- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 63
บทที่ 63
บทที่ 63
บทที่ 63
หลังจากวางสาย บรรณาธิการบริหารก็เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
เขาขยับปากพูดอย่างระมัดระวังราวกับทำความผิดร้ายแรง
“ทะ ท่านประธาน... แจ้งว่าติดภารกิจสำคัญอยู่ข้างนอกครับ”
“งั้นก็ไม่เจอเหรอครับ?”
“ผมคาดว่า เอ่อ ถ้าจะให้ชัวร์ ก็น่าจะเป็น... ช่วงมื้อค่ำน่ะครับ”
คนใจร้อนอย่างผม เกลียดการรอคอยเป็นที่สุด
คงจะอ่านความไม่สบอารมณ์ในแววตาของผมออกสินะ
หลังของบรรณาธิการบริหารค่อยๆ ค่อมลงเรื่อยๆ จนแทบจะเอาหัวโขกพื้นอยู่แล้ว
“ดะ เดี๋ยวผมจองร้านอาหารที่ดีที่สุดในโตเกียวไว้ให้ดีไหมครับ? เป็นร้านที่ไม่รับลูกค้าทั่วไป รับเฉพาะลูกค้าวีไอพีเท่านั้น เชฟปั้นซูชิมา 30 ปี ฝีมือระดับ......”
“ไม่รู้สิครับ”
“อ่า ถ้าไม่ถูกปาก จะเป็นอาหารฝรั่งในโรงแรมระดับท็อปก็ได้นะครับ ช่วงนี้เจแปนนิสทัชกำลังมาแรง เป็นอาหารฝรั่งเศสแท้ๆ ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น......”
“ผมมาคุยธุรกิจครับ ไม่ได้มาหาข้าวกิน”
“ขะ ขอประทานโทษครับ”
เดิมทีผมไม่ใช่คนนิสัยจุกจิกเรื่องมากอะไรแบบนี้หรอกนะ
ชาติที่แล้วลำบากมาตั้งเท่าไหร่ แค่พอมีเงินหน่อยจะมาทำตัวเบ่งอำนาจเหรอ ไม่มีทางซะหรอก
แล้วทำไมถึงต้องทำตัวแข็งกร้าวขนาดนี้ด้วยน่ะเหรอ?
‘ก็เพราะตาบรรณาธิการบริหารคนนี้มีบทบาทสำคัญมากใน ‘โชเน็งจัมป์’ น่ะสิ’
อย่างเรื่อง ‘ดราก้อนบอล’ นี่ก็ได้อิทธิพลจากความคิดเห็นของตานี่ไปเยอะเหมือนกัน
‘รู้สึกจะเป็นคนต้นคิดรูปแบบการประลองชิงเจ้ายุทธภพด้วยนี่นะ’
ถึงจะเป็นคนที่เหมาะสมกับตลาดการ์ตูนรายสัปดาห์ก็เถอะ
แต่ไอ้สไตล์การทำงานที่ชอบเข้าไปล้วงลูกในผลงานเนี่ยแหละ ที่ในอนาคตจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทำให้ ‘สแลมดังก์’ ต้องจบลง!
พูดง่ายๆ ก็คือ
‘ถ้าคุมตานี่ให้อยู่หมัดได้ ‘สแลมดังก์’ ก็จะไม่จบแค่ตอนแข่งกับซานโนแน่!’
ถึงจะเป็นการกระทำที่เกิดจากความติ่งในฐานะแฟนคลับล้วนๆ ก็เถอะ
‘แต่ถ้าทำแล้วได้ดูพวกเขาเล่นบาสกันต่อไปอีกนานๆ ฉันก็ยอม!’
ผมมองบรรณาธิการบริหารด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง
เขาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้แต่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่คนเดียว
ตอนนี้เพิ่งจะเช้า แต่ประธานจะมาตอนเย็น
ขืนผมลุกหนีไปตอนนี้เขาคงแย่แน่ ได้แต่ยืนกระสับกระส่ายไปมา
ดีล่ะ
ถือโอกาสนี้จัดระเบียบให้เรียบร้อยเลยแล้วกัน
ในขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้นเอง
ตึง ตึง ตึง
เสียงฝีเท้าอึกทึกดังมาจากไกลๆ
ตามมาด้วยเสียงทักทายโหวกเหวกจากหน้าห้อง
ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูถี่รัวดังขึ้น
“เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟหรือเปล่านะ......”
