- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 71
บทที่ 71
บทที่ 71
บทที่ 71
“เพราะสิทธิ์นั้น อยู่ที่ผมครับ”
“หมายความว่า...”
“ก็ตามที่บอกครับ สิทธิ์ในลิขสิทธิ์สินค้าต่อเนื่อง เป็นของผมครับ”
ดวงตาของคุณเท็ตซึกะเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำพูดของผม
สายตาที่ฟ้องว่าต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม
ทันใดนั้น บรรณาธิการผู้รู้ใจก็รีบเสริมขึ้น
“ในระหว่างที่สำนักพิมพ์ระดมทุน... ... เพียงแค่โอนอำนาจของสำนักพิมพ์ไปเท่านั้น สิทธิ์ของอาจารย์ยังคงได้รับการคุ้มครองเหมือนเดิมครับ ไม่ต้องกังวลแม้แต่นิดเดียว”
คุณเท็ตซึกะดูตกใจมาก
พอจะพยายามเข้าใจได้ว่าเด็กอายุ 14 ทำธุรกิจ แต่เรื่องที่ลงทุนไปตั้ง 5 พันล้านเยน ดูเหมือนยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
“ขอถามสักข้อเถอะครับ”
“......?”
“คนที่มีทุนมหาศาลขนาดนั้น ทำไมถึงกระโดดลงมาในตลาดนี้”
“เพราะชอบการ์ตูนมากน่ะครับ”
จำเป็นต้องมีคำอธิบายอื่นอีกเหรอ
ผมค่อยๆ พูดต่อ
“ผมอ่านผลงานเก่าๆ ของอาจารย์ครบทุกเรื่องเลยครับ เรื่องดังๆ ที่ลงใน ‘โชเน็งจัมป์’ ผมก็ตามอ่านเกือบหมด”
ผมไม่หยุดแค่นั้น เริ่มสาธยายความประทับใจที่มีต่อการ์ตูนออกมาเป็นฉากๆ
เพราะเป็นการ์ตูนที่เคยอ่านจริงๆ ตอนเด็ก การจะเล่าเนื้อเรื่องผสานกับความรู้สึกจึงไม่ใช่เรื่องยาก
มาถึงขั้นนี้ คุณเท็ตซึกะก็จำต้องยอมรับในความจริงใจของผม
“นั่นสินะ ขนาดเห็นแววคนวาดฉากจนถึงขั้นชวนมาวาดการ์ตูน คงไม่ใช่ความชอบธรรมดาๆ แน่”
ชีวิตที่อุทิศให้กับการ์ตูน
มาฉายแสงเอาตอนนี้นี่เอง!
คะแนนความประทับใจในตัวผมน่าจะพุ่งขึ้นพอสมควร
ผมตัดสินใจรุกฆาตต่อทันที
“อาจารย์คงพอเข้าใจแล้วว่าทำไมผมถึงอยากได้รูปวาดของอาจารย์ งั้นต่อจากนี้ ผมอยากจะพูดถึงผลประโยชน์ที่อาจารย์จะได้รับครับ”
คุณเท็ตซึกะคือนักเขียนระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีผลงานฮิตมากมาย
ที่เห็นใช้ชีวิตสมถะแบบนี้ เรื่องเงินคงมีเหลือเฟือ
เพราะแบบนั้นหรือเปล่า
พอได้ยินคำว่า ‘ผลประโยชน์’ สีหน้าของเขาก็ดูเฉยเมยลงทันตา
กะไว้แล้วเชียว ผมเลยเตรียมของขวัญที่เหมาะเจาะที่สุดมาให้
ผมพูดต่อโดยไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“เวลาอ่านงานของอาจารย์ รู้สึกเหมือนอาจารย์จะสนใจเรื่องเครื่องจักรเป็นพิเศษ ใช่ไหมครับ?”
“เครื่องจักรเหรอครับ?”
“ครับ ยิ่งช่วงแรกๆ ของ ‘ดราก้อนบอล’ มีเครื่องจักรหลากหลายรูปแบบโผล่ออกมาเต็มไปหมด ทั้งที่ถ้าปิดฝาครอบก็วาดง่ายแท้ๆ แต่อาจารย์กลับวาดสายไฟทีละเส้นอย่างละเอียด”
“อ้อ ถ้าเรื่องนั้นละก็สนใจมากเลยครับ”
น้ำเสียงดูตื่นเต้นขึ้น
แววตาเฉยเมยเมื่อครู่หายวับไปทันที
“การได้จินตนาการและออกแบบเครื่องมือเครื่องไม้ในอนาคต คือความสุขอย่างยิ่งของผมเลยครับ”
“ถึงได้วาดออกมาละเอียดลออขนาดนั้นสินะครับ?”
