- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 72
บทที่ 72
บทที่ 72
บทที่ 72
“แล้วตกลงขายไปได้เท่าไหร่แล้ว?”
“ขายได้กว่า 5 หมื่นล้านวอน ในญี่ปุ่นและอเมริกาภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวครับ”
ฮะ!
ดีนะที่คิดเป็นค่าลิขสิทธิ์ ถ้าเอายอดขายการ์ดจริงมานับเป็นยอดขายรวม ป่านนี้คงทะลุเป้าไปแล้ว
พัคยงฮากเริ่มคำนวณในใจทันที
ขายการ์ดแพ็กหนึ่ง คิดค่าลิขสิทธิ์ 5 เปอร์เซ็นต์
หมายความว่าต้องขายให้ได้ถึง 6 หมื่นล้านวอน ถึงจะนับเป็นยอดขายได้แค่ 3 พันล้านวอน เท่านั้น
ต่อให้บอกว่าเตรียมการ์ดใหม่ที่เป็นภาคเสริมไว้ก็เถอะ
‘ยังไงก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่ดี’
ขืนเป็นแบบนี้ ต่อให้ทำยอดขายถล่มทลายแค่ไหน ความเป็นไปได้ที่จะไม่ถึงเป้าก็สูงลิ่ว
เจ้าหลานคนเล็กไม่มีทางไม่รู้เรื่องนี้แน่
มีแผนอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า
‘อืมมม’
มีวิธีที่พอนึกออกอยู่ไม่กี่อย่าง
แต่วิธีพวกนั้นล้วนต้องแลกมาด้วยการทำให้ชื่อเสียงแบรนด์ป่นปี้ทั้งนั้น
อย่าบอกนะว่า
‘ขอแค่ทำยอดขายได้ก็พอรึ? คิดว่าถ้าได้เงินแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นหรอ?’
พัคยงฮากก้มมองซองการ์ดที่วางอยู่บนโต๊ะ
แพ็กเกจจิ้งหรูหราจนไม่น่าเชื่อว่าจะขายแค่พันวอน
‘คราวนี้จะเอายังไงต่อล่ะ?’
มุมปากของพัคยงฮากยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังเจอเรื่องน่าสนุก
…
ย่านฮันนัมดง, อาคารสำนักพิมพ์
“เสร็จแล้ว!”
พอพี่ชูสองมือขึ้นสุดแขน เหล่านักพัฒนาก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ลองทำใหม่ดูครับ
ถ้าทำใหม่น่าจะดีกว่านี้นะครับ
ลองคิดดูใหม่ไหมครับ?
ใหม่ ใหม่ ใหม่
ถ้ายังไม่ได้อีกก็ประชุมวนไปไม่รู้จบ
หลังจากวนลูปนรกแบบนั้นมา 3 สัปดาห์ ในที่สุดคำว่า เสร็จแล้ว! ก็หลุดออกมาจนได้
“กลับบ้านได้แล้วใช่ไหมครับ?”
“แน่นอนครับ เลิกงานได้เลย”
พูดจาชิลล์ๆ แบบนั้น คนอื่นคงนึกว่าปล่อยกลับบ้านทุกวัน แต่ความจริงคือนักพัฒนาชาวญี่ปุ่นกินนอนอยู่ที่บริษัทมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว
ทั้งที่บ้านพักอยู่แค่จมูกนี่เอง
“ขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“ผะ... ผมด้วย”
กลัวพี่จะเปลี่ยนใจสั่งให้ทำใหม่หรือไงนะ
กรู...
นักพัฒนาญี่ปุ่น รวมถึงมาร์ติน รีบกรูออกจากตึกไปอย่างรวดเร็ว
“จีฮุน เหลือแค่ภาพประกอบแล้ว”
พี่เดินเข้ามาหาผมด้วยขอบตาโหลๆ
อยากจะบอกว่าลำบากแย่เลยนะ
แต่น่าเสียดายที่พี่ชิงพูดก่อน
“เห็นว่าการ์ดขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยเหรอ?”
พยัก พยัก
“ถ้าปล่อยภาคเสริมออกมา เป้าหมายที่คุณปู่ตั้งไว้ จะทำได้สำเร็จไหมนะ?”
