- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 65
บทที่ 65
บทที่ 65
บทที่ 65
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหลังจากที่เขาดำดิ่งลงไปในเกม
“จะเอาเกมนี้ลงเครื่องแฟมิคอมเหรอครับ?”
ซูซูกิถามด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“คีย์บอร์ดก็ไม่มี คงไม่ได้จะเอาเกมที่มีแต่ตัวหนังสือแบบนี้ไปลงทั้งดุ้นหรอกใช่ไหม”
“แน่นอนว่าเราจะใส่กราฟิกเข้าไปครับ”
“อืม ถ้าสเกลขนาดนี้ แค่สร้างแผนที่ ความจุก็คงมหาศาลแล้วมั้งครับ”
“ถูกต้องครับ คุณฮิเดโอะก็ทักเรื่องนี้เหมือนกัน”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็จะสร้างเกมนี้ออกมาเหรอครับ?”
พยักหน้า
“ยังไง?”
“คุณฮิเดโอะเขาเสนอไอเดียมาน่ะครับ”
ผมรีบอธิบายระบบการใช้การ์ด ให้ฟังอย่างรวดเร็ว
แม้จะเป็นแนวเกมที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก แต่ซูซูกิกลับเข้าใจได้ในทันที
เมื่ออธิบายจบ
ซูซูกิถึงกับตบมือด้วยความถูกใจ
“ใช้วิธีนั้นเองสินะ คุณฮิเดโอะนี่สุดยอดจริงๆ”
ในจังหวะที่ความประทับใจในเกมพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ผมก็เริ่มรุกคืบอย่างเป็นธรรมชาติ
“แต่ดูเหมือนจะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งนะครับ”
“เนื้อเรื่องเหรอครับ?”
“คุณเองก็รู้สึกสินะครับ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง แต่ถ้าให้อิสระกับผู้เล่นมากเกินไป น้ำหนักของเนื้อเรื่องก็จะหายไป”
ผมจ้องมองซูซูกินิ่งๆ
คงจะอ่านความหมายในสายตาผมออก หว่างคิ้วของซูซูกิจึงเริ่มย่นเข้าหากัน
“อย่าบอกนะว่า จะจ้างคนวาดฉากหลังกระจอกๆ อย่างผม ไปเขียนบทเกม?”
“คนวาดฉากหลังกระจอกๆ ที่ไหนกันครับ คุณเป็นนักเขียนเต็มตัวต่างหาก”
“นักเขียนอะไรกันครับ ยังไม่มีผลงานสักเรื่อง”
คาซึฮิโรที่ยืนอยู่ข้างหลังพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรง
หึ
สำหรับผมที่รู้อนาคต ปฏิกิริยาพวกนี้มันช่างน่าขันสิ้นดี
“งบไม่พอหรือไงครับ?”
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ นี่โปรเจกต์ที่คุณฮิเดโอะร่วมด้วยเชียวนะ”
“แล้วทำไม...”
“คุณซูซูกิเชี่ยวชาญเรื่องเกมไม่ใช่เหรอครับ แถมยังมีเซนส์เรื่องการเล่าเรื่องด้วย ผมตัดสินใจแล้วว่าคุณคือคนที่เหมาะสมที่สุด”
ชื่อของ ‘ฮิเดโอะ’ คงมีน้ำหนักมากจริงๆ
ทั้งที่ปฏิเสธงานเขียนการ์ตูนแบบไม่ไยดี แต่กับเรื่องนี้กลับดูลังเล
“นิสัยเดิมผมเป็นคนขี้เกียจน่ะครับ”
“แต่ถ้าเป็นเกม คุณก็ขยันเล่นนี่ครับ จริงไหม?”
“ก็จริงครับแต่ว่า…”
“แถมยังเป็นประเภทที่ถ้าได้ทำสิ่งที่ชอบ จะมีสมาธิมากกว่าใครด้วย”
“งั้นเหรอครับ... ผมเองก็ไม่เคยสังเกตตัวเอง”
“ที่สำคัญ คุณสนใจเรื่องการพัฒนาเกมมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“รู้ได้ยังไงครับ?”