“ครับ ประมาณนั้น ความฝันวัยเด็กของผมคือวิศวกรครับ แต่ติดที่คณิตศาสตร์เลยต้องยอมตัดใจ กะว่าจะเบนเข็มไปเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์”
ระหว่างนั้นก็ส่งผลงานเข้าประกวดการ์ตูนหวังหาค่าขนม แต่ดันได้รางวัล จนจับพลัดจับผลูมาเดบิวต์เป็นนักเขียนการ์ตูน เรื่องนี้เป็นตำนานที่ใครๆ ก็รู้
“ความฝันเลยห่างไกลออกไป กลายเป็นต้องมานั่งปั่นต้นฉบับส่งรายสัปดาห์แทน”
แต่ปฏิกิริยานั้นก็เป็นเพียงชั่วครู่
“สงสัยเพราะได้คุยเรื่องที่ชอบ ผมเลยเผลอพล่ามซะเยอะเลย”
อาจารย์เท็ตซึกะเกาหัวแก้เก้อ
“เดี๋ยวนะ แล้วทำไมถึงคุยเรื่องนี้กันนะครับ?”
“กำลังจะพูดถึงผลประโยชน์ที่อาจารย์จะได้รับน่ะครับ......”
“อ๋อ จริงด้วย แต่ความสนใจเรื่องเครื่องจักร กับผลประโยชน์ของผม มันเกี่ยวข้องกันยังไงครับ?”
สงสัยเพราะคุยเรื่องเครื่องจักร
สีหน้าดูเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด
ทำให้ผมเอ่ยปากได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
“ถ้าอาจารย์ยอมวาดภาพประกอบให้ ผมจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งเป็นทุนการศึกษาให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล มหาวิทยาลัยโตเกียวครับ”
“โตเกียว... เครื่องกลเหรอครับ?”
คนวาดคือคุณเท็ตซึกะ แต่ผลประโยชน์กลับตกอยู่กับนักศึกษาโตเกียว
เป็นเงื่อนไขที่ถ้าไม่ใช่ผม คงไม่มีใครกล้ายื่นให้
ทว่า
คุณเท็ตซึกะกลับโน้มตัวเข้ามาถามทันที
“รายได้ส่วนหนึ่งเนี่ย จะพอเป็นยอดเงินที่มีนัยสำคัญไหมครับ?”
“ถ้าไม่พอ ผมจะควักเนื้อโปะให้เองครับ”
“ฮะ!”
คุณเท็ตซึกะมองผมอย่างทึ่งๆ
“แค่อยากได้การ์ดรูปวาดของผมใบเดียว ถึงกับต้องลงทุนลงแรงขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
พอจบภาคดราก้อนบอล ภาคฟรีเซอร์ คุณก็จะขึ้นหิ้งเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นะครับ
ดังนั้นถ้าได้สร้างสายสัมพันธ์กับคุณด้วยการจ่ายทุนการศึกษานิดหน่อย?
‘สำหรับผมคือกำไรเห็นๆ’
แถมทุนการศึกษานั้น
‘ยังใช้เป็นสะพานดึงตัวคนเก่งจากโตเกียวมาเข้าฮยอนกังได้อีก’
ในฐานะผู้ถือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ บอกเลยว่าไม่มีขาดทุน!
แต่คุณเท็ตซึกะจะไปรู้ตื้นลึกหนาบางได้ยังไง
เขาได้แต่พึมพำด้วยความชื่นชม
“พอพูดถึงโตเกียว ตอนเด็กๆ เป้าหมายของผมก็ยิ่งใหญ่เหมือนกัน แต่เพราะอายที่จะบอกคนอื่น เลยอ้างว่าตั้งเป้าเข้ามหาวิทยาลัยรัฐ หรืออ้างว่าฐานะทางบ้านไม่ดี เลยช่วยไม่ได้ อะไรทำนองนั้น”
“.......”
