- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 50
บทที่ 50
บทที่ 50
บทที่ 50
พวกเราย้ายไปคุยกันที่คาเฟ่ใกล้ๆ
บงจุนโอที่นั่งลงแล้วยังคงทำหน้าเหมือนคนสติหลุด
“จะรับอะไรดีครับ?”
จองจินอุกถาม แต่บงจุนโอได้แต่กะพริบตาปริบๆ
“กาแฟไหมครับ?”
“ครับ? อ๋อ ครับๆ”
ระหว่างที่จองจินอุกไปสั่งเครื่องดื่ม บงจุนโอก็หันมามองผม
พอสบตาเข้า เขาก็รีบหันหนีแล้วหัวเราะแห้งๆ แก้เขิน
สักพัก
พอกาแฟมาเสิร์ฟ บงจุนโอก็เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ท่านประธานยังไม่มาเหรอครับ?”
นึกแล้วว่าต้องนึกไม่ถึง
“ผมนี่แหละครับประธาน”
คำตอบของผมทำเอาบงจุนโอสะดุ้งโหยง
แต่คงคิดว่าตัวเองเสียมารยาทเกินไป เลยรีบปรับสีหน้า
คงนึกว่าเด็กมาพูดเล่นเฉยๆ
บงจุนโอหันไปถามจองจินอุกอีกครั้ง
“ท่านประธานอยู่ไหน”
“ก็ตามที่บอกครับ”
“ครับ?”
“ท่านนี้คือ ท่านประธานพัคจีฮุนครับ”
บงจุนโอหันขวับมาจ้องหน้าผมด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ทะ... ท่านประธานเหรอครับ?”
“ครับ ต้นฉบับที่ส่งมา ผมอ่านแล้วนะครับ”
“อ่าน... ด้วยตัวเองเหรอครับ?”
คงคิดว่าเนื้อหามันหนักเกินกว่าที่เด็ก 11 ขวบจะเข้าใจสินะ
แววตาของบงจุนโอฉายแววกังวลชัดเจน กลัวว่าผลงานจะถูกประเมินต่ำไปเพราะมุมมองของเด็ก
‘อืม’
เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น คงต้องโชว์ของสักหน่อย
ถ้าอย่างนั้น
“ในบรรดาผลงานที่ส่งมา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สะดุดตาผมมากครับ ผมเลยอยากมาเจอ”
“...เรื่องไหนเหรอครับ?”
“เรื่องคดีปริศนาที่ยังปิดไม่ลงน่ะครับ”
“อ๋อ ครับ”
ผมเริ่มอธิบายช้าๆ ว่าส่วนไหนที่ทำให้ประทับใจ
“คนร้ายมักจะซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าแล้วโผล่ออกมา หลังก่อเหตุก็ทิ้งศพเหยื่อไว้ในป่าต้นอ้อ ฉากนั้นเหมือนจะสื่อสารข้อความหลักของเรื่องเลยนะครับ”
“......!”
ผมเห็นแววตาของอีกฝ่ายสั่นไหวอย่างชัดเจน
บงจุนโอขยับตัวนั่งตรงแล้วถามกลับ
“ทำไมถึงคิดว่า... ฉากเหล่านั้นสำคัญเหรอครับ?”
“เพราะฉากนั้นอธิบายเหตุผลที่คนร้ายไม่ถูกจับได้ไงครับ”
ผมขยายความต่อ
“สมมติว่ามีป่าต้นอ้อที่สูงท่วมหัว ถ้าผมเข้าไปซ่อนในนั้น ใครจะหาผมเจอไหมครับ? หรือต่อให้ผมแกว่งมีดไปมาอยู่ในนั้น จะมีใครมองเห็นการกระทำนั้นรึเปล่า?”
เอือก
ลูกกระเดือกของบงจุนโอขยับขึ้นลง
“ยุคนั้นเป็นยุคที่รัฐหันปากกระบอกปืนเข้าใส่ประชาชน ท่ามกลางป่าต้นอ้อแห่งความรุนแรงขนาดมหึมา อาชญากรรมที่ปัจเจกบุคคลก่อขึ้นย่อมถูกมองข้าม เป็นฉากที่สะท้อนปัญหาระบบโครงสร้างของสังคมเราได้อย่างแหลมคมเลยครับ”
“รู้เรื่องพวกนั้นได้ยังไง”
“ก็ในเรื่องมันบอกไว้นี่ครับ”
“ก็จริงครับ แต่ถึงอย่างนั้น.......”
ถามว่าเด็ก 11 ขวบรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงน่ะเหรอ?