ก็ผมอ่าน ‘ฮันเตอร์ × ฮันเตอร์’ จนจบเล่ม 36 มาสามรอบแล้วน่ะสิครับ
เรื่องของคุณผมน่ะรู้ทะลุปรุโปร่ง
“ขนาดปฏิเสธงานเขียนการ์ตูน ผมเลยมั่นใจว่าคุณต้องมีความฝันอื่นอยู่แน่ๆ และในเมื่อคุณชอบเล่นเกมขนาดนี้ การจะสนใจด้านการพัฒนาก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอครับ”
“อืมมม”
การสร้างเกมคือความฝันดั้งเดิม
แถมยังเป็นโปรเจกต์ที่ฮิเดโอะ ไดเรกเตอร์ที่เขาเคารพรักเป็นคนดูแล
ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธเลยสักนิด แต่ทว่า
“แต่... ผมไม่ถนัดเรื่องแต่งเนื้อเรื่องน่ะครับ”
ซูซูกิให้คำตอบที่เหนือความคาดหมาย
“ผมไม่ใช่สายแต่งเรื่องราวสเกลใหญ่ๆ น่ะครับ ผมถนัดลงรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่า อย่างเช่นปูมหลังตัวละครอะไรพวกนั้น”
ก็จริง
ซูซูกิเป็นพวกหมกมุ่นกับรายละเอียดของตัวละครแบบสุดกู่
แทนที่จะเดินเรื่องหลักแบบฉับไว เขาคือนักเขียนที่เน้นปฏิสัมพันธ์ยิบย่อยระหว่างตัวละครมากกว่า
“เมื่อกี้ตอนเล่นเกม ไอเดียเกี่ยวกับตัวละครแต่ละตัวมันผุดขึ้นมาเต็มไปหมดเลยครับ คิดออกมาได้เป็นฉากๆ จนอยากจะหยิบกระดาษมาจดไว้เดี๋ยวนั้นเลย แต่ว่า...”
“......?”
“พล็อตเรื่องหลักที่จะใช้เป็นแกนกลาง ผมกลับคิดไม่ออกเลยสักนิด หมายความว่า ต่อให้จ้างผมไปเขียนบท ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกครับ”
พูดจบ ซูซูกิก็กลืนความเสียดายลงคอ
สีหน้าบ่งบอกว่าถ้ามีความสามารถพอ ก็อยากจะเข้าร่วมใจจะขาด แต่ในเมื่อไม่ใช่สายถนัด จะให้ฝืนรับก็คงลำบากใจ
ทันใดนั้นเอง
“งั้นถ้าให้คุณซูซูกิออกแบบแค่ตัวละครจะได้ไหมครับ?”
บรรณาธิการบริหารที่อยู่ข้างหลังแทรกขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
คงอยากจะแก้ตัวจากความผิดพลาด ก่อนหน้านี้สินะ
เขารีบเสริมต่อทันที
“ผมรู้จักคนที่วางพล็อตเรื่องเก่งเป็นบ้าอยู่คนหนึ่ง ให้หมอนั่นวางโครงเรื่องหลักแล้วคุณซูซูกิก็ดูแค่คาแรคเตอร์”
“ใครครับ?”
“ครับ?”
“คนที่วางโครงเรื่องหลักได้ คนคนนั้นคือใครครับ”
“อ๋อ เป็นนักเขียนหน้าใหม่ครับ ชื่อ ‘ริวโนสุเกะ’ เป็นคนชอบเล่นเกมเหมือนกัน”
หือ?
ริวโนสุเกะ?
เดี๋ยวนะ อยู่ๆ ชื่อนั้นโผล่มาได้ไง?
ถ้าความจำผมไม่ผิดเพี้ยน ในอนาคตเขาคือ......
“ลองโทรหาเขาดูไหมครับ?”
ดูเหมือนบรรณาธิการบริหารจะทำผลงานชิ้นโบแดงเข้าให้แล้ว!
ผมพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
…
เวลาเดียวกัน ที่โซล
พัคยงฮากขลุกอยู่กับเกมมาตลอดช่วงบ่าย
หลานชายสองคนร่วมมือกันสร้างเกม
ไอ้เกมที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ คนเป็นปู่ก็ต้องลองศึกษาดูหน่อยไม่ใช่หรอ!