บรรณาธิการบริหารมองหน้าผมเลิ่กลั่ก
“ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาท ผมขออนุญาตไปดูสักครู่......”
“เชิญครับ”
ทันทีที่บรรณาธิการบริหารหมุนลูกบิดประตู คำถามก็พุ่งสวนเข้ามา
“ยังอยู่ใช่ไหม?”
บรรณาธิการบริหารก้มหัววูบแทนคำตอบ
“ถามว่ายังอยู่หรือเปล่า!”
“อะ ครับ แต่ว่า... เรื่องมิตติ้งจะเอายังไง”
“ตอนนี้มิตติ้งมันใช่เรื่องสำคัญหรอ?”
ชายวัยกลางคนที่กำลังจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ปรากฏตัวขึ้นผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่
สักพัก ชายที่รีบหวีผมจนเรียบแปล้ก็เดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่พยายามจะดูภูมิฐานที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมโนมา ประธานสำนักพิมพ์ชูเอฉะครับ”
…
การเจรจาเป็นไปอย่างง่ายดาย
ถ้าบอกว่า ‘โชเน็งจัมป์’ กำลังแข่งขันทำยอดกันเองภายในเครือ บริษัทแม่อย่างชูเอฉะก็กำลังทำสงครามเย็นกับคู่แข่งอย่าง ‘คังอนซา’ อยู่เช่นกัน
ในระบอบทุนนิยม เงินก็คือกระสุน!
ในสถานการณ์ที่ต้องการเงินอย่างหนัก จู่ๆ ก็มีคนจะเอาเงินก้อนโตมาลงทุนให้ ใครจะไปปฏิเสธลง
ในเมื่อตกลงกรอบใหญ่กันได้แล้ว ที่เหลือก็แค่รายละเอียดปลีกย่อย
แต่จะประมาทไม่ได้จนวินาทีสุดท้าย
ฝ่ายตรงข้ามเองก็เช่นกัน
“เงินลงทุนระดับนี้ ปกติแล้วผู้ลงทุนมักจะมีส่วนร่วมในการบริหาร แต่ทางเรามอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลทั้งหมด”
หมายความว่าเรื่องการบริหารหรือการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร ขอให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพ
พูดง่ายๆ คืออยากจะรักษาระบบเดิมเอาไว้ ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
“เห็นด้วยครับ การ์ตูนไม่ใช่สายงานถนัดของผม ผมเองก็ไม่ได้กะจะเข้ามาวุ่นวายอะไรอยู่แล้ว”
“โอ้โห เมื่อคืนฝันเห็นมังกร ที่แท้ก็เป็นลางบอกเหตุว่าจะได้เจอพาร์ตเนอร์ดีๆ แบบนี้นี่เอง”
ถ้าจบลงแค่นี้บรรยากาศคงจะชื่นมื่นน่าดู
ฝ่ายหนึ่งเปย์ให้ไม่อั้นขนาดนี้ ถ้าบรรยากาศไม่ดีสิแปลก!
แต่คิดเหรอว่าผมจะยอมเสียเปรียบง่ายๆ
“ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารครับ แต่ขอตกลงเรื่องนี้ให้ชัดเจนข้อหนึ่ง”
“......?”
“ถึงผมจะไม่รู้เรื่องการ์ตูน แต่เรื่องลิขสิทธิ์สินค้าต่อเนื่อง ผมเชี่ยวชาญกว่าใครครับ”
“ลิ... ลิขสิทธิ์สินค้าต่อเนื่องเหรอครับ?”
“กรณีที่มีการนำ IP ที่ ‘โชเน็งจัมป์’ ถือครองไปสร้างเป็นเกมหรืออนิเมชัน เราจะแบ่งสัดส่วนรายได้กันที่ 8 ต่อ 2 ครับ เป็นยังไงครับ?”
“ใครได้ 80 เปอร์เซ็นต์เหรอครับ”
“แน่นอนว่าต้องเป็นผมสิครับ”
“......!”
“ไม่ต้องคิดว่าไม่ยุติธรรมหรอกครับ เพราะผลงานทุกชิ้นที่เกิดจากลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง ผมจะใช้เงินส่วนตัวของผมสร้างเองทั้งหมด”
“หมายความว่าเงินทุนของชูเอฉะจะไม่กระเด็นออกจากกระเป๋าเลยสักเยนเดียว อย่างนั้นเหรอครับ?”
แค่ให้ยืม IP โดยไม่ต้องเสี่ยงขาดทุน?
ถ้าคิดแบบนั้น การได้ส่วนแบ่ง 20 เปอร์เซ็นต์อาจจะดูไม่เลวก็ได้
แต่ภาษาเกาหลีต้องฟังให้จบประโยคนะ
“แต่ว่า ค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายให้นักเขียน ทางชูเอฉะต้องหักจากส่วนแบ่งของตัวเองไปจ่ายนะครับ”
“ห๊ะ? เราได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์เองนะครับ แล้วยังต้องเจียดไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์อีกเหรอครับ?”
“การผลิต จัดจำหน่าย ประชาสัมพันธ์ ผมรับผิดชอบเองหมด อย่าว่าแต่สร้างเกมเลย แค่จะเอาโปสเตอร์ ‘ดราก้อนบอล’ ไปแปะให้ทั่วอเมริกา คุณรู้ไหมว่าต้องใช้ค่าแรงเท่าไหร่?”
มาถึงตรงนี้ ท่านประธานถึงกับพูดไม่ออก
“เดิมทีก็วางแผนจะใช้ ‘โชเน็งจัมป์’ บุกตลาดอเมริกาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ? คงไม่ได้กะจะควักเนื้อบริษัทตัวเองจ่ายค่าใช้จ่ายพวกนั้นหรอกใช่ไหมครับ”
แน่นอนว่าคงต้องมีบริษัทอเมริกันมาเป็นพาร์ตเนอร์
ก็ต้องแบ่งรายได้กับทางนั้นอีก
“แต่คงไม่ได้แบ่งกันที่ 8 ต่อ 2 หรอกมั้งครับ”
“แน่นอนครับ เพราะพวกเขาไม่ได้จ่ายเงินลงทุนให้ชูเอฉะ 5,000 ล้านเยนนี่ครับ”
เจอไล่ต้อนด้วยตรรกะแน่นขนาดนี้ จะไปเถียงอะไรได้
ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็แค่ดีดลูกคิดคำนวณกำไรขาดทุนในหัว
“รอสักครู่นะครับ”
“รีบตัดสินใจหน่อยก็ดีนะครับ”
“......?”
“เพราะถ้าทางนี้ปฏิเสธ เราก็ต้องไปหาที่ลงเงินที่อื่น”
“ทะ ที่อื่นที่ว่า......”
“ก็คงจะเป็นคังอนซาล่ะมั้งครับ”
ถ้าปฏิเสธปุ๊บ จะหันไปซบสำนักพิมพ์คู่แข่งปั๊บ
ต่อให้เป็นคนใจแข็งแค่ไหน เจอแบบนี้ก็ต้องหวั่นไหวเป็นธรรมดา
นั่นไง
“เจ็ด... 7 ต่อ 3 ไม่ได้เหรอครับ?”
“ไม่ได้ครับ”
ดวงตาของประธานโนมาสั่นระริก
“7.5 ต่อ 2.5 ได้ไหมครับ”
“.......”
