เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34

บทที่ 34

บทที่ 34


บทที่ 34

ผมจะได้ครอบครองตัวละครของฮิเดโอะ

ที่น่าทึ่งคือฮิเดโอะไม่ได้เสียประโยชน์อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

เหตุผลง่ายมาก

'ก็รับเงินเดือนบริษัทมาสร้างตัวละครไม่ใช่รึไง'

ต่อให้ฮิเดโอะเป็นคนสร้าง แต่กรรมสิทธิ์ก็เป็นของ นินเทนโด อยู่ดี

ดังนั้นผมไม่ได้ไปแย่งของของฮิเดโอะมา

สิ่งที่ผมจะได้ครอบครองคือทรัพย์สินของ นินเทนโด ต่างหาก!

'โอนมาให้ผมดูแลน่าจะดีกว่าสำหรับคุณด้วยซ้ำ'

ยังไงผมก็เป็นแฟนคลับตัวยงของฮิเดโอะอยู่แล้วนี่นา

ด้วยความเคารพอย่างสูง เดี๋ยวจะอัดฉีดโบนัสให้ทุกไตรมาสจนตุงกระเป๋า แฮ่มๆ

'การใช้เงินบำบัดนี่มันสุดยอดจริงๆ'

ระหว่างที่ผมกำลังจัดระเบียบความคิดในหัว

"......."

ฮิเดโอะก็ยังคงทำหน้าเหม่อลอยอยู่

'คนที่ผมอยากลงทุนด้วย มีแค่ มิยาโมโตะ ฮิเดโอะ คุณคนเดียวเท่านั้นครับ'

ดูเหมือนเขายังคงเคี้ยวเอื้องคำพูดเมื่อครู่ของผมไม่หยุด

มันน่าประทับใจขนาดนั้นเลยเหรอ

"นี่ครับ?"

"......."

"ฮิเดโอะซัง?"

ดวงตาเริ่มกลับมาโฟกัสได้ทีละนิด

ฮิเดโอะหันขวับมามองผม

"ขะ ขอโทษครับ สถานการณ์ตอนนี้มันเหลือเชื่อเกินไป ผมเลยเผลอ......"

"ไม่เป็นไรครับ"

"อ่า ถ้าอย่างนั้นท่านประธาน เอ่อ... สัดส่วนแบ่งรายได้จะเอายังไงดีครับ?"

"อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ครับ ห้าต่อห้า แต่มีเงื่อนไขว่าผมขอตัวละครของฮิเดโอะซังนะครับ"

"จะ... จะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอครับ จะไม่เสียใจทีหลังแน่นะครับ?"

"คำถามนั้นผมควรจะเป็นฝ่ายถามมากกว่านะครับ"

"ครับ?"

"ตัวละครที่ฮิเดโอะซังสร้างขึ้นมาเชียวนะครับ คนอื่นเอาสิทธิ์การเป็นเจ้าของไปแบบนี้ จะไม่เสียใจเหรอครับ?"

"ถ้าให้พูดตามตรง......"

".......?"

"สิ่งท่านประธานพูดมา จริงๆ แล้วผมยังไม่รู้สึกว่ามันจับต้องได้เลยสักนิดครับ ตอนนี้เรื่องขายแผงวงจรสำคัญที่สุดสำหรับผม"

เข้าใจได้

อุปสรรคตรงหน้ามันใหญ่หลวงเกินกว่าจะไปกังวลเรื่องในอนาคตอันไกลโพ้น

"เข้าใจแล้วครับ คงยากที่จะให้คำนึงไปถึงจุดนั้น แต่ผมมีเรื่องหนึ่งจะสัญญาครับ"

"สัญญาเหรอครับ?"

"ผมจะใช้ตัวละครที่คุณสร้างอย่างทะนุถนอม และกำไรที่หาได้จากพวกมัน ผมจะแบ่งให้คุณแน่นอน แค่นี้ก็น่าจะถือว่ามีมนุษยธรรมขั้นต่ำแล้วใช่ไหมครับ?"