“ไม่ง่ายหรอก”
“หืม?”
ผมอธิบายเรื่องส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ 5 เปอร์เซ็นต์ กับจำนวนที่ต้องขายให้พี่ฟัง
“ยังเหลืออีกเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
พี่ดูตกใจไม่น้อย
การทำยอดขายจากค่าลิขสิทธิ์ให้ได้หลายพันล้าน
เป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้เลยด้วยวิธีปกติ
แน่นอนว่าถ้าใช้วิธีไม่ปกติ ก็อาจจะถมยอดให้เต็มได้
คงอ่านสายตาผมออก
“มีอะไรเหรอ?”
พี่ถามอย่างระมัดระวัง
“ง่ายนิดเดียว เอา ‘กาชา’ มาใช้สิ”
“กาชา?”
หรือระบบสุ่มนั่นเอง
องค์ประกอบการเติมเงินสุดโหดที่จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในเกมมือถือในอนาคต
“ซอยการ์ดแพ็กออกเป็นหลายๆ แบบ แล้วใส่การ์ดแบบสุ่มลงไป”
ถ้าทำแบบนั้น คนซื้อก็ต้องซื้อแพ็กไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้การ์ดที่ต้องการ
เป็นโมเดลธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อล้วงกระเป๋าพวกคุณลุงโดยเฉพาะ
“มีวิธีอื่นอีกนะ”
“......?”
“ให้ซื้อการ์ดแพ็กทีเดียวได้ แต่ให้ของแถมที่ต่างกัน”
เหมือนอัลบั้มเพลงไอดอลที่มีโฟโต้การ์ดแถม
ถ้ามีสมาชิก 9 คน ก็ต้องซื้ออัลบั้มอย่างน้อย 9 แผ่น เพื่อสะสมการ์ดให้ครบทุกคน
ถ้าไม่สามารถทำให้คนทั่วไปรักได้
ก็ใช้กลยุทธ์รีดเลือดจากแฟนพันธุ์แท้ให้หมดตัวไปเลย
“มีแค่วิธีพวกนี้จริงๆ เหรอ?”
ความจริงก็มีอยู่อีกวิธี
คือการไปขอร้องคุณปู่ให้ปรับส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์
จากเดิม 5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าขอเพิ่มเป็นสัก 10 เปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะพอหายใจหายคอได้บ้าง
‘แต่ในระยะยาว มันคือการกระทำที่โง่เขลา’
อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงขนาดนี้เพื่อให้ยอมรับในความสามารถ แต่พอถึงจุดชี้เป็นชี้ตายกลับหางจุกก้นไปขอความเมตตา?
‘มันจะกลายเป็นจุดอ่อนของพี่ไปตลอดกาล’
สรุปคือไม่มีวิธีไหนที่เข้าท่าสักอย่าง
ทว่า
พี่ไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นความมั่นใจจางๆ ในดวงตาของผม
“มีวิธีอยู่สินะ?”
“.......”
“วิธีไหน? มันคืออะไรกันแน่?”
ท้ายที่สุด ทุกอย่างก็เพื่อปูทางให้พี่สืบทอดบัลลังก์
เพราะฉะนั้น
“พี่ต้องเป็นคนปิดจ็อบเอง”
…
หลายเดือนต่อมา
『ข่าวค่ำ KBC ประจำวันที่ 1 ธันวาคม เริ่มต้นแล้วครับ』
ประธานจองยองจูแห่งแดโบกรุ๊ปจ้องมองจอทีวีด้วยสีหน้าประหลาด
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เขาปูทางเพื่อเป้าหมายในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ตอนนี้ได้เวลาเก็บเกี่ยวผลลัพธ์แล้ว
จุดเริ่มต้นคือข่าว 9 โมงวันนี้
วันที่ชื่อของจองยองจูจะปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในผลสำรวจความนิยมของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
แน่นอนว่าตำแหน่งข่าวหน้าหนึ่งต้องเป็นของเขาแน่
‘อืมมม’
ในตอนที่จองยองจูพยายามมองจอด้วยสายตาเรียบเฉยนั้นเอง
『ข่าวแรกครับ』
ในที่สุด!
