- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 30
บทที่ 30
บทที่ 30
บทที่ 30
“คุณหนูครับ ฟ้ามืดแล้วนะครับ”
“ครับ? ป่านนี้แล้วเหรอ?”
“ครับ ได้เวลาปิดร้านแล้วครับ”
พอมองดูดีๆ ในร้านเกมก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน เกมตู้บางเครื่องถึงกับปิดไฟไปแล้วด้วยซ้ำ และแล้ว คุณลุงเจ้าของร้านก็เดินไล่ปิดสวิตช์เครื่องเกมทีละเครื่อง
แกรก แกรก
“รอนานเลยใช่ไหมครับ?”
“ไม่หรอกครับ เห็นคุณหนูสนุก ผมก็พลอยสนุกไปด้วย”
กำลังจะเอ่ยปากชวนกลับ ตึก ตึก ชายชาวเอเชียร่างเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเกม แต่งกายด้วยชุดลำลองกึ่งทางการที่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่คนเกาหลีแน่นอน น่าจะเป็นคนญี่ปุ่นละมั้ง ในมือของเขาถือโปสเตอร์เกมขนาดใหญ่และแผ่นพับมาสองสามใบ ปกติผมคงเดินผ่านไปเฉยๆ แต่ทว่า
“.......”
เพราะใบหน้านั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด ผมจึงเผลอจ้องมองชายคนนั้นเขม็ง การจ้องมองอย่างโจ่งแจ้งย่อมเป็นการเสียมารยาท แต่คงเพราะผมเป็นแค่เด็ก 11 ขวบ อีกฝ่ายเลยดูไม่ถือสาเท่าไหร่นัก
ชายคนนั้นมองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นเจ้าของร้านเกมก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที หลังจากพูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยค
“ไม่เอา ไม่เอา ตอนนี้เครื่องก็เต็มร้านแล้ว”
เจ้าของร้านแสดงท่าทีปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว
“เถอะน่าเจ้านาย อย่าพูดแบบนั้นเลย ช่วยลองใช้เกมของพวกเราสักครั้งเถอะครับ รอบนี้การประเมินภายในบริษัทออกมาดีมาก แถมราคาแผงวงจรก็ไม่แพง รับรองว่าต้องฮิตระเบิด”
“นี่คุณ ถ้ามันสนุกขนาดนั้น จะออกมาวิ่งเต้นหาลูกค้าตอนดึกดื่นป่านนี้ทำไม? อยู่เฉยๆ ยอดสั่งซื้อก็ต้องถล่มทลายแล้วสิ”
“คือว่า… งบโฆษณาเรามีน้อยมากครับ ยอดขายเลยสวนทางกับคุณภาพเกม”
แม้จะเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น แต่ผมก็พอจะจับใจความสถานการณ์ได้ ชายชาวญี่ปุ่นมาเสนอขายของ แต่เจ้าของร้านปฏิเสธ อืม
‘ฉันเคยเห็นผู้ชายคนนั้นที่ไหนนะ’
หรือพอกลายเป็นเด็ก 11 ขวบ ความจำเลยเสื่อมถอยลงไปกันแน่ แกรก แกรก ‘ดูท่าจะนึกไม่ออกง่ายๆ แฮะ’
ช่วยไม่ได้ วันนี้คงต้องกลับก่อน ผมหันไปมองพี่ล่ามแล้วเอ่ยขึ้น
“ดึกป่านนี้แล้ว ขอโทษด้วยนะครับ รีบกลับกันเถอะครับ”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมโทรหาโจซูด็อกแล้วเดินลงไปที่ห้องอาหารของโรงแรม โจซูด็อกในชุดสูทเนี้ยบกริบนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“งานก็จบแล้วนี่ครับ ทำไมถึงแต่งตัวอึดอัดแบบนั้นล่ะครับ?”
