท่าที่จำได้ นายเดินป่าวประกาศอวดชาวบ้านไปทั่วเองนี่”
ก็แค่พูดความจริง แต่ดูเหมือนหมอนั่นจะรู้สึกว่าโดนหยาม พวกที่มีปมด้อยฝังใจนี่ใช้ชีวิตเหนื่อยเนอะ...... ตอนนั้นเอง
“ทำไมต้องทำตัวขวางโลกด้วย?”
จูเลียนเอียงคอถาม
“ที่เข้ามาเรียนก็เพื่อจะรวมกลุ่มกับลูกหลานตระกูลดังๆ ไม่ใช่เหรอ? นายเองก็รับคำแนะนำจากราชินีเพื่อเข้ามาที่นี่เหมือนกัน แล้วตอนนี้จะมาทำเป็นถือตัวงั้นสิ?”
ฟังดูเหมือนพูดกับผม แต่จริงๆ แล้วจงใจพูดให้คนรอบข้างได้ยินชัดๆ เพราะแบบนั้นสินะ หมอนี่ดูเหมือนนักแสดงละครเวทีที่เล่นใหญ่เกินเบอร์ นักแสดงที่หลงตัวเองและคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกของเวทีนี้ หึ
“ขำอะไร?”
ปกติถ้ามาถึงขั้นนี้ คงระงับอารมณ์ไม่อยู่แล้วพยายามจะใช้กำลังข่มเหงผมแน่ แต่หมอนั่นทำได้แค่จ้องผมเขม็งตั้งแต่หัวจรดเท้า
“.......”
ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านั้น เขาเรียกว่าหุ่นนักกล้าม สินะ พอใส่สูทแล้วไหล่เลยดูว้างกว้างเป็นพิเศษ แถมส่วนสูงยังต่างกันเกือบ 10 เซนฯ ด้วยหรือเปล่า หมอนั่นทำท่าฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะกดกลั้นอารมณ์แล้วเดินเลี่ยงไปทางด้านข้างผม แล้วก็เริ่มเปิดปากพูดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“สวัสดี ฉันคือ......”
“อย่ามาคุย”
“อะไรนะ?”
“บอกว่าหนวกหู ไสหัวไปซะ”
อุ๊ยตตาย แรงได้ใจ สาวนักบิดคนนั้นส่งสายตาเหยียดหยามให้แทนคำทักทาย แต่จูเลียนหน้าหนากว่าที่คิด
“เธอมาจากอเมริกาใช่ไหม? ชื่อโอลิเวีย ลูกสาวคนที่สามของดีไซเนอร์ ราล์ฟ วอร์เรน”
“บอกให้ไสหัวไป ไม่ได้ยินหรือไง?”
“......!”
“ทำไม? สำเนียงไม่ใช่ผู้ดีเลยฟังไม่ออกเหรอ?”
เมื่อกี้อยู่หน้าบูกัตติยังดูปกติดีแท้ๆ ตอนนี้กลายเป็นแม่เสือสาวไปซะแล้ว เอาเถอะ ในขณะที่หน้าของจูเลียนเดี๋ยวแดงเดี๋ยวเขียว
แกร๊ก
ประตูที่ปิดสนิทถูกเปิดออก กลุ่มผู้ชายเดินเข้ามาในหอประชุม การเผชิญหน้า (?) ระหว่างจูเลียนกับสาวนักบิดจึงยุติลงโดยปริยาย ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ในกลุ่มนั้นเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างช้าๆ เขากวาดตามองไปทั่วหอประชุมแล้วกล่าว
“ยินดีที่ได้พบครับ ผมชื่อแซม รับผิดชอบงานบริหารทั่วไปครับ”
สมกับที่เป็นเจ้าหน้าที่โรงเรียน เขาพูดเหมือนเปิดไฟล์เสียงที่อัดไว้ล่วงหน้า เนื้อหาก็เดิมๆ ยินดีต้อนรับเข้าสู่โรงเรียนบ้างล่ะ วันนี้จัดขึ้นเพื่อชี้แจงกฎระเบียบบ้างล่ะ ผ่านไปราว 10 นาที
“ดูเหมือนทุกคนจะเริ่มเบื่อกันแล้วสินะครับ”
ชายคนนั้นหยิบยกเรื่องสำคัญขึ้นมาพูดเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
“อย่างที่แจ้งไว้ล่วงหน้า วันนี้จะมีการโต้วาทีเพื่อวัดระดับและจัดห้องเรียนครับ เราจะแบ่งกลุ่มกลุ่มละห้าคน......”
ตอนนี้ทุกคนถึงเริ่มแสดงความสนใจ แน่นอนว่าผมไม่สนใจสักนิด
‘......?’
ชื่อโอลิเวียสินะ สาวนักบิดคนนั้นก็ดูเหมือนจะไม่สนเรื่องการจัดห้องเรียนเหมือนกัน หน้าตาประมาณว่าจะเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน พรูด ตลกดีแฮะ
“คู่ต่อสู้ในการโต้วาทีคือรุ่นพี่ที่กำลังศึกษาอยู่ที่ออกซ์ฟอร์ดครับ ดังนั้นแทนที่จะคิดเอาชนะ ขอให้เน้นที่การสื่อสารเจตนารมณ์ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา”
ทันทีที่เจ้าหน้าที่อธิบายจบ
“โต้วาที... กับรุ่นพี่เนี่ยนะ?”