ขอโทษที ผมดู 'ฆาตกรรม ความตาย และสายฝน' ไปตั้ง 5 รอบแน่ะ
ขืนให้เล่าคงยาวไม่จบ... แต่ตอนนี้อายุ 11 ขวบ เอาแค่นี้พอ
“จุดแข็งของงานชิ้นนี้คือ ต่อให้ไม่เข้าใจข้อความที่ผู้กำกับต้องการสื่อ ก็ยังอ่านสนุกในตัวของมันเอง มีพลังในการดำเนินเรื่องที่ยอดเยี่ยมครับ”
บงจุนโออ้าปากค้าง แทนคำตอบ
ดูท่าจะอึ้งจนพูดไม่ออก ผมเลยชิงพูดก่อน
“คนอ่านแล้วคิดตามมันจะไปยากอะไรครับ คนที่แต่งเรื่องขึ้นมาอย่างคุณสิสุดยอด”
“แต่วัยตามชีวภาพของคุณมัน.......”
“เรื่องนั้นผมต่างหากที่ต้องถาม”
“......?”
“นักศึกษาปี 1 เขียนเรื่องราวขนาดนี้ออกมาได้ยังไงครับ?”
“ก็... ผมชอบเพ้อฝันมาตั้งแต่เด็กๆ”
“ผมก็เหมือนกันครับ ผมอ่านวรรณกรรมคลาสสิกทั่วโลกมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว”
“ขอโทษนะครับ อายุเท่าไหร่ครับ?”
“11 ขวบครับ”
บงจุนโอมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าไปพักใหญ่
ถ้าไม่เข้าใจจะให้ทำยังไง
คนแบบนี้มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ต้องยอมรับความจริงสิ
พอบงจุนโอดื่มกาแฟหมดแก้ว ผมก็เริ่มเข้าเรื่องงาน
“ทำไมถึงวาดการ์ตูนเหรอครับ?”
“ผมต้องการเงินรางวัลครับ แต่ไม่มั่นใจเรื่องแต่งนิยาย ผมชอบอ่านการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก เลยคิดว่าลองวาดส่งไปดูดีกว่า”
ทันทีที่บงจุนโอตอบ กาแฟแก้วที่สองก็มาเสิร์ฟตรงหน้า
ผมเว้นระยะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปาก
“ต้นฉบับดีมากครับ ดีขนาดที่ตีพิมพ์ขายได้เลย แต่ถ้าจะให้รางวัลคงลำบากหน่อย เพราะมันผิดกติกาการประกวด อาจจะมีปัญหาเรื่องความยุติธรรมตามมาได้”
“เข้าใจครับ”
บงจุนโอยิ้มขื่น
ดวงตาฉายแววเสียดายอย่างสุดซึ้งที่ความหวังเดียวหลุดลอยไป
“แต่ที่ผมยังดั้นด้นมาขอพบ เป็นเพราะความโลภส่วนตัวครับ”
“......?”
“ผมอยากเซ็นสัญญากับคุณ”
“หมายถึง รวมเล่มการ์ตูนเหรอครับ?”
“เปล่าครับ สัญญาเอเจนซี่ครับ”
“ครับ?”
“ที่อเมริกามีเอเจนซี่ที่ดูแลนักเขียนหรือศิลปินโดยเฉพาะอยู่น่ะครับ”
“......!”
“เราจะเซ็นสัญญากันในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ หน้าที่ของคุณคือจับโทรโข่งและบัญชาการกองถ่ายที่มีทีมงานนับร้อยชีวิต”
บงจุนโอทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
แต่เพราะชื่อเสียงของฮยอนกังค้ำคออยู่ จะคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อก็คงไม่ได้
“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจน่ะครับ”
“สงสัยตรงไหนถามได้เลยครับ”
“คือ... จะช่วยหางาน เพื่อให้ผมได้เป็นผู้กำกับ... อะไรแบบนั้นเหรอครับ?”
“ถูกต้องครับ”
“เชื่อใจผมเหรอครับ?”
“ก็เห็นจากต้นฉบับแล้วนี่ครับ”
“แต่นั่นมันการ์ตูน ที่พูดอยู่นี่คือหนัง.......”
เพราะเป็นหนังน่ะสิถึงจะเซ็น
ถ้าเป็นการ์ตูน ก็คงไม่, แฮ่ม
“คิดซะว่าเป็นการลงทุนก็ได้ครับ”
“ผมได้ทำงานก็ดีอยู่หรอกครับ แต่บริษัทจะได้อะไร?”
“เกียรติยศครับ”
“......?”
“เกียรติยศที่ได้เป็นเอเจนซี่ที่มีผู้กำกับบงจุนโออยู่ในสังกัดไงครับ”
“นั่นมัน.......”