“ทางเราเองก็ต้องกินต้องใช้นะครับ”
“ค่าลิขสิทธิ์นักเขียน ทางชูเอฉะต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมดนะครับ”
“แน่... แน่นอนครับ”
“ตกลงครับ 7.5 ต่อ 2.5 ดำเนินการตามนี้เลย”
ทันทีที่ผมตอบตกลง
“เฮ้ออออ”
ท่านประธานก็ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับอัดอั้นมานาน
ผมกับประธานโนมาผลัดกันเซ็นสัญญา
สงครามกับคังอนซาคงจะหนักหนาสาหัสมากสินะ
สีหน้าของประธานโนมายามมองสัญญาดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
คงคิดว่าเมื่อเทียบกับรายได้จากลิขสิทธิ์ต่อเนื่องที่ไม่รู้จะได้เงินเมื่อไหร่ การเอาชนะคังอนซาที่อยู่ตรงหน้าสำคัญกว่า
ประธานโนมายื่นมือมาให้ผม
“ยินดีเหลือเกินครับที่ได้ร่วมงานกับพาร์ตเนอร์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้”
“เช่นกันครับ”
“ใกล้เที่ยงแล้ว ไปทานมื้อกลางวันด้วยกันไหมครับ?”
ผมส่ายหน้าเบาๆ ปฏิเสธคำชวนของประธาน
“พอดีมีเรื่องต้องจัดการเพื่อ ‘โชเน็งจัมป์’ น่ะครับ”
“......?”
ผมหันไปมองบรรณาธิการบริหาร
แน่นอนว่าสายตาของประธานโนมาก็มองตามผมไปหยุดที่บรรณาธิการบริหารเช่นกัน
มาถึงขั้นนี้แล้ว
บรรณาธิการบริหารหัวไวมีหรือจะอยู่เฉย
“อ๋อ เบอร์ติดต่อที่ท่านต้องการ ผมจะมอบให้เดี๋ยวนี้”
“คุณบรรณาธิการบริหาร”
“ครับ?”
“ในฐานะผู้ถือหุ้น ผมมีข้อเสนอหนึ่งเพื่อการพัฒนาของ ‘โชเน็งจัมป์’ ครับ”
“ขะ ข้อเสนอเหรอครับ?”
บรรณาธิการบริหารเหลือบมองประธานโนมาแวบหนึ่ง
คงจะถามทางสายตาว่าจะเอายังไง
เพิ่งจะเซ็นสัญญาไปหมาดๆ คำตอบของท่านประธานมันแน่อยู่แล้ว
สายตาที่สื่อว่า ‘ยอมๆ เขาไปเถอะ’ ทำให้บรรณาธิการบริหารหันกลับมาทางผม
“เชิญว่ามาได้เลยครับ”
“พาตัวคุณซูซูกิมาที่นี่ครับ”
“ไม่ใช่... เอาเบอร์โทรศัพท์ไปเหรอครับ”
“เขาคือนักเขียนที่มีอนาคตไกล ซึ่งจะมาแบกรับอนาคตของ ‘โชเน็งจัมป์’ เชียวนะครับ บรรณาธิการบริหารต้องไปเชิญตัวมาด้วยตัวเองสิครับ”
“ให้ผม... ไปเอง......”
“ไม่อยากไปเหรอครับ?”
“มะ ไม่ใช่ไม่อยากครับ! เพื่อคว้าตัวนักเขียนมา ต่อให้ต้องลุยไฟไปเซ็นสัญญาก็ต้องทำสิครับ”
“งั้นฝากให้เรียบร้อยภายในพรุ่งนี้นะครับ”
“อ่า แต่ว่า ขอพูดตามตรงนะครับ......”
“......?”
“เพื่อนคนนี้ชอบเก็บตัวเงียบ จะให้รับปากว่าได้ตัวมาแน่ๆ ภายในพรุ่งนี้คง......”
จังหวะนั้นเอง ประธานโนมาที่นั่งฟังเงียบๆ ก็แทรกขึ้นมา
“หัวหน้าคาซึฮิโร”
“ครับ ท่านประธาน”
“เขาบอกว่าเป็นนักเขียนที่จะมาแบกรับอนาคตของ ‘โชเน็งจัมป์’ เลยนะ ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายก็ต้องพาตัวมาให้ได้ เข้าใจไหม?”