การท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีของจองยองจู
『มีรายงานว่าเกมการ์ดสัญชาติเกาหลี ‘ดราก้อนเควสต์’ กำลังสร้างสถิติยอดขายถล่มทลายอย่างต่อเนื่องครับ』
‘อะไรนะ?’
จองยองจูแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
แต่ภาพบนหน้าจอก็เปลี่ยนไป ฉายภาพร้านหนังสือในอเมริกาที่มีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด
เกมที่หลานชายรุ่นที่ 3 ของฮยอนกังเป็นคนวางแผน ฮิตถล่มทลาย? แล้วไง! ของพรรค์นั้นมันสำคัญกว่าว่าที่ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีตรงไหนมิทราบ?
ขณะที่จองยองจูขมวดคิ้วย่น ผู้ประกาศข่าวก็ยังคงรายงานต่อไป
『‘ดราก้อนเควสต์’ ถือเป็นเกมแรกที่ทำยอดขายถล่มทลายได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้......』
ตามมาด้วยปฏิกิริยาจากสื่อต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามา
『เคล็ดลับความสำเร็จของเกมนี้คือคุณภาพเกมที่เหนือชั้นและกลยุทธ์การขายที่ชาญฉลาด... ... ตอนนี้ ‘ดราก้อนเควสต์’ ได้สร้างปรากฏการณ์และจารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์วงการเกม......』
ชั่วพริบตา จินตนาการอันเลวร้ายก็แวบเข้ามาในหัวของจองยองจู!
พัคยงฮาก!
ใช่แล้ว ประธานพัคต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกแน่ๆ!
คงทนเห็นฉันเป็นประธานาธิบดีไม่ได้ เลยปั่นกระแสผลงานของหลานชายตัวเองเพื่อกลบข่าวผลสำรวจความนิยมของฉันสินะ!
หัวจะระเบิดอยู่รอมร่อ ข่าวแรกก็ดันจบลงพอดี
อยากจะปิดทีวีทิ้งซะเดี๋ยวนี้ แต่
“.......”
เขาจำต้องข่มความเดือดดาลในอกเอาไว้
ข่าวต่อไปคงถึงตาฉันแล้วสินะ
ขณะที่ฝืนใจมองหน้าจออยู่นั้น
『อย่างที่รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า ‘ดราก้อนเควสต์’ ทำให้อเมริกาตื่นตัวกันยกใหญ่ คราวนี้เรามาดูปฏิกิริยาจากฝั่งญี่ปุ่นกันบ้างครับ』
อะ... อะไรนะ?
แม้แต่ข่าวที่สอง ก็ยังเป็นเรื่องเกมบบ้านั่นอีกเหรอ?
บ้าเอ๊ย ประธานพัค มันขนเงินไปยัดให้สถานีโทรทัศน์หรือไงกัน!
จองยองจูถอดปลั๊กทีวีออกด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
…
ข่าวสารพัดช่องรายงานความสำเร็จของ ‘ดราก้อนเควสต์’
การขายได้ถึง 3 ล้านชุดโดยไม่ต้องพึ่งระบบกาชา ไม่แปลกเลยที่จะได้รับคำสรรเสริญเยินยอ
แถมภาคเสริมที่ปล่อยออกมาถูกจังหวะยังช่วยเลี้ยงกระแสให้ฮิตต่อเนื่อง
ถึงกระนั้น
การจะบรรลุเป้าหมายด้วยยอดขายจากค่าลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
จะทำยังไงได้
ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนสักหน่อย
‘จีฮุนคาดการณ์ไว้หมดแล้วนี่นา’
พัคยูกอนพยายามทำใจดีสู้เสือพาตัวเองขึ้นเครื่องบินไปญี่ปุ่น
คิดว่าเคยไปญี่ปุ่นมาพอสมควรแล้วเชียว
แต่พอต้องไปคนเดียวครั้งแรก
ความตื่นเต้นก็ถาโถมเข้ามาอย่างช่วยไม่ได้
“เฮ้อ”
ยิ่งตื่นเต้น พัคยูกอนยิ่งนึกถึงสิ่งที่เตรียมตัวมากับน้องชาย
ซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วนจริงๆ
ขนาดในฝันยังท่องได้ขึ้นใจ
‘แต่ก็ยังสั่นอยู่ดีแฮะ’
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ
ตึง
ล้อเครื่องบินแตะรันเวย์
ตึกตัก ตึกตัก
ทันทีที่ถึงสนามบิน พัคยูกอนรีบเรียกแท็กซี่
“ไปไหนครับ?”
