- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 70
บทที่ 70
บทที่ 70
บทที่ 70
ผมเอ่ยปากขึ้นก่อนที่แววตาคาดหวังของคุณปู่จะเลือนหายไป
“ข้อเสียที่คุณปู่เคยพูดไว้ ผมจำได้แม่นเลยครับ”
ก่อนเกมจะวางจำหน่าย เพียงแค่ฟังกฎกติกา คุณปู่ก็ชี้ให้เห็นถึงขีดจำกัดของเกมการ์ดแบทเทิลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ข้อแรก หากอวดคนอื่นไม่ได้ ความภูมิใจในการสะสมก็จะลดลงครึ่งหนึ่ง
ข้อสอง การทุ่มเทวางแผนกลยุทธ์อย่างยากลำบากเพื่อเอาชนะคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวนั้น ช่างว่างเปล่าสิ้นดี
ท่านเคยบอกไว้ว่าหากไม่แก้ข้อเสียสองข้อนี้ ก็อย่าได้ฝันถึงยอดขาย 1 แสนล้านวอน
“สิ่งที่คุณปู่พูดถูกต้องครับ หากไม่สามารถกลบจุดอ่อนได้เพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี มันก็คงเป็นแผนงานที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น”
“แต่ขายได้ตั้ง 5 หมื่นล้าน ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไม่เบาไม่ใช่รึ?”
“จะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ ในเมื่อยังห่างไกลจากมาตรฐานของคุณปู่ตั้งเยอะ”
ได้เวลาเข้าเรื่องแล้ว
เป็นไปตามคาด รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของคุณปู่
ท่านคงกำลังรอดูว่าหลานคนนี้จะพกวิธีแก้ปัญหาอะไรมา
“ผมจะวางขายเกมใหม่ครับ”
“......?”
“เป็นเกมที่แก้ไขข้อเสียที่คุณปู่พูดมา และมีกำหนดวางจำหน่ายภายในเดือนนี้ครับ”
“เดือนนี้?”
พยัก พยัก
“ความคิดของยูกอนหรอ?”
“เปล่าครับ”
“งั้นก็เกมของแกสินะ”
“เป็นการใช้ IP ของพี่มาสร้างน่ะครับ แม้คนสร้างจะเป็นผม แต่ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้พี่ในฐานะเจ้าของผลงานต้นฉบับ”
“จะเอารายได้จากค่าลิขสิทธิ์นั่นมารวมในยอดขายรึ?”
“ครับ”
“คิดจะเล่นตุกติกสินะ?”
“ก็เหมือนกับพัฒนาเครื่องฟอกอากาศได้แล้ว ก็ต้องนับยอดขายไส้กรองรวมไปด้วยสิครับ แค่นั้นเอง”
“เครื่องฟอกอากาศยูกอนเป็นคนสร้าง ส่วนไส้กรองแกรับช่วงต่อมาผลิตงั้นสิ?”
“ไม่ได้เหรอครับ?”
ไม่ได้ถามเพราะไม่รู้
แค่ต้องการคำยืนยันที่ชัดเจนเท่านั้น
ดูเหมือนคุณปู่เองก็อยากรู้ว่าผมจะทำอะไร
“ค่าลิขสิทธิ์คงให้ได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายหรอกนะ”
“แค่นั้นก็พอแล้วครับ”
“ความมั่นใจนั่นมันมาจากไหนกัน?”
“งั้น ถือว่าอนุญาตแล้วนะครับ?”
แทนคำตอบ คุณปู่กลับหัวเราะในลำคอออกมา
…
นาโกย่า, ญี่ปุ่น
ผมใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์บินตรงมายังญี่ปุ่น
เพราะติดต่อไว้ล่วงหน้า บรรณาธิการคาซึฮิโรจึงมารอรับที่สนามบิน
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมหาเวลาว่างเรียนภาษาญี่ปุ่น ส่วนคาซึฮิโรก็เรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเป้าหมายในการบุกตลาดอเมริกา ทำให้เราสื่อสารกันได้พอรู้เรื่องโดยไม่ต้องใช้ล่าม
เมื่อรถแล่นออกจากสนามบินเข้าสู่ถนนวงแหวน ผมจึงเอ่ยถาม
“เปลี่ยนรถเหรอครับ?”
“อ่า... ครับ พอดี ‘ดราก้อนบอล’ ขายดีมาก ผมเลยได้โบนัสก้อนโตน่ะครับ”
รถยนต์โตโยต้า รุ่น AE86
รถของพระเอกเรื่อง ‘Initial D’
ในการ์ตูนอาจเป็นเครื่องจักรนักดริฟต์ แต่ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ก็ขับทางตรงนั่นแหละ
บนถนนที่ทอดยาว
รถวิ่งด้วยความเร็วคงที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
“พอได้รับติดต่อจากท่านประธาน ผมก็โทรหาอาจารย์ทันทีครับ แต่คงเพราะยุ่งกับการเขียนต้นฉบับ ท่านเลยไม่ยอมตอบตกลงง่ายๆ”
“แล้วคุณทำยังไงครับ?”