“แถมยังเป็นเด็กออกซ์ฟอร์ดอีก?”
“เอาจริงดิ? เป็นไปได้เหรอ?”
จะเป็นยังไงก็ช่าง คราวนี้ก็มีแค่ผมกับโอลิเวียที่ทำหน้าตาเฉยเมย สักพัก เจ้าหน้าที่ก็เริ่มจับกลุ่มพวกเราทีละ 5 คน พร้อมกับแจกป้ายชื่อสีต่างๆ ให้แต่ละกลุ่ม แดง, น้ำเงิน, เหลือง, เขียว, ม่วง ป้ายชื่อที่ผมได้รับคือสีเทา ผมเป็นคนแรก คนต่อจากผมคือเด็กผู้ชายผิวขาวชื่อปีเตอร์ ถัดจากนั้น... หือ?
‘โอลิเวีย?’
คนที่ไม่กระตือรือร้นเรื่องโต้วาทีสองคนมาอยู่กลุ่มเดียวกันเนี่ยนะ งานนี้สงสารเพื่อนร่วมทีมชะมัด แต่ที่ไหนได้ ดันมีคนที่ไม่คาดคิดได้รับป้ายชื่อสีเดียวกัน ชายในสูทสีเขียวที่กำลังยิ้มเจื่อนๆ จูเลียนนั่นเอง
…
ในหนังอเมริกันมักจะมีห้องเรียนแบบโรงละครครึ่งวงกลมโผล่มาให้เห็นบ่อยๆ ที่ที่เราไปกันก็เป็นแบบนั้นเป๊ะ คนกว่าร้อยคนนั่งล้อมรอบเวทีเป็นวงกลม ไม่นานกลุ่มที่จะร่วมโต้วาทีก็ออกไปจับไมค์หน้าเวที ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนเวทีแสดงเลยแฮะ ฝั่งตรงข้ามมีรุ่นพี่ศิษย์เก่าที่จะมาเป็นคู่โต้วาทีนั่งอยู่ ข้างๆ กันมีอาจารย์นั่งสังเกตการณ์เพื่อคอยให้คะแนน
“ถ้าอย่างนั้น กลุ่มแรก เตรียมตัวโต้วาทีได้ครับ”
ถ้าจะเอาประสิทธิภาพจริงๆ แยกไปจัดพร้อมกันในห้องเรียนสักสามห้องน่าจะดีกว่า แต่กลับต้อนคนทั้งหมดมารวมกันให้ดูคนอื่นโต้วาที? คงถือว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สินะ
“หัวข้อแรกคือ ประวัติศาสตร์ครับ”
ทันทีที่พิธีกรประกาศเริ่มการโต้วาที จูเลียนผู้ชอบพล่ามก็หันมาพูดกับสมาชิกในกลุ่ม
“เห็นคนริมสุดนั่นไหม? รุ่นพี่เสื้อเชิ้ตขาวคนนั้น เขาว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่ตอนเข้าเรียนแล้ว เป็นขุนนางสกอตแลนด์ แน่นอนว่าสอบเข้าออกซ์ฟอร์ดได้ที่หนึ่ง”
การพล่ามของหมอนั่นไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ทันทีที่กลุ่มแรกมีความผิดพลาด จูเลียนก็รีบเปิดปากวิจารณ์ทันที
“การโต้วาทีมันอยู่ที่โมเมนตัม ต่อให้ตรรกะจะพัง แต่ถ้าหางจุกตูดเมื่อไหร่ก็จบเห่ เวลาแบบนั้นต้องทำยังไงรู้ไหม......”
หมอนั่นเริ่มร่ายยาวทันที ทำราวกับตัวเองเป็นเซียนโต้วาทีซะงั้น คงสัมผัสได้ถึงสายตาไม่เชื่อถือที่ส่งมา
“อาจจะไม่รู้กัน แต่ฉันเข้าคลับสังคมสำหรับเด็กอัจฉริยะมานานแล้ว... ไอคิวอย่างต่ำก็ 138......”
แต่ความคึกของหมอนั่นก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะครึ่งหนึ่งของกลุ่ม ไม่ได้ตอบสนองอะไรกับคำพูดของมันเลย แล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ
“ถ้าไม่มีฝีมือ ความสนใจมันก็ต้องลดลงเป็นธรรมดา เอาเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง พวกนายก็หุบปากไว้เหมือนตอนนี้แหละ......”
“นั่นน่ะ สูทเขียว!”
“......!”
“ใช่นั่นแหละครับ เพื่อนกำลังโต้วาทีกันอยู่ คุยแทรกแบบนั้นใช้ได้เหรอครับ?”
หลังจากโดนพิธีกรตำหนิ
“.......”
จูเลียนถึงจะยอมหุบปากเงียบสักที