“ไปโกเท็นยามะครับ”
คนขับเอียงคอสงสัย แต่ก็จับเกียร์รถออกตัว
นักเรียนเกาหลีหน้าตาละอ่อน บอกให้ไปส่งที่หัวใจเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
คงจะดูแปลกพิลึก
“.......”
แต่คนขับก็ไม่ถามอะไรต่อและตั้งใจขับรถไปเงียบๆ
ยิ่งใกล้จุดหมาย ถนนหนทางยิ่งพลุกพล่าน
ขืนเป็นแบบนี้เดี๋ยวจะผิดนัดเอาได้
“จอดตรงนี้ได้ไหมครับ?”
“ได้ครับ”
หลังจ่ายเงินเสร็จ พัคยูกอนก็มุ่งหน้าไปตามถนนใหญ่
แม้จะเป็นทางที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็ไม่มีปัญหา
แค่เดินไปหาตึกที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ก็พอ
อุณหภูมิติดลบ 10 องศา
ผู้คนต่างกระชับเสื้อหนาว แต่พัคยูกอนกลับก้าวเดินโดยไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บ
เวลาที่ไปถึงคือประมาณ 6 โมงเย็น
‘มาถึงจริงๆ แล้วสินะ’
ฉากที่เคยจินตนาการไว้ในหัว กำลังจะปรากฏขึ้นตรงหน้า
พัคยูกอนสูดหายใจลึกราวกับเรียกความกล้า
ถ้าฉันทำไม่ได้ สุดท้ายภาระก็จะตกไปอยู่ที่จีฮุน
ใช่ ฉันต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
พัคยูกอนเดินดุ่มๆ เข้าไปหาพนักงานต้อนรับที่ล็อบบี้ตึก
“มาขอพบผู้อำนวยการโอดะ ฝ่ายธุรกิจบันเทิงครับ”
“ผู้อำนวยการเหรอคะ?”
พนักงานสาวเอียงคอด้วยความสงสัย
แต่สมกับที่เป็นพนักงานมืออาชีพ เธอรีบเก็บความสงสัยแล้วเอ่ยถาม
“นัดไว้หรือเปล่าคะ?”
“ครับ บอกว่านักพัฒนาพัคยูกอนมาขอพบครับ”
“คุณนักพัฒนา... มาด้วยตัวเองเลยเหรอคะ?”
“ครับ”
“กรุณารอสักครู่นะคะ”
ครู่ต่อมา สีหน้าของเธอขณะถือหูโทรศัพท์ก็เปลี่ยนไปในทันที
“ค่ะๆ ดิฉันจะพาไปส่งด้วยตัวเองค่ะ”
เธอวางหูโทรศัพท์แล้วรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย
จากนั้นก็หันมายิ้มหวานให้พัคยูกอน
“ท่านกำชับมาว่าให้ดูแลเป็นอย่างดีค่ะ ให้ดิฉันนำทางไปเลยไหมคะ?”
พอออกจากลิฟต์ ชายวัยกลางคนผมเรียบแปล้ก็เดินตรงเข้ามาหาพัคยูกอน
“ยินดีที่ได้พบครับ ผมโอดะ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบันเทิงครับ”
การทักทายที่สุภาพเกินเหตุ
ทำให้พัคยูกอนต้องโค้งคำนับ 90 องศากลับไป
“ผมพัคยูกอน นักพัฒนาเกมครับ”
“ผมน่าจะไปรับที่สนามบินด้วยตัวเอง......”