"ถึงจะยังดูไม่ค่อยจริงเท่าไหร่... แต่แค่คำพูดก็ขอบคุณมากแล้วครับ"

"แค่คำพูดอะไรกันครับ ส่วนนี้เราก็จะทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย"

"ครับ?"

"ทำแบบนั้นฮิเดโอะซังจะได้ทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่ไงครับ"

อึก

ลูกกระเดือกกระเพื่อมไหวอีกครั้ง

'วันข้างหน้า จะต้องมีวันที่คุณนึกขอบคุณผมแน่นอน'

ผมยื่นมือออกไปเงียบๆ

หมับ

ฮิเดโอะตอบรับการจับมือนั้นอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

30 นาทีต่อมา

ฮิเดโอะที่คุยโทรศัพท์กับทางสำนักงานใหญ่เสร็จเรียบร้อยก็เผยสีหน้าที่มีความสุขที่สุดในโลกออกมา

"ได้รับอนุญาตแล้วครับ!"

"โชคดีจังนะครับ"

ฮิเดโอะดีใจยิ่งกว่าตัวผมเสียอีก

"ทางสำนักงานใหญ่ถามย้ำอยู่นั่นแหละครับ ว่าทำไมถึงอยากได้ตัวละครของผม ผมไม่รู้จะตอบยังไงเลยได้แต่เกาหัวครับ"

หึๆ

"พวกเขาสนใจเรื่องผมแค่แป๊บเดียว หลังจากนั้นก็เอาแต่ถามเรื่องวงเงินลงทุนครับ พอแจ้งไปว่าขั้นต่ำ 5 ล้านดอลลาร์ สูงสุด 10 ล้านดอลลาร์ ทางนั้นก็สั่งให้รีบเขียนสัญญาเลยครับ บอกว่าให้รีบเซ็นก่อนทางนี้จะเปลี่ยนใจ"

ท่าทางจะถังแตกของจริงแฮะ

"คอนเฟิร์มมาแล้ว งั้นมาเขียนสัญญาตามที่สำนักงานใหญ่ต้องการกันไหมครับ?"

"อ่า คือว่า......"

".......?"

"ทางนั้นบอกว่าเป็นสัญญาที่แปลกประหลาดมาก ไม่เคยเจอมาก่อน เลยไม่มีตัวอย่างสัญญาให้ดูน่ะครับ"

"จะต้องดูตัวอย่างอะไรกันครับ ก็แค่ระบุสัดส่วนแบ่งรายได้ในสัญญา แล้วเพิ่มเงื่อนไขพิเศษไปข้อเดียวก็จบแล้ว"

"แต่ว่า... พอไม่มีคู่มือ ทางนั้นก็ดูจะทำตัวไม่ถูกน่ะครับ"

คนญี่ปุ่นนี่ชอบคู่มือกันจริงๆ นะ

"งั้นเดี๋ยวผมร่างสัญญาให้ดู แล้วคุณค่อยเอาไปปรึกษาทีมกฎหมายของสำนักงานใหญ่ดีไหมครับ?"

"ทะ ทีมกฎหมายน่าจะยังไม่มีนะครับ"

"งั้นทนายที่ปรึกษาล่ะครับ?"

แกรกๆ

ฮิเดโอะทำหน้ากระอักกระอ่วนพลางเกาหัว

"ตกลงครับ เดี๋ยวผมทำสัญญาขึ้นมาเอง ให้ทนายฝั่งอเมริการ่วมตรวจสอบด้วยก็ได้ใช่ไหมครับ?"