“ครับ?”
“ถ้าทำไม่ได้ ก็แสดงความจริงใจด้วยการผ่าท้องไถ่โทษซะ”
ประธานเล่นบทโหดขนาดนี้ บรรณาธิการบริหารจะทำอะไรได้
“จะ จะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละครับ”
…
คาซึฮิโรขับรถโตโยต้า โคโรลล่า
รถยนต์ขนาดกลางยอดนิยมที่ใครๆ ก็ใช้กัน
ปกติที่นั่งข้างคนขับจะเต็มไปด้วยกองสัมภาระตามประสาคนโสด
“.......”
แต่วันนี้กลับมีสัมภาระชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นั่งอยู่ด้วย
“ขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมโจซูด็อก”
“ผมบรรณาธิการบริหาร ‘โชเน็งจัมป์’ คาซึฮิโรครับ”
เมื่อเช้าคาซึฮิโรยังตะคอกใส่โจซูด็อกปาวๆ อยู่เลย
แต่ผ่านไปแค่ครึ่งวัน สถานะนายกับบ่าวกลับสลับขั้วกันเสียอย่างนั้น
ถึงจะไม่ได้เป็นเจ้านายลูกน้องโดยตรงก็เถอะ
แต่เป็นถึงมือขวาของนักลงทุนรายใหญ่!
จะไม่ให้อึดอัดใจได้ยังไงไหว
“เรื่องเมื่อเช้าต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีเป็นช่วงปั่นต้นฉบับเลยหงุดหงิดง่ายไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็หน้าด้านไปขอร้องคุณก่อนนี่นา”
“.......”
“แต่จะว่าไป คุณจัดการเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลได้ดีมากเลยนะครับ”
“เรื่องนั้น... ต้องขออภัยจริงๆ ครับ”
“ไม่ได้ประชดนะครับ ผมพูดจากใจจริง”
ให้นั่งบนเบาะหนามยังจะสบายใจกว่านี้อีก
รู้อยู่แล้วว่าบรรยากาศต้องเป็นแบบนี้ ใจจริงอยากจะมาคนเดียวแท้ๆ
แต่ท่านประธานพัคจีฮุนดันบอกว่าให้พาโจซูด็อกมาเรียนรู้งานด้วยซะงั้น!
ผลก็คือ
แค่รถกระดอนข้ามลูกระนาดที ก็ต้องเกร็งกันไปทั้งตัว
ในที่สุดก็มาถึงบ้านของซูซูกิอย่างทุลักทุเล
และก็ตามคาด
ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!
กดกริ่งไปก็ไร้สัญญาณตอบรับ
“ออกไปข้างนอกหรือเปล่าครับ?”
คาซึฮิโรตอบคำถามของโจซูด็อกอย่างระมัดระวัง
“หมอนี่ขี้เกียจตัวเป็นขนครับ ไม่มีทางออกไปไหนหรอก”
“แล้ว?”
“คงจะแกล้งไม่อยู่เพราะขี้เกียจทำงานมากกว่าครับ”
“จะไปรู้ได้ไงว่าจะมีใครมาหา......”
“นักเขียนประเภทนี้มีเยอะครับ”
พูดจบ คาซึฮิโรก็ถลกแขนเสื้อขึ้น
“จะทำอะไรครับ?”
“เดี๋ยวผมเข้าไปดูข้างในแป๊บนึงครับ”
“......?”
“ขอเวลา 5 นาทีครับ”
พูดจบ คาซึฮิโรก็...
ฮึบ
กระโดดปีนกำแพงรั้วเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว
ไอ้คนที่โวยวายจะเป็นจะตายว่าให้เบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ ดันมาปีนกำแพงบ้านคนอื่นหน้าตาเฉย ย้อนแย้งชะมัด
‘การแบกรับความย้อนแย้งนี่แหละ คืองานหลักของบรรณาธิการ!’
พร้อมกับข้ออ้างข้างๆ คูๆ
ตุบ!
ในที่สุด คาซึฮิโรก็ปีนเข้าบ้านสำเร็จ