เริ่มเล่นมาได้หลายชั่วโมงแล้ว
แน่นอนว่าตอนแรกก็ฝืนใจเล่นไปงั้น
บังคับเครื่องบินลำเท่าเล็บไปยิงสัตว์ประหลาดจากต่างดาวเนี่ยนะ
‘ของเล่นหลอกเด็กชัดๆ’
ถ้าไม่ใช่เพราะหลาน เขาคงดึงปลั๊กทิ้งไปนานแล้ว
แต่ทว่า
พอลองเล่นไปเรื่อยๆ มันกลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด
‘ซูเปอร์ มาริโอ’ ที่มิยาโมโตะ ฮิเดโอะสร้าง ก็มีความรวดเร็ว การบังคับลื่นไหล ถือว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยม
แต่แนวที่เขารู้สึกสนุกด้วยจริงๆ กลับเป็นอีกแนวหนึ่ง
พัคยงฮากชอบเกม PC มากกว่าเครื่องคอนโซล
โดยเฉพาะแนว Simulation
สมกับนิสัยส่วนตัว แทนที่จะเล่นเกมที่เดินหน้าไปทางเดียว เขาชอบเกมจำลองสถานการณ์ที่สามารถทำอะไร ‘ตามใจฉัน’ ได้มากกว่า
ถ้าไม่มีอิสระ เดี๋ยวพาลจะหงุดหงิดเอา
แน่นอนว่ายังไม่ถึงกับพอใจเต็มร้อย
อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดทางเทคโนโลยี
ยังหาเกมที่ถูกใจเป๊ะๆ ไม่เจอ
“ถ้ามีเกมสร้างเมือง บริหารเมืองออกมา ก็น่าจะสนุกดีนะ”
หรือไม่ก็เกมล่องเรือค้าขายแบบที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้
หรือไม่ก็เกมสร้างอารยธรรม พัฒนาบ้านเมืองผ่านยุคสมัยต่างๆ
“อืมมม”
ขณะที่พัคยงฮากกำลังนั่งเลียริมฝีปากนึกสนุกอยู่คนเดียว
ก๊อก ก๊อก!
“ใคร?”
สิ้นเสียงพัคยงฮาก ประตูห้องทำงานก็เปิดออก หัวหน้าเลขาเดินเข้ามา
“ท่านประธานครับ มีเรื่องจะรายงานเกี่ยวกับคุณหนูเล็กครับ”
“จีฮุนรึ?”
ทำหน้าเหมือนจะถามว่า ‘มันไปก่อเรื่องอะไรอีกแล้วล่ะ’
“ครับ เห็นว่าทุ่มเงินลงทุนก้อนโตให้กับ ‘โชเน็งจัมป์’ บริษัทในเครือของสำนักพิมพ์ชูเอฉะที่ญี่ปุ่นครับ”
“เอาอีกแล้วหรอ?”
“ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดครับ แต่คาดว่ากลุ่มผู้บริโภคเกมน่าจะคล้ายคลึงกับกลุ่มที่อ่านการ์ตูน”
“เพราะยูกอนงั้นรึ?”
“ถ้าไม่ใช่เรื่องนั้น ก็อาจจะเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่า โดยมองเห็นอนาคตขององค์กร”
“จังหวะนี้เนี่ยนะ? ลงทุนแบบเน้นคุณค่า?”
“.......”
หัวหน้าเลขาทำหน้าลำบากใจ เหมือนยังเดาเจตนาไม่ออก
ก็แน่ล่ะ ใครจะไปหยั่งรู้ความคิดของหลานคนเล็กได้
“ลงไปเท่าไหร่?”
“5,000 ล้านเยนครับ”
“ใจป้ำจริงนะ”
“.......”
“แล้วที่นั่นมันทำอะไร?”
“ตีพิมพ์นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ครับ เห็นว่ามียอดขายสัปดาห์ละ 1 ล้านเล่ม”
“1 ล้านเล่ม?”
“ครับ ด้วยความนิยมของเรื่อง ‘ดราก้อนบอล’ คาดว่ายอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ”
ถ้าเป็นความจริง ก็แปลว่าไม่ใช่การลงทุนที่ขาดทุน
แต่ข้อมูลแค่นั้นยังไม่พอ
“ไอ้... ดราก้อน... อะไรนะ?”
“‘ดราก้อนบอล’ ครับ”
“เออ ไปซื้อไอ้นั่นมาซิ”
“ครับ?”
“ทุ่มเงินไปตั้ง 5,000 ล้านเยน มันต้องคิดมาดีแล้วสิ ต้องตรวจสอบดูหน่อยว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน”
“อะ ครับท่านประธาน จะรีบไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ครับ”
หลังจากหัวหน้าเลขาโค้งคำนับและเดินออกไป
“.......”
พัคยงฮากมีสีหน้าครุ่นคิด
เพราะหลานแท้ๆ ถึงต้องมานั่งเล่นเกม
คราวนี้ยังต้องมานั่งอ่านการ์ตูนที่ไม่เคยคิดจะแตะ
“ใครมาเห็นเข้าคงนึกว่าฉันแก่จนเลอะเลือนแล้วแน่ๆ”
ปากก็บ่นไปอย่างนั้น
หึๆ
แต่ดูเหมือนพัคยงฮากจะไม่ได้รังเกียจอะไรนัก
…
ญี่ปุ่น, โตเกียว
ริวโนสุเกะที่ได้รับโทรศัพท์เรียกตัวจากบรรณาธิการบริหาร รีบบึ่งมาที่สำนักพิมพ์ทันที
อาจเพราะเป็นแค่นักเขียนหน้าใหม่ที่มีแค่ผลงานเรื่องสั้น
“แค่... เล่นเกมนี้ แล้วแต่งเนื้อเรื่องประกอบเหรอครับ?”