"อ่า แบบนั้นน่าจะดีที่สุดครับ"

งานที่ถ้าให้ โจซูด็อก ทำ 5 นาทีก็เสร็จ ญี่ปุ่นนี่ต้องผ่านขั้นตอนกี่ด่านกว่าจะทำได้เนี่ย

เป็นยามบ่ายที่ทำให้นึกถึงการทำงานที่รวดเร็วของ โจซูด็อก ขึ้นมาตะหงิดๆ

เวลาเดียวกัน ณ ห้องวิจัยมหาวิทยาลัยบอสตัน

การสัมภาษณ์คัดเลือกทีมตรวจสอบจัดขึ้นแบบตัวต่อตัว

มาร์ติน จะเป็นคนยิงคำถาม แล้วให้นักศึกษาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นคนตอบ

แน่นอนว่า โจซูด็อก ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

ไม่ใช่ในฐานะคนสัมภาษณ์ แต่เพื่อคอยควบคุม มาร์ติน ให้อยู่กับร่องกับรอยต่างหาก

แต่ผิดคาด โจซูด็อก แทบไม่ต้องออกโรงเลย

เพราะ มาร์ติน ดำเนินการสัมภาษณ์ด้วยมาตรฐานที่ชัดเจนของตัวเอง

หลังจากพูดคุยสั้นๆ กับผู้สมัคร เขาจะให้โจทย์คณิตศาสตร์หนึ่งข้อ

ตามคำบอกเล่าของ มาร์ติน มันคือโจทย์ระดับมหาหิน

ขนาดเจ้าตัวยังต้องรอจนขึ้นมัธยมปลาย ถึงจะแก้ได้

หลังจากผู้สมัครระดับหัวกะทิพากันดื่มน้ำใบบัวบกแก้ช้ำในไปหลายราย

"แบบนี้จะมีคนผ่านเหรอครับ?"

พอ โจซูด็อก ถาม มาร์ติน ก็หัวเราะเบาๆ แล้วตอบว่า

"แก้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ"

".......?"

"ผมดูทัศนคติที่พวกเขามีต่อโจทย์ต่างหาก"

"ทัศนคติ?"

"มันจะมีโจทย์ประเภทที่แค่อ่านก็หายใจไม่ออกอยู่ครับ ตอนนั้นแหละนิสัยที่แท้จริงของคนจะเผยออกมา"

"โห"

"มีพวกที่พอเห็นว่ายากแล้วรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากครับ เป็นประเภทที่ยิ่งตันยิ่งสนุก ยิ่งอยากเอาชนะ คนพวกนี้จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ"

"เมื่อกี้เห็นมีคนถามหาคำตอบด้วยนี่นา"

"เคสแบบนั้นตัดทิ้งครับ เราจ้างมาเพื่อสร้างกระบวนการหาคำตอบ ดันมาถามหาคำตอบดื้อๆ ตั้งแต่แรกเริ่มก็ผิดแล้วครับ"

"งั้นพ่อหนุ่มฮาร์วาร์ดเมื่อกี้ก็ตกกระป๋องไปแล้ว?"

"แน่นอนครับ"

"อ่า... พ่อหนุ่มคนนั้นหน้าตาดูเป็นมิตรใช้ได้เลยนะนั่น"

ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ โจซูด็อก ก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายเรื่องการจ้างงานแต่อย่างใด

เขาเชื่อมั่นในมาตรฐานของ มาร์ติน

เวลาล่วงเลยไปจนสัมภาษณ์ผู้สมัครครบทุกคน

แน่นอนว่า ไม่มีใครแก้โจทย์ได้สักคน

"แล้วสรุปว่าจากคะแนนทัศนคติ เลือกไว้กี่คนครับ?"

"ยังสัมภาษณ์ไม่จบครับ"

"หือ?"

โจซูด็อก ตกใจรีบรื้อกองเอกสารดู

เผื่อว่าจะมีใครตกหล่นไป

แต่ตรวจสอบกี่รอบผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยน

"หมายความว่ากำลังให้คะแนนอยู่เหรอ?"

"เปล่าครับ หมายความว่าการสัมภาษณ์ยังไม่สิ้นสุดต่างหาก"

".......?"

"เมื่อกี้บอกไปแล้วไงครับ ว่าผมดูที่ทัศนคติ"

"อย่าบอกนะว่าจะเช็กทัศนคติหลังจบการสัมภาษณ์ด้วย อะไรทำนองนั้น?"

พยักหน้าอีกครั้ง

"ฮะ!"