“ผมเน้นย้ำไปว่า ท่านเป็นคนค้นพบนักเขียนซูซูกิไงล่ะครับ”
“หมายความว่า?”
“ท่านถามกลับมาว่า คนที่ค้นพบซูซูกิไม่ใช่คุณหรอกเหรอ ผมเลยตอบไปตามตรงว่า ผมคิดแค่จะให้เขามาเป็นคนวาดฉาก แต่ท่านประธานต่างหากที่เป็นคนสั่งให้ไปตามตัวเขาถึงบ้าน”
พอได้ยินแบบนั้นเลยยอมตกลงสินะ
คงสงสัยว่าเด็ก ม.1 ที่ค้นพบซูซูกิเป็นใครกันแน่?
“ทำได้ดีมากครับ”
“ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้ปั้นน้ำเป็นตัว แค่พูดความจริงไปเท่านั้นเอง”
“นั่นแหละครับคือความสามารถ ถ้าไม่สนิทสนมกับท่าน ก็คงถ่ายทอดความจริงไม่ได้หรอกครับ”
คาซึฮิโรหัวเราะแก้เขินกับคำพูดของผม
คงใกล้ถึงจุดหมายแล้วมั้ง
เข็มความเร็วบนหน้าปัดลดลงมาอยู่ที่ระดับ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แล้วคาซึฮิโรก็มองซ้ายมองขวา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“หลังนั้นครับ”
พร้อมกับชี้ไปที่บ้านเดี่ยวสีเหลือง
“นั่นคือบ้านของอาจารย์เท็ตซึกะครับ”
เท็ตซึกะ อากิระ ผู้เขียน ‘ดราก้อนบอล’
นักเขียนผู้มอบความฝันและความหวังให้แก่ผมในวัยเด็ก
ไม่ว่าจะเจอเรื่องหนักหนาแค่ไหน ขอเพียงได้อ่าน ‘ดราก้อนบอล’ ช่วงเวลานั้นผมจะดำดิ่งลงไปในเรื่องราวได้อย่างหมดใจ
ความเสียดายที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่หน้ากระดาษลดน้อยลง
ถ้าอ่านจบแล้วต้องรออีกกี่เดือนนะ
ผมมาที่นี่เพื่อพบกับผู้เขียน ‘ดราก้อนบอล’ ที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้วัยเด็กของผม
‘ตื่นเต้นแฮะ’
สถานที่ที่บรรณาธิการคาซึฮิโรมุ่งหน้าไปคือบ้านเดี่ยวที่ดูสะอาดสะอ้าน
ตัวบ้านดูธรรมดา ผิดวิสัยนักเขียนเจ้าของผลงานระดับเมกะฮิต
จะมีแปลกตาก็ตรงผนังภายนอกที่ทาสีเหลืองเท่านั้น
ถ้าจะหาจุดเด่นเพิ่มเติม ก็คงเป็นรถพอร์ชสีเหลืองที่จอดอยู่ในโรงจอดรถ?
‘ดูไม่ใช่รุ่นใหม่ๆ แฮะ’
น่าจะเป็นรุ่นราวๆ ปี 60
ถ้าไม่ใช่คนรักรถเก่าจริงๆ คงดูแลรักษายากน่าดู?
ขณะที่กำลังสำรวจรอบบ้านอยู่นั้นเอง
ติ๊งต่อง!
คาซึฮิโร่กดกริ่งพร้อมเอ่ยเรียก
“อาจารย์ครับ อยู่ไหมครับ?”
ครู่ต่อมา
ประตูค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างขัดเขินราวกับเป็นคำตอบ
ใบหน้าที่มองลอดช่องประตูออกมา คือชายวัยกลางคนสวมแว่นกรอบหนาหน้าตาธรรมดา
“เดินทางมาไกลเลยนะ”
“ไม่ไกลหรอกครับ”
ท่านนี้สินะ คือคุณเท็ตซึกะ
เขาหันมาทางผมแล้วเอ่ยถาม
“ท่านนี้คือคนที่คุยกันทางโทรศัพท์?”
