- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 67
บทที่ 67
บทที่ 67
บทที่ 67
ไม่กี่วันต่อมา
ริวโนสุเกะปั่นเนื้อเรื่องออกมาด้วยความเร็วแสง
‘ระดับนี้คือแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนี่หว่า’
สมกับที่บอกว่ากระหายการเดบิวต์
เขาพุ่งทะยานราวกับหัวรถจักรที่เบรกแตก เพื่อปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจที่มีมานาน
ผลกรรมเลยไปตกที่ซูซูกิเต็มๆ
หลังจากหาห้องเช่าแถวนั้นได้ พอ 9 โมงเช้าปุ๊บ เขาก็ต้องขยี้ตาตื่นลากสังขารมาทำงานอย่างทุลักทุเล
แน่นอนว่าแค่นั้นยังไม่จบ
แม้จะล้างหน้าแปรงฟันแล้ว แต่ความง่วงก็ยังเกาะกินไม่ปล่อย
สัปหงก
ช่วงเช้าเขาต้องทำสงครามกับความง่วงอยู่พักใหญ่
แต่ริวโนสุเกะไม่สน
เขายังคงเดินหน้าทำงานตามเพจของตัวเองต่อไป
ไม่ได้บ่นหรือดุด่าซูซูกิสักคำ
สไตล์ที่ว่า ถ้าพาร์ตเนอร์พัก ฉันก็จะทำงานชดเชยให้เป็นสองเท่า
เจอแบบนี้
ซูซูกิจะไปทนไหวได้ยังไง ก็ต้องเกรงใจกันบ้างแหละ
“อือออ”
ด้วยความรู้สึกผิด เขาจึงต้องฝืนลืมตาปั่นงานให้ทัน จนเวลามื้อเที่ยงผ่านเลยไปตอนไหนก็ไม่รู้
“ไม่กินข้าวเหรอครับ?”
“.......”
ริวโนสุเกะแค่หมุนปากกาเล่นแทนคำตอบ
ซูซูกิลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วออกไปกินมื้อเที่ยงที่แสนจะสายโด่ง พอกลับมา ริวโนสุเกะก็ยังคงนั่งตาแดงก่ำทำงานอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม
มนุษย์คนนี้ไม่รู้จักเหนื่อยหรือไง?
สำหรับซูซูกิที่ใช้ชีวิตเป็นเพื่อนซี้กับความขี้เกียจมาตลอด ภาพตรงหน้ามันช่างดูเหนือจริงสิ้นดี!
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้
“เฮ้อ”
ซูซูกิเลยจำใจต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ระหว่างที่สองคนนั้นกำลังเร่งเครื่อง!
ผมเรียกบรรณาธิการบริหารคาซึฮิโรมาคุยเป็นการส่วนตัว
หลังจากผมกลับประเทศ คนที่จะคอยดูแลสองคนนั้นก็คือเขานั่นแหละ
คาซึฮิโรผู้หัวไวเดาจุดประสงค์ของการนัดพบครั้งนี้ได้ทันที
“จะกลับพรุ่งนี้แล้วสินะครับ?”
“ครับ”
“น่าเสียดายแย่เลยครับ”
เสียดายบ้าอะไรล่ะ
ที่ผ่านมาเห็นนั่งไม่ติดเก้าอี้ตลอด
ผมชวนคุยเรื่องที่เขาคุ้นเคยเพื่อทำลายบรรยากาศอึดอัด
“ช่วงนี้ยอดขายนิตยสารเป็นยังไงบ้างครับ?”
“แหะๆ พอนักลงทุนถามเองแบบนี้ เล่นเอาเกร็งเลยนะครับ”
“ได้ข่าวว่ายอดพิมพ์เพิ่มขึ้นนี่ครับ”
“ครับ ‘ดราก้อนบอล’ กำลังไปได้สวยเลยครับ การต่อสู้กับจอมมารเพิ่งจบลง ตอนนี้กำลังขยายสเกลเรื่องให้ใหญ่ขึ้นอยู่ครับ”
“ขยายสเกลเหรอครับ?”
“กะว่าจะขยายไปสู่อวกาศน่ะครับ”
“เป็นไอเดียของอาจารย์เท็ตซึกะเหรอครับ?”
“เปล่าครับ แกกะจะให้จบแค่ตอนปราบจอมมาร แต่กระแสตอบรับดีขนาดนี้จะให้จบได้ยังไง ก็ต้องยืดเรื่องออกไปสิครับ”
“ก็เลยวางพล็อตช่วงต่อจากนั้นให้เหรอครับ?”
“แหม พูดซะดูยิ่งใหญ่ จริงๆ ก็แค่เสนอไอเดียเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ ฮ่ะๆ”
อยู่ในฐานะคนขอร้องให้เขียนต่อ
จะไปมือเปล่าก็กระไรอยู่ เลยวางโครงเรื่องช่วงครึ่งหลังไปให้
‘พูดง่ายๆ ก็คือ ดราก้อนบอล Z คุณมีส่วนร่วมเต็มๆ เลยสินะ?’
ถึงตอนนี้จะมานั่งเกรงใจผมอยู่ก็เถอะ
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บรรณาธิการคนนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ ‘ดราก้อนบอล’ โด่งดังเป็นพลุแตก
‘ยังไงซะคนเก่งก็คือคนเก่ง’
ถึงในอนาคต สไตล์เผด็จการของเขาจะก่อปัญหาก็ตาม อะแฮ่ม
ที่ผมนัดมาวันนี้ ก็เพราะเรื่องนั้นแหละ
“คุณบรรณาธิการบริหารครับ”
“ครับ?”
“ขนาดปรมาจารย์อย่างคุณเท็ตซึกะ คุณยังวางพล็อตเรื่องให้ งั้นเด็กใหม่อย่างริวโนสุเกะกับซูซูกิ คุณคงไม่ปล่อยไว้แน่ๆ ใช่ไหมครับ?”
“......?”
สายตาที่พยายามอ่านเจตนาของคำถามมากกว่าจะตอบ
“อ่า. ผมก็แค่ทำหน้าที่เป็นผู้อ่านคนแรกอย่างซื่อสัตย์ ปกติไม่ค่อยเข้าไปก้าวก่ายเนื้อหาของงานหรอกครับ”
“ก้าวก่ายได้ครับ ถ้าทิศทางมันผิด คุณก็ต้องท้วงติง นั่นคืองานของบรรณาธิการนี่ครับ”
สิ่งที่ผมอยากจะสื่อคือ อย่าไปลดทอนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลงานเพียงเพื่อจะทำตามสูตรสำเร็จ
มีนักเขียนอย่างเท็ตซึกะที่เดินตามสูตรแล้วรุ่ง
แต่ก็มีกรณีอย่าง ‘สแลมดังก์’ ที่สุดท้ายก็แตกหักเพราะเรื่องนี้
น่าเศร้าที่
‘ซูซูกิจัดอยู่ในประเภทหลังซะด้วยสิ’
คาซึฮิโรยังคงโชว์ทักษะการอ่านบรรยากาศระดับเทพ
“ผมเข้าใจแล้วครับว่าท่านหมายถึงอะไร บางทีผมแค่พูดเปรยๆ แต่นักเขียนบางคนกลับเก็บไปคิดมากแล้วเขว โดยเฉพาะพวกมือใหม่”
คาซึฮิโรสังเกตท่าทีของผม แล้วคิดว่ามาถูกทาง จึงรีบเสริมต่อ
“ผมมีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งครับ เวลาทำงานกับเด็กใหม่ต้องระวังเป็นพิเศษ แทนที่จะจูงจมูกเดิน ผมจะเน้นซัพพอร์ตอยู่ข้างหลัง”
“กฎข้อนั้นจะใช้กับสองคนนี้ด้วยใช่ไหมครับ?”
“แน่นอนครับ! ผมแค่คอยดูทางให้ ส่วนพวงมาลัยต้องยกให้สองคนนั้นเป็นคนขับครับ”
ได้รับคำมั่นสัญญาขนาดนี้ วันหลังคงไม่กล้าตุกติกแน่
ถ้าอย่างนั้นก็
ผมยื่นมือไปหาคาซึฮิโร
“ฝากด้วยนะครับ”
“ทางนี้ต่างหากที่ต้องฝากเนื้อฝากตัว”
ยังไงเขาก็คือบรรณาธิการที่พา ‘โชเน็งจัมป์’ สู่ยุคทอง
ในฐานะผู้ถือหุ้น เขาคือบุคลากรชั้นยอดที่ช่วยโกยเงินให้ผม
อาจจะเพราะแบบนั้น
หมับ
แรงบีบมือที่ตอบกลับมาถึงได้หนักแน่นเป็นพิเศษ
…
บ่ายวันต่อมา
ตอนบินมาญี่ปุ่น ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง
แต่โชคดีที่ขากลับ หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป
ได้เซ็นสัญญา Third Party กับนินเทนโด มอบหุ้นให้คุณฮิเดโอะเพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
แถมยังได้นักเขียนสองคนมาดูแลเนื้อเรื่องและออกแบบการ์ด
ในระหว่างนั้นยังได้ลงทุนใน ‘โชเน็งจัมป์’ อีก
‘เดี๋ยวก็ได้เงินคืนมาเป็นทวีคูณ’
คงเพราะความเปลี่ยนแปลงมากมาย
ตอนขามามีแค่ผมกับพี่ชาย แต่ขากลับมีทั้งโจซูด็อกและนักพัฒนาอีกสองคน รวมเป็นห้าคน
ทันทีที่ถึงเกาหลี ประโยคแรกต้องยกให้โจซูด็อก
“จะดียังไง บ้านเราก็ดีที่สุดจริงๆ นะครับ”
“กลับไปถึงบ้านจะทำอะไรก่อนครับ?”
“กินข้าวก่อนเลยครับ แกงกิมจิกับโซจูสักแก้ว เยี่ยม!”
มิน่าล่ะถึงได้ดูระริกรี้ขนาดนั้น
อิจฉาชะมัด
“ผมบอกให้หัวหน้าทีมจองจินอุกมารอรับที่สนามบินแล้วครับ น่าจะเอารถมาสองคัน”
รถสองคันเหรอ
คงเตรียมรถแยกให้นักพัฒนาสินะ
“พนักงานญี่ปุ่นให้พาไปส่งที่วิลล่าในฮันนัมดงใช่ไหมครับ?”
มีวิลล่าที่เช่าไว้ให้หัวหน้าทีมจองจินอุกพักอยู่
ให้แยกกันอยู่คนละชั้นก็น่าจะได้
“จัดการตามนั้นเลยครับ”
“ส่วนที่ทำงาน ไปที่ตึกสำนักพิมพ์ใช่ไหมครับ?”
“ครับ ชั้น 3 ว่างอยู่ แค่ติดตั้งคอมพิวเตอร์กับชุดพัฒนาของนินเทนโดไว้ก็น่าจะพอ”
“รู้สึกเหมือนจะเริ่มงานจริงจังแล้วนะครับเนี่ย?”
ปากก็พูดไป แต่สายตาดูอาลัยอาวรณ์เหมือนเสียดายที่บทบาทของตัวเองจบลง
“ต้องรีบกลับไปทำหน้าที่หลักสิครับ”
“อึก”
“พรุ่งนี้เปิดเทอมแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“จะว่าไป พรุ่งนี้ท่านประธานก็ต้องเป็นเด็กมัธยมต้นแล้วนี่ครับ?”
มัธยมต้นเหรอ
เรื่องอื่นไม่เท่าไหร่ แต่พอคิดว่าจะต้องกลับไปใส่ชุดนักเรียนในรอบ 20 ปี รู้สึกพิลึกชอบกลแฮะ อะแฮ่ม
ตอนนั้นเอง
“จีฮุน”
เสียงพี่ชายดังขึ้นจากด้านหลัง
“ฉันจะพานักพัฒนาไปที่สำนักพิมพ์เลยนะ”
“ทำไมอะ?”
“ถ้าจะเริ่มงานพรุ่งนี้ ต้องเตรียมของไว้ล่วงหน้าก่อนน่ะ”
“ไม่ไปทักทายคุณปู่ก่อนเหรอ?”
“ค่อยไปตอนค่ำก็ได้ สถานการณ์แบบนี้ท่านคงเข้าใจ”
พูดอีกอย่างก็คือ
ต่อให้ไม่เข้าใจก็ช่วยไม่ได้!
พี่ชายคงตั้งใจแน่วแน่แล้วเหมือนกัน
ความมุ่งมั่นนั้นส่งไปถึงโจซูด็อกเต็มๆ
“เอาจริงเอาจังน่าดูเลยนะครับ”
“มีคำอื่นไหมครับ?”
“เชื้อไม่ทิ้งแถว”
หึๆ
ใช่ เลือดมันจะไปไหนเสีย
ผมหันไปบอกพี่ชาย
“เดี๋ยวผมบอกคุณปู่ให้เอง”
…
“แล้วยูกอนมันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ทำไมแกโผล่มาคนเดียว?”
“พี่เขาไปจัดของที่ออฟฟิศครับ”
“ไอ้หลานไม่รักดี! กลับมาถึงบ้านต้องมาทักทายผู้ใหญ่ก่อนสิ!”
คุณปู่ครับ
แล้วทำไมปากถึงยิ้มอยู่ล่ะครับ?
แต่ผมไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไป
ขนาดตอนผมเงียบหายไปที่อเมริกา คุณปู่ยังไม่ว่าอะไรสักคำ
คงเพราะท่านเข้าใจความปีติของการบ้างาน ยิ่งกว่าใคร
คุณปู่รีบปรับสีหน้าให้ขึงขัง
“แล้วทำไมแกไม่ไปสำนักพิมพ์ โผล่หน้ามาทำไม?”
“ก็ต้องมารายงานสักคนสิครับ”
“รายงาน? ไม่ใช่มาทักทายหรอ?”
ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า
“คุณปู่ครับ ดูเหมือนจะต้องใช้เงินมากกว่าที่คิดนะครับ”
“ใช้เงินตัวเองแท้ๆ จะมาบอกฉันทำไม? กลัวโดนจับผิดทีหลังหรือไง?”
พยักหน้า
“ทำให้ชัดเจนไว้ดีกว่าครับ”
“ฮะ!”
“ค่าพัฒนาเกมคงไม่เท่าไหร่ แต่ค่าโฆษณาน่าจะหนักหน่อยครับ”
“?”
“กะว่าจะสร้างการ์ตูนรวมเล่มกับอนิเมชันไปปูพรมที่ตลาดอเมริกาเหนือครับ”
“นั่นมันโกงกันนี่หว่า? คนทำเกม เอาเงินไปทุ่มกับอย่างอื่นเนี่ยนะ”
“รวมๆ แล้วคงไม่ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์ของงบพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่หรอกครับ”
“รถยนต์กับเกมมันเหมือนกันที่ไหนเล่า!”
“ต่างสิครับ สินค้าสำเร็จรูปอย่างรถยนต์ได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ของประเทศ แต่คอนเทนต์มันน้อยกว่า แถมผลตอบแทนต่อการลงทุนก็ต่างกันคนละเรื่อง”
ทำหน้าเหมือนเถียงด้วยวาจาไม่ชนะ
แต่ดูเหมือนจะถูกใจวิธีการใช้การ์ตูนช่วยโปรโมท
คุณปู่เลยไม่ติดใจเรื่องค่าใช้จ่ายอีก
ว่าแต่
“แล้วไอ้หนูญี่ปุ่นพวกนั้นว่าไงบ้าง?”
“เขาเสนอให้สร้างแนวเกมใหม่ครับ”
“แนวใหม่หรอ?”
ผมอธิบายเรื่องที่คุยกับคุณฮิเดโอะให้ฟังคร่าวๆ
แต่น่าขำตรงที่
“แล้วกติกามันเป็นยังไง?”
คุณปู่เอาแต่ถามเจาะลึกเรื่องระบบเกม
หลานชายทำเกมทั้งที เลยอยากรู้ล่ะมั้ง
‘อธิบายไปปู่ก็ไม่เก็ทหรอกน่า’
แต่ผมคิดผิดมหันต์
“หมายถึงใช้การ์ดวางแผนการรบงั้นรึ?”
“ครับ”
“งั้นก็ต้องชูเรื่องการสะสมการ์ดเป็นจุดขายสิ?”
“ถูกครับ”
“อุตส่าห์สะสมการ์ดหายากมา ก็ต้องอยากอวดชาวบ้านสิ แล้วจะทำยังไง?”
ในโลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต มันเป็นไปไม่ได้
“กลยุทธ์ก็มีปัญหา”
“......?”
“ต่อให้วางแผนมาดิบดีแค่ไหน แต่ถ้าต้องสู้กับคอมพิวเตอร์มันจะไปสนุกอะไร? มันต้องได้ประลองฝีมือกับคนด้วยกันสิ ถึงจะภูมิใจไม่ใช่หรอ?”
นั่นคือจุดที่ต้องรอให้มีระบบประลองออนไลน์ก่อนถึงจะแก้ปัญหาได้
สำหรับผมที่มาจากอนาคตย่อมรู้อยู่แล้ว
แต่คุณปู่ครับ!
‘ฟังรอบเดียว รู้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้ได้ยังไงครับ?’
ขณะที่ผมกำลังส่ายหน้าด้วยความเหลือเชื่อ
หืม?
ภาพที่ไม่เข้ากับห้องหนังสืออันโอ่อ่าสะดุดตาผมเข้าอย่างจัง
เครื่องเกมนินเทนโดกับตลับเกมที่วางอยู่มุมชั้นหนังสือ
ยังไม่พอ
มีหนังสือการ์ตูน ‘ดราก้อนบอล’ ภาษาญี่ปุ่นวางอยู่ด้วย
อย่าบอกนะว่าคุณปู่ เล่น......
ในหัวผมมีเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มลอยขึ้นมา
“ทำแบบนั้นจะไปถึงยอดขาย 1 แสนล้านได้หรอ?”
คำพูดของคุณปู่กระชากผมกลับสู่โลกความจริง
“ต่อให้โฆษณาแทบตาย”
“.......”
“ถ้าไม่แก้ตรงจุดที่ฉันบอก ไม่มีทางทำยอดขายแตะ 1 แสนล้านวอนได้หรอก”
คำทำนายจากยักษ์ใหญ่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน
“เรื่องเงินน่ะ ปู่แกเคยพูดผิดที่ไหน?”