"น่าจะยังมีเพื่อนๆ ที่นั่งแก้โจทย์เล่นสนุกๆ อยู่ตรงระเบียงทางเดินครับ"

ได้ยินดังนั้น โจซูด็อก ก็รีบเปิดประตูห้องวิจัยออกไปดู

และก็เป็นไปตามที่ มาร์ติน พูด มีพวกเนิร์ดสามหน่อกำลังขะมักเขม้นขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ

แถมทุกคนล้วนมีสีหน้าเปี่ยมสุข

ปัง

โจซูด็อก ปิดประตูลงแล้วถาม มาร์ติน

"เลือกพวกนั้นสินะ?"

"ครับ ฝากด้วยนะครับ"

คืนนั้น

ผมกลับมาที่โรงแรมและพบกับ โจซูด็อก เป็นคนแรก

"สัมภาษณ์เรียบร้อยแล้วเหรอครับ?"

"ครับ ผมแค่ไปนั่งดูเฉยๆ มาร์ติน เป็นคนดำเนินการเองครับ"

"ดูท่าทางคุณจะพอใจนะครับ"

"เขามีจุดยืนของตัวเองชัดเจนดีครับ ไม่มีความจำเป็นต้องคัดค้านเลย"

"ได้ยินศาสตราจารย์พูดแบบนี้ ผมก็คาดหวังได้สินะครับ"

"ไอ้หยา นี่ผมได้รับความไว้วางใจขนาดนั้นเลยเหรอครับเนี่ย?"

"รู้คำตอบอยู่แล้วจะถามทำไมล่ะครับ"

"คำชมน่ะได้ยินกี่ครั้งก็ชื่นใจครับ"

"ฮะๆ"

ผมหัวเราะเบาๆ

"ในเมื่อได้ทีมแล้ว ก็ถึงเวลากลับประเทศสักทีสินะครับ"

"จะรีบเตรียมการทันทีครับ"

"ก่อนหน้านั้น......"

".......?"

"น่าจะต้องใช้อุปกรณ์สำหรับการตรวจสอบ ไหนๆ ก็มาถึงอเมริกาแล้ว ผมอยากให้ซื้อกลับไปให้ครบเลยครับ"

"อ๋อ เรื่องนั้นผมดูไว้ล่วงหน้าแล้วครับ"

ไม่ได้สั่งสักหน่อย เตรียมไว้แล้วเหรอ?

"ผมให้ มาร์ติน ลิสต์รายการอุปกรณ์ออกมาแล้วครับ พอลองเช็กดูรายการมันคุ้นๆ เลยลองถามไปทางมหาวิทยาลัยโซลดู โชคดีที่มีครบทุกอย่างครับ"

"จะไม่ซื้อแต่จะยืมใช้เหรอครับ?"

"ครับ ถ้าบอกว่าเป็นงานตรวจสอบภาพวาดของดา วินชี ทางมหาลัยน่าจะยินดีให้ยืมครับ"

"แล้วถ้าเขาไม่อนุญาตล่ะครับ?"

"ผมเป็นศาสตราจารย์ที่นั่นนะครับ"

นั่นสินะ

"งั้นเรื่องการตรวจสอบก็น่าจะถือว่าจบไปเปราะหนึ่งแล้วสินะครับ"

"จะจัดการส่วนที่เหลือให้เรียบร้อยครับ"

ไม่มีใครทำให้ผมอุ่นใจได้เท่า โจซูด็อก อีกแล้ว

อ้อ ไหนๆ ก็คุยเรื่องนี้แล้ว ขออีกเรื่องละกัน

"ศาสตราจารย์ครับ ผมอยากเปิดบริษัทในอเมริกาด้วยครับ"

"บริษัทเหรอครับ?"

ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับฮิเดโอะในวันนี้ให้ฟังคร่าวๆ

"สรุปก็คือ จะตั้งบริษัทเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาสินะครับ?"