“ต้องรายงานคุณหนู ก็ต้องให้เกียรติกันสิครับ”
“รายงานที่ว่า แค่นาทีเดียวก็จบแล้วมั้งครับ”
“มืออาชีพตัวจริงเขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อหนึ่งนาทีนั้นแหละครับ”
ให้ตายสิ เรื่องฝีปากนี่ไม่เคยยอมใครจริงๆ
“คุณหนูครับ หิวหรือยังครับ ทานข้าวก่อน…”
“ไม่ครับ ขอฟังรายงานก่อน”
“อ่า ครับ งั้นขออนุญาตเรียนแจ้งเลยนะครับ เมื่อเช้ามืดผลงานของดือเรอร์ไปถึงเยอรมนีแล้วครับ ทางสำนักงานใหญ่ตรวจสอบเรียบร้อยและโอนเงินส่วนที่เหลือมาให้แล้ว เท่ากับว่าเรื่องดือเรอร์เป็นอันปิดจอบสมบูรณ์ครับ”
“ยอดเยี่ยมครับ”
“ต่อไปผมก็จะแสดงการทำงานที่ยอดเยี่ยมให้เห็นเรื่อยๆ ครับ”
มาอีกแล้ว ใบหน้ายิ้มร่าเหมือนหมาโกลเด้น ฮึ “อ้อ มีเรื่องต้องรายงานอีกเรื่องครับ”
“......?”
“เมื่อวานผมเจอเพื่อนที่ชื่อมาร์ตินแล้วครับ ไหนๆ ก็มาแล้ว จะไล่กลับก็ใช่ที่ เลยลองคุยกันดู”
“เป็นไงบ้างครับ?”
“เป็นคนที่ค่อนข้าง พิเศษทีเดียวครับ”
“พิเศษใส่ไข่เลยใช่ไหมล่ะ”
“เงื่อนไขการจ้างงานก็มีจุดพิเศษเยอะเหมือนกันครับ ขืนปล่อยไว้คงหาคนไม่ได้แน่ ผมเลยกำหนดตารางสัมภาษณ์โดยใช้เกณฑ์คนปกติทั่วไปครับ”
“ทีมตรวจสอบสินะครับ?”
“ครับ ผมใช้เส้นสายความเป็นศาสตราจารย์ระดมคนหนุ่มสาวที่เข้าท่าให้แล้ว เร็วๆ นี้น่าจะตั้งทีมได้ครับ”
“มีศาสตราจารย์ช่วยดูให้แบบนี้ ผมก็วางใจครับ”
“งานของคุณหนูนี่ครับ ผมต้องช่วยเต็มที่อยู่แล้ว”
หลังจากโจซูด็อกยิ้มเจ้าเล่ห์อีกครั้ง
“เมื่อวานได้พักผ่อนเต็มที่ไหมครับ?”
“ครับ ซื้อลำโพง แล้วก็เล่นเกมไปหน่อย”
“โอ้โฮ ใช้เวลาคุ้มค่านะครับ”
“กินข้าวเช้าเสร็จก็จะออกไปอีกครับ”
“วันนี้จะไปไหนครับ?”
“ว่าจะไปร้านเกมเซ็นเตอร์อีกรอบครับ”
“อ่า อย่างนั้นหรือครับ”
โจซูด็อกทำเสียงอือออในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
“ผิดคาดนะครับเนี่ย ที่คุณหนูชอบเล่นเกมกับเขาด้วย”
“เด็กวัยเดียวกับผมเขาก็ชอบเกมกันทั้งนั้นแหละครับ?”
“ก็จริงครับ แบบนั้นสิถึงจะปกติ คือมันก็ใช่ครับแต่… คุณหนูมีความพิเศษมากๆ อยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
“พิเศษอะไรกันครับ ผมก็แค่นักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง”
เป็นทายาทแชโบลรุ่นที่ 3 กวาด 4 รางวัลวรรณกรรมหน้าใหม่ แถมวันนี้ยังหาเงินได้ตั้ง 3 หมื่นล้าน ธรรมดากับผีน่ะสิ!
‘พูดเองยังเขินเองเลยแฮะ’
ผมรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน
“พอตั้งทีมเสร็จ ผมว่าจะกลับประเทศเลยครับ”
“งั้นการตรวจสอบอย่างเป็นทางการคงไปทำที่เกาหลีสินะครับ”
“น่าจะใช้เวลานานน่ะครับ”
“ครับ ทราบแล้วครับ”
หลังจากนั้นพวกเราก็ทานมื้อเช้าง่ายๆ ขนมปังปิ้ง เนย ไข่ เบคอน อาหารเช้าโรงแรมตามสูตรเป๊ะ
‘อือออ’
สงสัยจะถึงเวลาคิดถึงรสมือแม่แล้วสินะ จู่ๆ หน้าคนในครอบครัวก็ลอยขึ้นมา แกงเต้าเจี้ยว ร้อนