- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 64
บทที่ 64
บทที่ 64
บทที่ 64
ประตูเหล็กดูไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก
ทุกครั้งที่เคาะ ตึง ตึง ตึง ประตูทั้งบานก็จะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
“คาซึฮิโร บรรณาธิการบริหาร ‘โชเน็งจัมป์’ ครับ”
แม้จะไม่มีเสียงตอบรับ แต่บรรณาธิการบริหารก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่
เขาไม่เคาะประตูซ้ำ
แค่ยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้นเงียบๆ
สมัยที่เพิ่งเข้าทำงานในสำนักพิมพ์
คาซึฮิโรเคยมีความฝันอันเปี่ยมล้น
ในฐานะบรรณาธิการ เขาจะช่วยนักเขียนสร้างสรรค์นิตยสารที่สุดยอดออกมาให้ได้!
แต่ในความเป็นจริง ภารกิจหลักกลับมีแค่การตระเวนไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อทวงต้นฉบับ
ถามว่าให้ส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์ไม่ได้เหรอ?
ฝันไปเถอะ!
นักเขียนที่ชอบหายตัวไปช่วงใกล้เดดไลน์มีน้อยเสียที่ไหนกัน
ขอเวลาอีกไม่กี่วัน
ไม่สิ ขอแค่หนึ่งวัน
แล้วจะได้ต้นฉบับที่สุดยอดจริงๆ
นักเขียนที่ขาดการติดต่อไปดื้อๆ ด้วยข้ออ้างสารพัดมีถมเถ
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตช่วงเป็นเด็กใหม่ของเขาจึงหมดไปกับการเล่นซ่อนแอบกับนักเขียน
น่าแปลกที่พอทำแบบนี้ซ้ำๆ มาสัก 5 ปี เขาก็เริ่มมีสัญชาตญาณบางอย่าง
เหมือนตำรวจสายสืบมือฉมังที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าคนร้ายอยู่ไหน แค่มองหน้าต่างที่ไฟดับมืด เขาก็พอจะเดาออกว่ามีนักเขียนซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนี้หรือเปล่า
และตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น
หลังลูกกรงกันขโมยเก่าคร่ำคร่า มองไม่เห็นเงาใครเคลื่อนไหว
แต่ทำไมกันนะ
ความรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่พยายามกลั้นไว้เพราะกลัวคนข้างนอกจะได้ยิน มันแว่วมาเข้าหู!
หลังจากยืนเหม่ออยู่แบบนั้นได้ไม่กี่นาที
กึก
เสียงความเคลื่อนไหวเล็กๆ ดังมาจากในบ้าน
ตามด้วยบานหน้าต่างที่ค่อยๆ แง้มออก
คาซึฮิโรเห็นดวงตาสีน้ำตาลผ่านช่องว่างนั้น
“อยู่จริงๆ ด้วยสินะครับ คุณซูซูกิ”
“อื๋อออ”
“นึกว่าผมอยู่ข้างนอกใช่ไหมครับ?”
พยักหน้าหงึกๆ
“รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังเปิดหน้าต่างเหรอครับ?”
“ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา แต่ไม่ได้ยินเสียงเดินออกไปก็เลย......”
“กลัวว่าผมจะเป็นลมล้มพับไปหรือไงครับ?”
“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง”
ถึงจะไม่รู้แน่ชัด แต่ดูเหมือนจะแอบเป็นห่วงอยู่บ้าง
สมกับเป็นนักเขียน จินตนาการบรรเจิดเสียจริง
“อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ?”
“ถ้าจะให้ช่วยวาดฉากหลังละก็......”
“ไม่ใช่เรื่องฉากหลังครับ”
“แล้ว?”
“ผมอยากให้คุณซูซูกิรับงานเขียนเรื่องยาวน่ะครับ”
“ให้ผม... เขียนเรื่องยาวเดี่ยวๆ เนี่ยนะ?”
“อย่าคุยกันตรงนี้เลย เข้าไปคุยข้างในดีกว่าไหมครับ?”
ไม่ใช่มาเยี่ยมนักโทษสักหน่อย คุยกันผ่านลูกกรงเหล็กแบบนี้มัน
“ถ้าไม่สะดวก ไปคาเฟ่แถวนี้ก็ได้นะครับ”
“ที่บ้านดีกว่าครับ ผมเกลียดการเดินที่สุด”
ซูซูกิไม่ได้เอาน้ำมาเสิร์ฟแม้แต่แก้วเดียว
ไม่ใช่ว่ามีเจตนาร้ายอะไรหรอก แค่ทักษะการเข้าสังคมต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็เท่านั้น
แต่เขากลับเสนอสิ่งที่แปลกออกไปแทน
“ถ้าเป็นเกมละก็มีเพียบเลยนะครับ เชิญเล่นตามสบาย”
ต่างจากคาซึฮิโรที่ชินกับพฤติกรรมนี้แล้ว
“.......”
โจซูด็อกดูจะไม่คุ้นเคยกับปฏิกิริยาแบบนี้เอาเสียเลย
ก็แน่ล่ะ คงเพิ่งเคยเจอคนประเภทนี้เป็นครั้งแรก
ที่นอนหมอนมุ้งรกอย่างกับรังหนู แต่เครื่องเกมกับตลับเกมนี่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบกริบ
‘ต้องขัดถูขนาดไหนเนี่ย ฝุ่นไม่จับสักนิด’
แค่นั้นยังไม่พอ
ตลับไหนที่ไม่ค่อยได้เล่น ยังใส่ถุงซิปล็อกเก็บแยกไว้ต่างหาก
คาซึฮิโรจ้องมองซูซูกิเขม็ง
แม้จะดูเป็นสายตาที่ผ่อนคลายตามประสาบรรณาธิการ แต่ถ้ามองดีๆ มันเหมือนสายตาของสัตว์ป่าที่กำลังจ้องเหยื่อ
ความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้นี้มักทำให้นักเขียนรู้สึกอึดอัดอยู่บ่อยๆ
คาซึฮิโรคิดว่านั่นคือจุดแข็งของตัวเอง แต่ทว่า
“.......”
ซูซูกิทำหน้าเหมือนไม่สนโลก ไม่แคร์ว่าสายตาบรรณาธิการจะเป็นยังไง
“มาคุยเรื่องเมื่อกี้กันต่อนะครับ ผมอยากเสนอให้คุณซูซูกิเขียนผลงานประจำครับ”
“เรื่องสั้นเหรอครับ?”
“จะเรื่องสั้นหรือเรื่องยาวก็ได้ครับ ไม่เกี่ยง”
“ก็คงไม่ต่างกันหรอกครับ”
“......?”
“เพราะไม่ว่าแบบไหนผมก็ทำไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”
“ครับ?”
“คนขี้เกียจอย่างผม ให้เขียนงานรายสัปดาห์ไม่มีทางไหวหรอกครับ”
ทุกปีมีผู้มีความฝันนับพันคนส่งต้นฉบับมาที่ ‘โชเน็งจัมป์’
ขอแค่พื้นที่เล็กๆ ก็ยังดี ขอแค่ได้ตีพิมพ์เถอะ
สำหรับนักวาดหน้าใหม่ หรือแม้แต่กับมืออาชีพ ‘โชเน็งจัมป์’ คือเวทีแห่งความฝัน
แต่หมอนี่ กลับบอกว่า?
“บอกว่าทำไม่ไหวเพราะขี้เกียจเนี่ยนะครับ?”
“ครับ ขืนรับปากไปแล้วทำต้นฉบับไม่ทัน สู้ไม่เริ่มเลยตั้งแต่แรกดีกว่า”
“.......”
“อีกอย่าง ช่วงนี้ไม่มีเกมที่อยากซื้อเป็นพิเศษด้วย”
“แล้วค่าเช่าห้องล่ะครับ?”
“เงินที่ได้คราวก่อนเอาไปใช้หนี้หมดแล้ว น่าจะอยู่ได้อีกหลายเดือน”
“แล้วเรื่องเดตล่ะ?”
“แค่พกค่ารถไป ที่เหลือแฟนผมจ่ายให้หมดครับ”
“ค่าเทอม”
“กะว่าจะลาออกเร็วๆ นี้แหละครับ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว
ชักสงสัยแล้วสิว่าหมอนี่พ่นคำโกหกออกมาส่งเดชหรือเปล่า!
“งั้น... กะจะเป็นคนวาดฉากหลังไปตลอดชีวิตหรือไงครับ?”
“การวาดรูปคืองานอดิเรกครับ ความฝันของผมคืออย่างอื่น”
“เดี๋ยวสิ ฝีมือระดับนี้ทำไมถึงต้อง...”
“ฮาววว”
ซูซูกิหาวหวอดอย่างเบื่อหน่าย
“ถ้าไม่รังเกียจ ผมขอทำตัวตามสบายได้ไหมครับ? พอดีปวดหลังน่ะ”
“อ่า ก็... ผมบุกรุกเข้ามาเองนี่นา เชิญตามสบายครับ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ซูซูกิก็นเอาเบาะมารองแล้วนอนคว่ำหน้าทันที
เดาได้เลยว่า
พอแขกกลับปุ๊บ ซูซูกิคงคว้าจอยเกมมาเล่นทั้งท่านั้นแน่ๆ
“เป็นงานพาร์ตไทม์ก็ได้ ไม่มีเรื่องที่อยากเขียนบ้างเหรอครับ?”
“.......”
“ไม่ว่าเรื่องแบบไหน ผมช่วยขัดเกลาให้ได้นะครับ ให้ออกมาในรูปแบบที่คนอ่านชอบที่สุด”
“บอกแล้วไงครับว่าผมวาดไม่ทัน”
ฮะ!
“มะ... ไม่อยากได้เงินก้อนโตเหรอครับ?”
“อยากได้สิครับ”
“ดีครับ งั้นแค่ทำตามที่ผมบอก..”
“เฮ้อ เอาอีกละ”
ซูซูกิส่ายหน้าดิกเหมือนรำคาญเต็มทน
ถ้าให้ฟรีก็เอา แต่ถ้าต้องทำงานแลกเงินก็ขอบาย
‘ให้ตายสิ’
เป็นบรรณาธิการมา 20 ปี
ผ่านสมรภูมิมาสารพัดรูปแบบ
แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจอพวกยังไม่เดบิวต์แต่ไร้ความกระตือรือร้นขนาดนี้!
‘เจอแบบนี้จะไปทำอะไรได้วะเนี่ย?’
ขณะที่คาซึฮิโรจนปัญญาจนพูดไม่ออก
“อืม”
โจซูด็อกที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากขึ้นเบาๆ
“คุณซูซูกิสินะครับ?”
พยักหน้า
“ดูท่าทางจะชอบเล่นเกมมากเลยนะครับ?”
ทำหน้าเหมือนจะบอกว่าถามอะไรโง่ๆ
“พอดีมีโปรเจกต์เกมใหม่ที่กำลังสร้างอยู่ อยากให้ลองเล่นแล้วขอความคิดเห็นหน่อยน่ะครับ”
“ผลงานของใครครับ?”
“บอกชื่อไปคุณก็คงไม่รู้จักหรอกครับ ยังเป็นมือสมัครเล่นอยู่น่ะ”
ได้ยินแบบนั้น ซูซูกิก็หมดความสนใจทันที
ถึงจะชอบเล่นเกม แต่คงไม่คิดจะเล่นเกมทดลองห่วยๆ ของนักพัฒนาอิสระหรอก
โจซูด็อกไม่ยอมแพ้
“เห็นว่าคุณมิยาโมโตะ ฮิเดโอะ บิดาแห่ง ‘ซูเปอร์ มาริโอ’ จะมารับหน้าที่ไดเรกเตอร์ด้วยนะ”
“ครับ? ไหนบอกว่าเป็นผลงานมือสมัครเล่นไง”
“คนวางแผนงานเป็นมือสมัครเล่นครับ แต่ดูเหมือนไอเดียจะดีมาก คุณฮิเดโอะเลยสนใจ”
แววตาของซูซูกิไหววูบ
แต่ถึงอย่างนั้น คาซึฮิโรก็ยังคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้
ต่อให้ชอบเกมแค่ไหน แต่ไอ้คนขี้เกียจจนปฏิเสธงานเขียนการ์ตูน จะยอมตามเราไปเพื่อเล่นเกมเนี่ยนะ
เขาคิดแบบนั้น
ทว่า
“เกมแนวไหนครับ?”
“ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกมเท่าไหร่ เห็นเขาว่าเป็น RPG มั้งครับ”
“จริงเหรอครับ?”
อาการรูม่านตาขยายมันเป็นแบบนี้นี่เอง
ซูซูกิเบิกตากว้างถามย้ำ
“คุณฮิเดโอะ... จะทำเกม RPG เหรอครับ?”
“ขอย้ำอีกทีนะครับว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกม แค่ได้ยินมาแบบนั้น ไม่แน่ใจว่า......”
“ถ้าไปตอนนี้จะได้ลองเล่นเลยไหมครับ?”
“ได้สิครับ มีตัวต้นแบบที่คุณฮิเดโอะเห็นแล้วยังทึ่งอยู่ ไปถึงก็ได้เล่นเลย”
พรึบ!
ซูซูกิลุกพรวดขึ้นยืนทันทีราวกับไม่มีอะไรต้องคิดอีกแล้ว
เมื่อกี้
ยังบ่นว่าปวดหลังอยู่ไม่ใช่หรือไง?
แต่ดูจากแววตาตอนนี้ ให้ตีลังกากลับหลังก็น่าจะทำได้
เฮ้อ!
ความรู้สึกว่างเปล่าถาโถมเข้าใส่
ไอ้นักเขียนที่ทำเอาบรรณาธิการประสบการณ์ 20 ปีต้องกุมขมับคืออะไร แล้วศาสตราจารย์ที่รู้วิธีรับมือหมอนี่ราวกับอ่านเกมขาดคือใครกันแน่?
ระหว่างที่คาซึฮิโรจมอยู่กับความคิด
“ไปยืนทำอะไรอยู่บ้านคนอื่นล่ะครับ?”
“จะอยู่ที่นั่นอีกนานไหมครับ?”
สองคนนั้นเดินนำออกไปนอกบ้านเรียบร้อยแล้ว
…
สำนักพิมพ์ชูเอฉะ แผนก ‘โชเน็งจัมป์’
โจซูด็อกที่กลับมาถึง ขยิบตาให้ผมทีหนึ่ง
ผมเตี๊ยมไว้ว่าให้คาซึฮิโรลองกล่อมดูก่อน แต่ถ้าท่าไม่ดี ให้พูดตามบทที่ผมเตรียมไว้
ติดใจอยู่นิดหน่อยตรงที่โจซูด็อกไม่มีความรู้เรื่องเกมเลย แต่แค่เน้นเสียงตรงคำว่า RPG ก็น่าจะพอ
คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่นึกว่า
‘ดูจากสีหน้าแล้ว... คงจะได้ผลดีเกินคาดสินะ’
และแล้ว ชายแปลกหน้าก็เดินตามหลังโจซูด็อกเข้ามา
คงเพราะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน
ใบหน้าเลยดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง
ใช่ ดูท่าจะเป็นซูซูกิจริงๆ
ข้างหลังเขาคือคาซึฮิโรที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับ
“พะ... พาอาจารย์ซูซูกิมาตามคำสั่งแล้วครับ”
“เร็วกว่าที่คิดนะครับ?”
“ครับ? อ๋อ ครับ”
แล้วทำไมแววตาถึงไร้ความมั่นใจขนาดนั้นล่ะ?
ทั้งที่รู้อยู่แล้วแต่ผมก็แกล้งถาม คาซึฮิโรทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแล้วตอบอึกอัก
“ผมแค่เปิดประตูครับ ส่วนที่เหลือศาสตราจารย์จัดการหมด”
“ถ่อมตัวเหรอครับ?”
“เรื่องจริงครับ”
ผมมองคาซึฮิโรนิ่งๆ
ไม่รู้สิ
‘ฉันจะจำเรื่องวันนี้ไปอีกนานเลยล่ะ’
สายตาผมคงสื่อความหมายแบบนั้นออกไป
ดูเหมือนเขาจะรับรู้ความหมายของผมได้ชัดเจน ถึงได้ก้มหน้างุด
ช่วงนี้ถ้าผมสั่งอะไร เขาคงยอมทำให้แม้แต่แกล้งตาย
เอาล่ะ จัดการเรื่องคนเสร็จแล้ว
พอผมหันไปหาโจซูด็อก รายงานก็พุ่งเข้ามาทันที
“ผมอธิบายเบื้องต้นให้อาจารย์ฟังแล้วครับ”
“เบื้องต้นที่ว่าคือ?”
“ระหว่างเดินทางมีเวลาเหลือเฟือไม่ใช่เหรอครับ? ผมเลยเล่าเบื้องหลังตอนที่ท่านประธานกับคุณฮิเดโอะเจอกันที่อเมริกาให้ฟัง เขาตั้งใจฟังตาแป๋วเลยครับ”
ก็แหงล่ะ
เกมเมอร์ตัวยงได้ฟังวีรกรรมสมัยเริ่มแรกของคุณฮิเดโอะ ใครบ้างจะไม่หูผึ่ง
‘ถือว่ารับรู้ข้อมูลคร่าวๆ แล้วสินะ’
ที่เหลือก็แค่เซ็นสัญญา
แต่ไม่ต้องรีบ
ขืนไปต่อรองเงื่อนไขว่าถ้าเขียนบทให้จะจ่ายเท่าไหร่ มีแต่จะเกิดผลเสีย
อัจฉริยะจอมขี้เกียจต้องทำให้ใจเรียกร้องอยากทำเอง ถึงจะยอมขยับตัว
ถ้าอย่างนั้น?
ก็ต้องทำให้ใจเรียกร้องก่อนสิ
“เดินทางมาไกล ลำบากแย่เลยนะครับ”
“.......”
“ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ลองเล่นดูเลยดีกว่าครับ”
โชคดีที่ในห้องของคาซึฮิโรมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอยู่
ผมใส่แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้วเข้าไป
พี่ชายฝากแผ่นสำรองมาให้เผื่อไว้ ไม่นึกเลยว่าจะได้ใช้ประโยชน์จริงๆ
ระหว่างที่ผมพิมพ์คำสั่ง ซูซูกิก็ถามขึ้น
“เกม PC เหรอครับ?”
น้ำเสียงดูผิดหวังเล็กน้อย
“นี่เป็นตัวต้นแบบครับ ตอนนี้คุณฮิเดโอะกำลังเตรียมพอร์ตลงเครื่องแฟมิคอมอยู่”
หน้าจอเมนูปรากฏขึ้น
ซูซูกิดูจะผิดหวังซ้ำสองที่เห็นว่าเป็นเกม PC แถมยังเป็นเกมแนว Text-based อีก
แววตาเริ่มแสดงความเบื่อหน่าย
ถ้าบ้านอยู่ใกล้ๆ คงเดินหนีกลับไปแล้ว
แต่เวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนใจซูซูกิ มีแค่ 10 นาทีเท่านั้น
ต๊อกแต๊ก ต๊อกแต๊กๆ
เหมือนกับคุณฮิเดโอะไม่มีผิด ซูซูกิจมดิ่งเข้าสู่โลกของเกมอย่างบ้าคลั่ง
จังหวะนั้นเอง โจซูด็อกก็ขยับเข้ามาหาผม
“ท่านประธานครับ เมื่อกี้เห็นเขาปฏิเสธงานของ ‘โชเน็งจัมป์’ หัวชนฝาเลยนะครับ”
เขาพูดภาษาเกาหลีเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน
“เล่นเกมน่ะอาจจะสนุก แต่จะยอมช่วยงานเราไหม ผมชักสงสัย”
แต่พอพูดจบ เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้
“ไม่สิ ผมจะไปสงสัยได้ยังไง งานของท่านประธาน ผมต้องเชื่อมั่นแบบไร้ข้อกังขาอยู่แล้ว ฮ่าๆ”
“ที่ย่องเข้ามาเงียบๆ เพื่อจะพูดแค่นี้เหรอครับ?”
“ความมุ่งมั่นของผมมันแรงกล้าน่ะครับ... อะแฮ่ม”
หึๆ
ก็พอเข้าใจความกังวลของโจซูด็อกหรอกนะ
‘แต่เตรียมแผนไว้แล้วล่ะครับ’
ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่ส่งยิ้มเล็กๆ กลับไป