“ยินดีที่ได้พบครับ พัคจีฮุนครับ”
“ดูเหมือนจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้สินะครับ”
“ครับ นิดหน่อยครับ”
“ได้ยินว่าอยู่ ม.1 แต่ตัวสูงกว่าผมอีกแฮะ”
คำพูดติดตลก
คุณเท็ตซึกะเปิดประตูกว้างต้อนรับ
“เชิญเข้ามาสิครับ เพิ่งปั่นต้นฉบับเสร็จเมื่อวาน บ้านอาจจะรกหน่อย ต้องขออภัยด้วย”
“ไม่ต้องพูดสุภาพกับผมก็ได้ครับ”
“เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกนี่ครับ แบบนี้สบายใจกว่า”
คุณเท็ตซึกะเป็นคนญี่ปุ่นที่นอบน้อมถ่อมตนเป็นพิเศษ
ผมเดินตามเขาเข้าไปยังพื้นไม้
เอี๊ยด... อ๊าด...
เสียงไม้ลั่นดังขึ้นเป็นระยะ บ่งบอกความเก่าแก่
“รับชาไหมครับ?”
“ไม่เป็นไรครับ”
ผิดกับคำพูดของคุณเท็ตซึกะ ห้องดูสะอาดเรียบร้อย
ผมเคยไปบ้านนักเขียนที่เพิ่งปั่นงานเสร็จมาเยอะ ระดับนี้ถือว่าอยู่ในกลุ่ม 1 เปอร์เซ็นต์แรกได้สบาย
“ดูไม่ได้เรื่องเลยใช่ไหมครับ?”
“ไม่เลยครับ”
เฟอร์นิเจอร์สีซีดจางตามกาลเวลา
ยิ่งทำให้ดูงดงาม... เป็นพื้นที่ที่ดูคลาสสิกจริงๆ
“เป็นบ้านที่สะท้อนรสนิยมของอาจารย์เลยนะครับ”
แววตาดูเหมือนคนที่ไม่เคยคิดจริงจังเรื่องรสนิยมของตัวเอง
ที่ผมพูดเสริมไปแบบนั้นก็เพราะเหตุนี้
“ดูเหมือนอาจารย์จะเป็นคนที่รักช่วงเวลาที่ทับถมกันมานานนะครับ”
“โฮ่ บรรยายซะหรูเชียว ก็แค่เสียดายของเลยเก็บๆ ไว้นั่นแหละครับ”
“แต่ของแต่ละชิ้นดูดีมากเลยนะครับ”
“ถ้าดูแยกกันก็ไม่ต่างจากของเก่าเก็บ”
“แต่พอมารวมกันแล้วกลับสร้างบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์นะครับ”
“บรรยากาศที่มีเอกลักษณ์?”
“บ้านคือพื้นที่สะสมวิถีชีวิตนี่ครับ ย่อมต้องสร้างบรรยากาศเฉพาะตัวออกมาอยู่แล้ว”
คุณเท็ตซึกะขยับแว่นพลางมองผม
จ้องเขม็งจนน่าอึดอัด ก่อนจะเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
“เด็กมัธยมต้นแน่นะครับ?”
“ครับ ยังอยู่ ม.1 ครับ”
“เฮ้อ”
เขาเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะพาผมไปที่ห้องนั่งเล่น
ในห้องมีเพียงทีวีรุ่นเก่ากับเบาะรองนั่งสี่ใบ
“บอกว่าอยากพบผมด้วยเหตุผลทางธุรกิจสินะครับ?”
“ครับ”
“อืม ต้องขอโทษด้วยครับ ผมไม่รับงานอื่นนอกจากเขียนการ์ตูน ยิ่งตอนที่กำลังมีงานตีพิมพ์ต่อเนื่องยิ่งแล้วใหญ่”
“งานนี้คงไม่กินเวลาจนรบกวนการเขียนการ์ตูนหรอกครับ”
“ไม่ใช่เรื่องเวลาหรอกครับ”
“......?”
“ถ้าไปทำอย่างอื่นนอกจากการวาดรูป มันจะส่งผลกระทบต่องานหลักอย่างแน่นอนครับ”
พูดให้เบาหน่อยก็ถือเคล็ด พูดให้ลึกซึ้งหน่อยก็คงเป็นอุดมการณ์
“อุตส่าห์ดั้นด้นมาไกล จะปฏิเสธเลยก็ดูเสียมารยาท ทีแรกกะว่าจะไม่พบแล้ว แต่เห็นว่าเป็นคนค้นพบคุณซูซูกิ เลยอยากจะขอบคุณและติดต่อกลับไปน่ะครับ”
“.......”
“ถึงตอนนี้จะทำให้ไม่ได้... แต่ถ้าจบงานเขียนชุดนี้เมื่อไหร่ ผมจะรับข้อเสนอนั้นแน่นอน นี่คือคำสัญญาที่ผมตั้งใจจะบอกครับ”
ช่างเป็นการปฏิเสธที่นุ่มนวลเหลือเกิน
“พอจบภาค ‘ฟรีเซอร์’ ก็จะจบบริบูรณ์แล้ว คงใช้เวลาไม่นานนัก”
อาจารย์ครับ
ขอโทษนะครับ แต่หลังจบภาคฟรีเซอร์ อาจารย์ยังต้องเขียนต่ออีกยาวเลยนะครับ
ขนาดรัฐมนตรีช่วยกระทรวงวัฒนธรรมยังมาขอร้องไม่ให้จบเรื่อง
เอาเถอะ!