“ถึงคะแนนจะออกมาดี แต่ก็อย่างที่บอกครับ คณิตศาสตร์มันฉุดขาไว้ อืม ถ้าผมมีหัวทางคณิตศาสตร์ ป่านนี้คง......”
เรื่องที่คุณเท็ตซึกะเคยฝันอยากเข้าวิศวะเครื่องกล โตเกียว จะถูกเปิดเผยในการสัมภาษณ์ในอนาคต
รวมถึงเรื่องที่เขาก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสานฝันที่ทำไม่สำเร็จด้วย
“เพราะฉะนั้น การบริจาครายได้ส่วนหนึ่งเป็นทุนการศึกษา ฟังดูเป็นไอเดียที่น่าสนใจมากครับ ผมเองยังนึกไม่ถึงเลย...”
แสยะ
“ถ้าไม่รังเกียจ นอกจากวาดภาพประกอบแล้ว ผมขอสมทบทุนด้วยได้ไหมครับ?”
“จริงเหรอครับ?”
“แน่นอนครับ เงินแค่นั้น ตายไปก็เอาไปไม่ได้......”
ไม่ครับ ไม่ใช่เรื่องเงิน
เรื่องวาดภาพประกอบต่างหาก!
นั่น... เอาจริงใช่ไหมครับ
เหมือนอ่านใจผมออก คุณเท็ตซึกะพูดต่ออย่างมั่นใจ
“ไม่ได้ให้ดีไซน์ตัวละครใหม่ แถมอนุญาตให้ใช้ ‘ดราก้อนบอล’ ได้เลย แน่นอนว่าต้องทำให้สิครับ”
โอเค!
“มีตัวละครตัวไหนอยากให้วาดเป็นพิเศษไหมครับ?”
เมื่อคุณเท็ตซึกะถาม ผมก็ตอบกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
…
คืนนั้น ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในโตเกียว
หลังจากเช็กอิน ผมก็โทรหาพี่ชายทันที
คงรู้ว่าผมมาดูงาน ที่ญี่ปุ่น
พี่รับสายทันที
(จีฮุนเหรอ เห็นว่าอยู่ญี่ปุ่น?)
ผมอธิบายสถานการณ์อย่างรวบรัดที่สุด
รวมถึงเรื่องที่จะผลิตการ์ดจริง และเรื่องที่อาจารย์เท็ตซึกะยอมวาดการ์ดโจ๊กเกอร์ให้
ยังไม่ทันที่พี่จะหายตกใจ ผมก็พูดต่อ
“อยากให้ออกภาคเสริมเร็วๆ นี้น่ะ”
(ภาคเสริม?)
“ผลิตการ์ดใหม่เพิ่มน่ะ”
(ก็นะ ถ้าเล่นแต่เด็คเดิมๆ เกมคงน่าเบื่อ)
“ทำไหวไหม?”
(ก็ต้องทำให้ได้สิ)
ตอบรับได้นิ่งมาก
(มันทำให้เกมสนุกขึ้นนี่นา)
ปากพูดแบบนั้น แต่งานนี้ไม่ง่ายเลย
ต้องคำนึงถึงความเข้ากันได้กับการ์ดชุดเดิม และการปฏิสัมพันธ์แบบใหม่ๆ
ต้องลงแรงพอๆ กับรื้อทำใหม่เลยทีเดียว
(ต้องเสร็จเมื่อไหร่?)
“อย่างช้าหนึ่งเดือน”
(งั้นจะทำให้เสร็จใน 3 สัปดาห์)
“หา?”
(คุณนักวาดจะได้มีเวลาวาดรูปประกอบแบบสบายๆ ไง)
อาจเพราะได้รับการยอมรับจากคุณปู่
หรือเพราะความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ
พี่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยจากเหตุการณ์นี้
‘หึ!’
จะว่าไป พี่ก็ทำได้ดีเกินคาดจริงๆ
เดบิวต์จนได้ฉายานักพัฒนาอัจฉริยะ ได้รับคำชมท่วมท้น แถมยังทำยอดขายถล่มทลายกว่า 1 ล้าน ชุด ประสบความสำเร็จในวงกว้าง
ทั้งหมดนี้สำเร็จได้ด้วยวัยเพียง 16 ปี
แต่ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จ ก็ต้องมารับงานใหม่อีก
“.......”