“ไม่เป็นไรครับ นั่งแท็กซี่มาแป๊บเดียวเอง”
ระดับนี้คงมีทีมอารักขาของฝ่ายธุรกิจบันเทิงอยู่แล้ว
แค่ส่งรถไปรับที่สนามบินสักคันไม่ใช่เรื่องยากอะไร
‘ก่อนเจรจา... อย่าติดหนี้บุญคุณแม้แต่เรื่องเล็กน้อย’
พัคยูกอนเดินตามผู้อำนวยการไปยังห้องประชุม
“คงมาโตเกียวบ่อยเพราะเรื่องสำนักพิมพ์ชูเอฉะสินะครับ”
ผู้อำนวยการชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ
ทำยังไงถึงสร้างเกมที่ล้ำขนาดนี้ได้ เรียนไปด้วยทำเกมไปด้วยลำบากไหม
คงคิดว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายแล้วมั้ง
ผู้อำนวยการจึงค่อยๆ เริ่มเข้าเรื่องธุรกิจ
“เรากำลังอยากขยายธุรกิจไปทางเกมอยู่พอดีเลยครับ พอได้รับการติดต่อจากคุณ... ผมดีใจจนบอกไม่ถูกเลยครับ”
“เห็นว่าตอนนี้เน้นไปที่เพลงกับภาพยนตร์สินะครับ”
“ครับ ตอนนี้เป็นแบบนั้น แต่ก็มีแผนจะค่อยๆ ขยับขยายไปทางเกมด้วยครับ”
ผู้อำนวยการย้ำความสนใจในธุรกิจเกมอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ
“ข้อเสนอที่ส่งมา ทางเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วครับ คุณต้องการโอนสิทธิ์ของ ‘ดราก้อนเควสต์’ ให้เราใช่ไหมครับ?”
“สิทธิ์ในการขายการ์ดจริงต่างหากครับ”
“อ้อ สงสัยผมคงพูดรวบรัดไปหน่อย ขอโทษทีครับ ในสัญญาจะระบุไว้อย่างชัดเจนแน่นอน ไม่ต้องกังวลครับ”
พูดจาจุกจิกเกินไปหรือเปล่านะ
พออีกฝ่ายรีบขอโทษกลับมา ก็เริ่มรู้สึกกดดันแปลกๆ
เฮ้อ
ตั้งสติไว้
แค่ทำตามที่ซ้อมกับจีฮุนมาก็พอ
ทำได้ใช่ไหม?
ทันใดนั้น ผู้อำนวยการโอดะก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ในเมื่อคุณแสดงเจตจำนงจะขาย สิ่งสำคัญที่สุดคงเป็นการตกลงเรื่องราคา”
“.......”
“ต้องขออภัยที่พูดเรื่องนี้กับแขกที่เดินทางมาไกล แต่ช่วงนี้ฝ่ายธุรกิจบันเทิงกำลังทุ่มงบไปกับการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศน่ะครับ”
ถ้าน้องชายพูดถูก อีกไม่นานโซนี่จะเข้าซื้อ CBS Records และ โคลัมเบียพิคเจอส์ ตามลำดับ และกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการคอนเทนต์
“ผมเลยอยากจะบอกว่า......”
“ถ้าไม่มีเงินสด จ่ายเป็นหุ้นก็ได้ครับ”
“ครับ?”
พูดตรงไปไหมนะ
ไม่สิ นี่แค่เริ่มต้น
ถ้าเป็นจีฮุน คงรุกไล่หนักกว่านี้แน่
“เป็น IP ที่ทำยอดขายได้ไตรมาสละหลายหมื่นล้านเชียวนะครับ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเงินสดหรอกครับ”
“อ๋อ”
“การรับเป็นหุ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรด้วย”
“ก็จริงครับ”
“งั้นช่วยรายงานเบื้องบนให้หน่อยได้ไหมครับ?”
“รายงาน?”
พัคยูกอนพยายามจ้องผู้อำนวยการโอดะเขม็ง
สายตาที่สื่อว่า คุณไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องโอนหุ้นด้วยตัวเองไม่ใช่เหรอ
ถ้าเป็นพัคยูกอนคนเดิมคงจินตนาการไม่ออกว่าจะทำแบบนี้ได้ แต่นี่คือผลลัพธ์ของการฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อีกฝ่ายดูจะสัมผัสได้ว่าพัคยูกอนไม่ใช่เล่นๆ
“งั้น... ผมจะลองรายงานดูตามที่คุณต้องการครับ”
“ครับ เชิญครับ ผมเองก็ต้องโทรศัพท์เหมือนกัน”
“......?”