“เข้าใจแล้วครับว่าอาจารย์หมายถึงอะไร”
“คงจะคาดหวังไว้เยอะ ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ให้คำตอบแบบนี้”
“แต่อาจารย์ครับ”
“......?”
“ไหนๆ ผมก็มาไกลขนาดนี้แล้ว ช่วยรับฟังคำขอของผมหน่อยได้ไหมครับ?”
ไม่ได้ขอให้รับปาก แค่ขอให้ฟังเฉยๆ
มีใครบ้างจะปฏิเสธลง
เป็นไปตามคาด คุณเท็ตซึกะพยักหน้าอย่างระมัดระวัง
“พอจะทราบเรื่องเกมการ์ดที่พวกผมทำไหมครับ?”
“ยังไม่เคยเล่น แต่ก็พอรู้ครับ เห็นว่ามีเวอร์ชันการ์ตูนด้วย”
“เราจะวางขายเกมนั้นในรูปแบบของจริงครับ”
“ของจริง?”
“เราคิดจะทำเป็นไพ่จริงๆ ครับ”
“หมายถึง เอาพวกกราฟิกในตลับเกมมาพิมพ์เป็นไพ่จริงๆ แบบนั้นเหรอครับ?”
“ถูกต้องครับ”
ทั้ง ‘การ์ดคอลเลกเตอร์’ และ ‘ราชาแห่งดูเอล’ ต่างก็ใช้การ์ดจริงในการเล่น
นั่นคือรูปแบบพื้นฐานของ TCG
“มีตลับเกมอยู่แล้ว ทำไมต้อง......”
“ถ้าเครื่องเกมมีไว้เคลียร์เนื้อเรื่อง การ์ดจริงก็มีไว้สำหรับดวลกับคนครับ”
“ดวลกับคน?”
“ก็เวลาคิดกลยุทธ์ได้ เราก็อยากอวดคนอื่น แต่ในเครื่องเกมมันทำไม่ได้นี่ครับ”
แถมถ้าทำเป็นการ์ดจริง ความต้องการสะสมที่คุณปู่เคยติงไว้ก็จะได้รับการเติมเต็มโดยธรรมชาติ
“แล้วทำไมถึงมาบอกผมล่ะครับ? ผมจะช่วยอะไรได้......”
“ช่วยวาดภาพที่จะใช้บนการ์ดให้หน่อยครับ”
“ถ้าภาพประกอบ ผมเห็นว่าคุณซูซูกิวาดไว้สวยแล้วนี่ครับ”
“ใช่ครับ การ์ดทุกใบจะมีภาพวาดของอาจารย์ซูซูกิ แต่ที่ผมอยากจะขอ คือภาพประกอบสำหรับการ์ดโจ๊กเกอร์ที่จะแถมเป็นพิเศษครับ”
ในชาติก่อน เรียกว่า ‘First Press Limited Edition’
คือการมอบการ์ดโบนัสเป็นของแถมพิเศษให้กับคนที่ซื้อล็อตแรก!
‘ไม่ได้เก็บเงินเพิ่ม... และไม่ได้สุ่มด้วย’
แค่จะให้รางวัลกับคนที่ซื้อในช่วงแรกเท่านั้น
“ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้นด้วยครับ?”
ก็คุณปู่สั่งให้ขายให้ได้ 1 แสนล้าน ภายในปีนี้น่ะสิครับ
แต่จะให้บอกแบบนั้นได้ยังไง
คงต้องหาข้ออ้างอื่นมากลบเกลื่อน
โชคดีที่คุณเท็ตซึกะไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัว
“สรุปคือจะออกเกมการ์ดของจริง แล้วอยากให้ผมวาดการ์ดสักใบว่างั้นเถอะ?”
“ใช่ครับ”
“แต่อย่างที่บอกไป นอกจากผลงานที่กำลังเขียนอยู่ ผมพยายามจะไม่วาดรูปอื่นเลย กลัวสมาธิจะหลุด”
“วาดตัวละครจาก ‘ดราก้อนบอล’ ก็ได้ครับ ไม่เป็นไร”
คงเป็นข้อเสนอที่คาดไม่ถึง
“.......”
คุณเท็ตซึกะลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก
“การใช้ตัวละคร ‘ดราก้อนบอล’ ลำพังผมอนุญาตคนเดียวไม่ได้น่ะครับ ต้องได้รับความยินยอมเรื่องลิขสิทธิ์สินค้าต่อเนื่องจากทางสำนักพิมพ์...”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ”
“......?”
“เพราะสิทธิ์นั้น อยู่ที่ผมครับ”