คงอ่านใจผมออกผ่านความเงียบที่ยาวนาน
(ใครเห็นคงนึกว่าพี่พยายามอยู่คนเดียวมั้งเนี่ย)
พี่เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
(นายอุตส่าห์บินไปถึงญี่ปุ่นเพื่อจะขายเกมของพี่ให้ได้มากขึ้นไม่ใช่หรือไง)
พี่ไม่หยุดแค่นั้น
(แถมถ้าออกภาคเสริม ก็จะมีรายได้เพิ่มอีก ทำเพื่อให้เรารอดไปด้วยกันทั้งนั้น ขืนพี่มัวแต่โอดครวญคงดูไม่จืด จริงไหม?)
“ก็ดูเท่ดีอยู่หรอก แต่คงต้องรากเลือดไปอีกเป็นเดือนเลยนะ?”
(ความเท่... ย่อมต้องแลกมาด้วยสิ่งตอบแทน)
เราสองคนระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
เอาสิ ลุยให้สุดทางไปเลย
การหลุดพ้นจากเส้นทางทายาทสืบทอดฮยอนกัง
การเดินทางอันยาวนาน บัดนี้ได้ก้าวข้ามจุดที่ยากลำบากที่สุดมาแล้ว
…
3 สัปดาห์ต่อมา ห้องทำงานประธานพัคยงฮาก
พัคยงฮากก้มมองแพ็กเกจที่วางอยู่ตรงหน้า
บอกว่าจะขายซองละพันวอน คุณภาพถือว่าใช้ได้ทีเดียว
สร้างเจ้านี่เสร็จใน 3 สัปดาห์?
สมมติว่าแค่เอาเกมที่ทำเสร็จแล้วมาพิมพ์เป็นการ์ดจริงก็เถอะ
ผลิตเสร็จในครึ่งเดือน แล้วกระจายสินค้าไปทั่วอเมริกาผ่านเครือข่ายที่มีอยู่ ก็พอจะเข้าใจได้
แต่ว่า
“จะขายไอ้นี่ในร้านเครื่องเขียนเนี่ยนะ?”
“ครับท่าน”
หัวหน้าเลขา ตอบคำถามท่านประธานอย่างระมัดระวังที่สุด
“มีร้านเกมดีๆ ไม่วางขาย ทำไมไปขายร้านเครื่องเขียน?”
“เอ่อ เรื่องนั้น... เห็นว่าเป็นคำสั่งโดยตรงจากคุณหนูครับ”
“จีฮุนน่ะรึ?”
“ครับ คุณหนูบอกว่าต่อให้เป็นอเมริกา ร้านเกมก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น อีกอย่างสินค้าจัดอยู่ในหมวดบอร์ดเกม จะวางขายในร้านเครื่องเขียน ร้านของเล่น หรือแม้แต่ร้านหนังสือ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาครับ”
“แค่อยากขายก็เอาของไปลงได้หมดเลยหรอ?”
ต่อให้บอกว่ากุมอำนาจการจัดจำหน่ายในอเมริกาได้ แต่ก็น่าจะเป็นแค่เรื่องเกม
ร้านเครื่องเขียนกับร้านหนังสือมันคนละเรื่องกัน
เจ้าถิ่นต้องมีอยู่แล้ว
จะปูพรมสินค้าได้รวดเร็วขนาดนี้เชียว?
“เนื่องจากคุณหนูเป็นคนแนะนำ ‘โชเน็งจัมป์’ สู่ตลาดอเมริกา ทางฝั่งร้านหนังสือจึงค่อนข้างเป็นมิตรกับคุณหนูครับ”
“แล้วร้านเครื่องเขียนล่ะ?”
“เอ่อ คือว่า ยิ่งการ์ตูนญี่ปุ่นได้รับความนิยม ความต้องการสินค้าของเล่นก็ยิ่งพุ่งสูง”
“อย่าบอกนะว่าแค่จะผลิตของเล่นชิ้นเดียว ก็ต้องขออนุญาตไอ้หลานตัวแสบนั่นก่อน?”
“ครับ เพราะคุณหนูถือสิทธิ์ในลิขสิทธิ์สินค้าต่อเนื่องอยู่ สถานการณ์เป็นแบบนี้ ทั้งร้านหนังสือ ร้านเครื่องเขียน หรือร้านของเล่น ต่างก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องงัดข้อกับคุณหนูครับ”
“แล้วตกลงขายไปได้เท่าไหร่แล้ว?”