เขาถือว่าคำพูดของบรรณาธิการบริหารคือประกาศิต
หลังจากลองเล่นเกมไปพักใหญ่
ริวโนสุเกะก็พูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
“โอเค! ชื่อเรื่องมาแล้วครับ ‘ดราก้อนเควสต์’ เป็นไงครับ? ฟังดูมีมนต์ขลังดีไหม?”
บรรณาธิการบริหารหันมามองผมซึ่งเป็นคนตัดสินใจ
คำตอบของผมนั้นเรียบง่าย
“ชื่อ ‘ดราก้อนเควสต์’ เพิ่งคิดได้เมื่อกี้จริงเหรอครับ?”
“ครับ?”
“ผมแค่อยากรู้ว่าคิดได้ตอนเล่นเกม หรือว่าเป็นชื่อที่คิดไว้นานแล้วน่ะครับ”
“ทะ ทำไมถึงอยากรู้เรื่องนั้นล่ะครับ”
แต่ปฏิกิริยานั้นคงอยู่เพียงครู่เดียว
ริวโนสุเกะยอมสารภาพออกมา
“อึก จริงๆ แล้ว... มันเป็นชื่อเรื่องยาวที่ผมกำลังวางพล็อตไว้น่ะครับ”
ว่าแล้วเชียว!
ก็แน่ล่ะ ถ้าพูดถึงริวโนสุเกะ เขาคือบิดาแห่ง ‘ดราก้อนเควสต์’ เกมแห่งชาติของญี่ปุ่นเชียวนะ
ตอนนี้อาจจะเป็นแค่นักเขียนหน้าใหม่ที่ยอมทำตามคำสั่งบรรณาธิการต้อยๆ แต่อนาคตเขาคือคนที่จะมาสร้างตำนานซีรีส์ ‘ดราก้อนเควสต์’ จารึกไว้ในประวัติศาสตร์วงการเกม
แต่เดี๋ยวนะ แบบนี้......
กลายเป็นว่าเกมที่พี่ชายสร้างจะได้ชื่อ ‘ดราก้อนเควสต์’ ไปครองงั้นเหรอ
ช่างเถอะ!
สมกับเป็นบิดาแห่ง ‘ดราก้อนเควสต์’ เขานั่งจ้อพล็อตเรื่องออกมาสดๆ ตรงนั้นเลย
เรื่องราวเข้มข้นน่าติดตาม ขนาดฟังแค่นาทีเดียวยังเคลิ้ม
แต่ข้อสงสัยที่สมเหตุสมผลก็ผุดขึ้นมา
“นั่นมัน... เนื้อหาในผลงานเรื่องต่อไปของคุณหรือเปล่าครับ?”
“เปล่าครับ เปล่าครับ ชื่อเรื่องอาจจะยืมมาใช้ก็จริง แต่จะให้ยัดเนื้อหาเข้าไปด้วยได้ยังไง ผมแค่พ่นพล็อตที่แวบเข้ามาในหัวตอนเล่นเกมออกมาสดๆ ร้อนๆ”
ริวโนสุเกะเกาหัวแก้เขิน
แต่ปากก็ยังเล่าเรื่องราวไม่หยุด
ที่น่าสนใจคือ คนที่ตั้งใจฟังเรื่องราวนั้นมากที่สุด กลับเป็นซูซูกิ!
วีรบุรุษย่อมมองเห็นวีรบุรุษสินะ
ซูซูกิดูจะสัมผัสได้ถึงความเป็นอัจฉริยะของริวโนสุเกะในทันที
ทันทีที่เรื่องราวอันยิ่งใหญ่จบลง
ขวับ
ซูซูกิหันขวับมาทางผมทันที
“ถ้าจ้างคนนี้มาเขียนบท ผมจะเก็บเรื่องเข้าร่วมทีมในฐานะคาแรคเตอร์ดีไซน์ ไปพิจารณาครับ”
นิสัยอย่างซูซูกิ พูดขนาดนี้ก็เหมือนตอบตกลงแล้วนั่นแหละ
เหลือแค่ความสมัครใจของริวโนสุเกะ
“ไม่ว่าจะการ์ตูนหรือเกม ขอแค่ได้เปิดตัว ผมก็พอใจแล้วครับ ฮ่าๆ”
การจับคู่ระหว่างซูซูกิผู้ใส่ใจในรายละเอียดระดับปีศาจ กับริวโนสุเกะบิดาแห่ง ‘ดราก้อนเควสต์’!
นี่คือวินาทีถือกำเนิดของ ‘ดรีมทีม’ ที่จะไม่มีวันหาได้อีกแล้วในประวัติศาสตร์เกมญี่ปุ่น