"ครับ"

โจซูด็อก ไม่ถามว่ามันจะทำเงินได้ไหม

ด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยซักไซ้ ประกอบกับเม็ดเงินที่ผมหามาได้ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขาคงตัดสินใจแล้วว่าไม่มีความจำเป็นต้องสงสัย

"ผมจะรับส่วนแบ่งรายได้จากอเมริกาเหนือของ นินเทนโด ผ่านบริษัทนี้น่ะครับ"

"เรื่องตั้งบริษัทไม่ยากครับ แต่คงต้องมีสำนักงาน"

"ก็ซื้อสักแห่งสิครับ"

"สมกับเป็นคุณจริงๆ รวดเร็วทันใจดีครับ"

ยิ้มกว้าง

"พนักงานประจำจะ......"

"จะปล่อยเช่าน่ะครับ"

".......?"

"มีคนทำงานหัวฟูฝุ่นเกาะอยู่ในโกดังคนหนึ่งน่ะครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ อยากให้เขาได้ทำงานในที่ที่ดีกว่านี้หน่อย"

"เป็นเพื่อนที่ได้รับความเอ็นดูจากท่านประธาน จู่ๆ ก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาเลยครับ"

ฮะๆๆ

ผมหัวเราะอีกครั้ง

"งั้นเริ่มจากทำสัญญาซื้อตึกก่อน แล้วค่อยดำเนินการเปิดบริษัทตามหลังนะครับ"

"ตกลงครับ"

"จะให้ดูตึกแถวบอสตันไหมครับ?"

"ไหนๆ ก็ต้องจ่ายเงิน อยากได้ที่ที่ราคาที่ดินมันจะพุ่งสูงขึ้นหน่อยน่ะครับ"

"งั้นนิวยอร์กน่าจะเหมาะนะครับ"

นิวยอร์กเหรอ

ก็จริง นิวยอร์กราคาตึกคงพุ่งกระฉูดแน่

แต่นิวยอร์กตอนนี้ราคามันก็แพงหูฉี่อยู่แล้ว

"เอาซานฟรานซิสโกครับ"

"ฝั่งเวสต์โคสต์เหรอครับ?"

"ครับ ขอเป็นแถวซานตาคลารา ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจะดีมากครับ"

ทิ้งนิวยอร์กไปเลือกที่นั่นเนี่ยนะ?

ความสงสัยฉายชัดในแววตาของ โจซูด็อก แวบหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ถามเช่นเคย

ถ้าเขาถาม ผมก็คงตอบสั้นๆ ว่า

แอปเปิล, กูเกิล, ไมโครซอฟท์, อินเทล, AMD, เอ็นวิเดีย และอื่นๆ อีกมากมาย

บริษัทนับไม่ถ้วนกำลังจะถือกำเนิดขึ้นที่นั่น... ที่ซิลิคอนวัลเลย์แห่งนั้นไงล่ะ

แต่คำพูดที่ผุดขึ้นในหัว ไม่จำเป็นต้องพูดออกไปก็ได้

"ช่วยหาที่ที่เหมาะสมให้ทีนะครับ"

"ตึกของท่านประธานจะเอาแค่เหมาะสมได้ยังไงครับ เดี๋ยวผมจะให้ผู้เชี่ยวชาญหาที่ที่ดีที่สุดให้ครับ"

"คุณนี่ไม่เคยทำอะไรลวกๆ เลยนะครับ"

"สะสมคำชมเพิ่มอีกหนึ่งแต้ม!"

ฮะๆๆ

เอาล่ะ เรื่องตรวจสอบภาพก็เคลียร์แล้ว สัญญากับฮิเดโอะก็กำลังจะจบ

ได้เวลากลับเกาหลีจริงๆ แล้วสินะ

'นี่มันนานแค่ไหนแล้วเนี่ย?'

แต่ทำไมกันนะ

พอนึกถึงเรื่องกลับบ้าน ภาพแกงเต้าเจี้ยวฝีมือ ซงซูฮี ก็ลอยเข้ามาในหัวเป็นอย่างแรก

อะแฮ่ม

'คะ... คงเพราะหิวนั่นแหละ'

ผมได้แต่ลูบท้องแก้เก้อด้วยความเขินอาย

****

เปลี่ยนจากคุณหนูเป็นประธานนะครับ

จบบทที่ บทที่ 34

คัดลอกลิงก์แล้ว