คงเพราะสายตาที่มุ่งมั่นของผม
บงจุนโอจึงเปลี่ยนคำถาม
“แล้วระยะเวลาสัญญานานแค่ไหนครับ? คงไม่ใช่สัญญาตลอดชีพจนกว่าจะคืนทุน ถ้าทำไม่ได้ต้องถูกขายไปเป็นทาส อะไรแบบนั้นใช่ไหมครับ?”
จินตนาการสมเป็นบงจุนโอ
“ไม่มีทางครับ มาตรฐานวงการน่าจะอยู่ที่ 5 ปี”
“งั้นถ้าภายใน 5 ปีผมไม่ได้เดบิวต์กำกับหนัง บริษัทก็ขาดทุนแย่สิครับ?”
“เป็นห่วงฮยอนกังเหรอครับ?”
“อ่า ก็ไม่เชิงครับ”
“ถ้าไม่สบายใจ ไว้ถึงตอนนั้นค่อยต่อสัญญาก็ได้ครับ”
“ต่อสัญญาแล้วก็เพิ่งจะสามสิบ จะให้เดบิวต์ก็ยังเร็วไป”
“งั้นก็ต่อสัญญาซ้ำอีกรอบ”
“ฮะ!”
เหมือนจะยอมแพ้กับตรรกะของผมแล้ว
แกรก แกรก!
บงจุนโอเกาหัวแกรกๆ
“ถ้าตกลงแล้ว เรามาคุยเรื่องค่าสัญญาดีกว่า”
“หือ? มีเงินค่าสัญญาด้วยเหรอครับ?”
“ให้เท่ากับเงินรางวัล 10 ล้านวอนเป็นไงครับ? ผมว่ากำลังดีนะ”
ปากที่อ้ากว้างคงหมายความว่าตกลง
“หัวหน้าทีมจอง เอาสัญญามาหน่อยครับ”
บงจุนโอลูบคลำปากกาหมึกซึมมงต์บลองค์อยู่นานสองนาน
“ความฝันของผมคือการได้ใช้ปากกาแบบนี้เซ็นสัญญา ไม่นึกเลยว่าจะได้ทำตอนอายุแค่ยี่สิบ”
เขาพยายามจะเปิดฝาปากกา
แต่ออกแรงดึงเท่าไหร่ก็ไม่ออก
“ต้องหมุนครับ”
“อ่า... เพิ่งเคยใช้ครั้งแรกน่ะครับ”
บงจุนโอบรรจงเขียนชื่อลงในช่องลายเซ็น
เป็นลายมือที่ซื่อตรงไร้ซึ่งเทคนิคแพรวพราว
“ได้เงินไปแล้วอยากทำอะไรเป็นอย่างแรกครับ?”
“กะ... ก็ต้องซื้ออุปกรณ์ก่อนครับ กล้อง ฟิล์ม ไฟ ไมค์ แล้วก็อะไรอีกนะ อ้อ ค่าข้าวเลี้ยงนักแสดง”
“เทหมดหน้าตักให้หนังเลยเหรอครับ?”
“ก็... ครับ”
“กำลังถ่ายหนังสั้นอยู่สินะครับ?”
“ครับ”
“ชื่อเรื่องว่าอะไรครับ?”
“พาราไดซ์ ครับ”
ผมตามดูหนังสั้นของผู้กำกับบงมาทุกเรื่อง
แต่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย
อืม
อาจจะไม่ได้รางวัลเลยไม่มีข้อมูลเหลืออยู่ หรือไม่ก็อาจจะมีปัญหากับเด็กฮันยางจนหนังล่มไปก่อน
ช่างเถอะ
“ถ้าหนังเสร็จแล้วให้ผมดูด้วยนะครับ?”
“แน่นอนครับ ก็เป็นเอเจนนต์ผมนี่นา”
ยิ้ม
“พูดถึงเรื่องหนัง ในฐานะเอเจนต์ ขอแนะนำอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”
“ในฐานะเอเจนต์”
บงจุนโอทวนคำช้าๆ
ดูเหมือนต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับศัพท์ใหม่
ผมเว้นจังหวะนิดนึงแล้วพูดต่อ
“เมื่อกี้เห็นตอนถ่ายทำ ดูคุณจะให้ความสำคัญกับการกำกับแอ็คชั่นมาก”
“อ่า ครับ”
“ลองจ้างนักแสดงมืออาชีพมาเล่นดูไหมครับ? ไม่ใช่นักแสดงฝึกหัด แต่เป็นนักแสดงละครเวทีจริงๆ น่ะครับ”
“ก็อยากทำแบบนั้นครับ แต่ผมยังไม่เคยมีผลงาน นักแสดงมืออาชีพที่ไหนจะยอมมาเล่นให้”
“หรือไม่ ในหมู่นักศึกษาก็มีพวกสัตว์ประหลาดของจริงอยู่นะครับ”
“สัตว์ประหลาด?”
“เห็นว่าที่เอกการแสดง มหาวิทยาลัยดงกุก มีสัตว์ประหลาดด้านการแสดงอยู่คนหนึ่ง ไม่เคยได้ยินเหรอครับ?”
เด็กปี 1 จะไปรู้เรื่องต่างมหาวิทยาลัยได้ยังไง
ผมรู้อยู่แล้วแต่ก็แกล้งถามไปงั้นแหละ
แกรก แกรก
บงจุนโอทำหน้าเขินเหมือนไปทำความผิดร้ายแรงมา
“เอกการแสดง ม.ดงกุก ใช่ไหมครับ?”
เขาเปิดฝาปากกาเตรียมจดทันที
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอะไร ก็พร้อมจะจดไว้ก่อน
“ผมก็ไม่รู้ละเอียดหรอกครับ แต่ได้ยินมาชื่อหนึ่ง ชัดเจนมาก”
“แค่รู้ชื่อกับคณะก็พอแล้วครับ!”
บงจุนโอถามด้วยแววตาที่เป็นประกายยิ่งกว่าตอนได้ยินเรื่องเงินค่าสัญญาเสียอีก
“คะ... ใครเหรอครับ?”
“ชเวมินซอก”
“ชเว... มิน... ซอก”
บงจุนโอสะกดชื่อสามพยางค์นั้นอย่างตั้งใจ
“คนนี้แสดงเก่งขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้มากความ เขาคือนักแสดงที่เก่งที่สุดในเกาหลี
'คังแจ' จาก ไพหลัน 'โอแดซู' จาก โอลด์บอย 'ชเวอุกฮยอน' จาก สงครามแห่งอาชญากรรม และอีกมากมาย
ตัวละครที่ชเวมินซอกเล่นมักสร้างแรงบันดาลใจให้ผมเสมอ
ที่น่าแปลกคือ สุดยอดผู้กำกับอย่างบงจุนโอ กับสุดยอดนักแสดงอย่างชเวมินซอก ไม่เคยร่วมงานกันเลยสักครั้ง!
การที่ผมจับคู่สองคนนี้ อาจเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวล้วนๆ
'แล้วไงล่ะ?'
อุตส่าห์ควักเงินจ่ายตั้งเยอะ
สนองนี๊ดตัวเองบ้างจะเป็นไรไป!
อย่างไรก็ตาม
บงจุนโอมองชื่อที่ตัวเองจดไว้อย่างเหม่อลอยแล้วพูดขึ้น
“ได้เซ็นสัญญา แถมยังได้รับแนะนำนักแสดงอีก เป็นวันที่เหมือนฝันจริงๆ ครับ”
เหมือนได้เวลากลับสู่โลกความจริง เขาทำท่าจะคืนปากกาให้
แต่สำหรับผม ซื้อใหม่แค่อันเดียว ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก
“ผู้กำกับเก็บไว้เถอะครับ”
“ครับ?”
“ตอนเซ็นต่อสัญญาต้องใช้นี่นา?”
“อีก 5 ปีถึงจะได้ต่อสัญญา”
ในขณะที่บงจุนโอตอบอย่างเขินๆ
“อ้อ ท่านประธานครับ ผมถามเพราะความอยากรู้นะครับ”
“......?”
“ในเอเจนซี่มีนักเขียนคนอื่นนอกจากผมไหมครับ?”
“มีครับ มีผู้กำกับเกมอยู่คนหนึ่ง”
“เกมเหรอครับ?”
คงเพราะมีความสนใจด้านนี้
แววตาดูตื่นเต้นขึ้นมาเชียว
“คนญี่ปุ่นครับ เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น พูดไปคุณก็คงไม่รู้จักหรอกครับ”
“อ๋อ สงสัยจะโดนเลือกมาเพราะความ 'เป็นไปได้' แบบผมสินะครับ”
อืม
ความจริงทั้งคุณและเขา คือลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่หนึ่งแล้วต่างหาก
ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรอกนะ
แต่กลายเป็นว่าผมได้ครอบครองพรสวรรค์ที่เจิดจรัสที่สุดแห่งวงการภาพยนตร์และวงการเกมไว้ในมือเสียแล้ว
'ไหนๆ ก็มาขนาดนี้... ลองวาดภาพใหญ่ดูหน่อยดีไหม?'
ผมยิ้มมุมปาก พลางจินตนาการเรื่องสนุกๆ ขึ้นมาในหัว