“มาถึงญี่ปุ่นทั้งที ลืมโทรบอกทางบ้านว่าถึงแล้วน่ะครับ”
“อ้อ ถ้าธุระแค่นั้นเชิญตามสบายครับ”
เขาชี้ไปที่โทรศัพท์สีเทาบนโต๊ะแล้วพูดต่อ
“งั้นผมขอตัวสักครู่นะครับ”
เมื่อผู้อำนวยการออกจากห้องประชุมไป
“ฟู่วววว!”
พัคยูกอนพ่นลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมายาวเหยียด
ทำเป็นเก่งไปงั้นแหละ
ที่จริงตื่นเต้นแทบตาย
พูดอะไรออกไปบ้าง จำได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
แต่ก็ถูไถมาได้จนถึงตอนนี้
‘นี่แค่ขั้นแรก... ของจริงเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก......’
น้องชายย้ำเรื่องนี้มาหลายรอบ!
พัคยูกอนยกหูโทรศัพท์ขึ้นอย่างยากลำบาก
เบอร์ที่เคยโทรหานับครั้งไม่ถ้วน แต่วันนี้ทำไมถึงรู้สึกแปลกแยกนักนะ
“ผมยูกอนครับ ช่วยต่อสายไปห้องหนังสือคุณปู่หน่อยครับ”
ครู่ต่อมา
(ป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน ไปทำอะไรอยู่?)
หรือเพราะเห็นภาพเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นลางๆ
แค่ได้ยินเสียงคุณปู่ หัวใจก็ฝ่อเหลือเท่าเม็ดถั่ว!
“ผมอยู่ญี่ปุ่นครับ”
(ไอ้หลานเวร ไปไม่บอกไม่กล่าวอีกแล้ว!)
“.......”
(ไปญี่ปุ่นทำไมอีก?)
“จะไปทำให้ยอดขายครบ 1 แสนล้าน ครับ”
(จะไปทำอีท่าไหนฮึ?)
“ผมมาขาย IP ครับ”
(อะไรนะ?)
“เงินที่ได้จากการขาย IP ก็นับเป็นยอดขายได้นี่ครับ”
(......!)
คำตอบที่คาดไม่ถึงแน่นอน
เพราะแบบนั้น
คุณปู่ถึงเงียบไปพักใหญ่ราวกับกำลังกลืนคำพูดลงคอ ก่อนจะเอ่ยปาก
(เพื่อจะทำยอดให้ถึง... ถึงกับจะขายห่านทองคำกินเลยหรอ?)
“เกมสร้างใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ครับ”
(ฮะ!)
ปฏิกิริยาที่บอกว่าไม่อยากจะเชื่อ
(แล้วจะขายเท่าไหร่?)
“น่าจะต้องได้อย่างน้อย 5 หมื่นล้าน ครับ”
(มีที่ไหนจะจ่ายเงินสดขนาดนั้นรึ?)
“ไม่มีครับ เลยกะว่าจะรับเป็นหุ้นแทน”
(หุ้น? บริษัทบ้าที่ไหนจะแบ่งหุ้นมูลค่า 5 หมื่นล้าน ให้คนอื่น? เสาหลักสั่นคลอนกันพอดี)
ทว่าปฏิกิริยานั้นคงอยู่เพียงครู่เดียว
ญี่ปุ่น
บริษัทที่จะยอมจ่ายหุ้นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้าน ในคราวเดียว
ข้อมูลเพียงสองอย่างนี้คงทำให้ท่านได้คำตอบแล้ว
คุณปู่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
(ยูกอน... แกอยู่ที่ไหน?)
“โตเกียวครับ”
(โตเกียวตรงไหน?)
“โกเท็นยามะครับ”
(อย่าบอกนะว่า... แก......)
พัคยูกอนหลับตาปี๋ก่อนจะตอบกลับไป
“ตอนนี้ผมอยู่ที่สำนักงานใหญ่โซนี่ครับ”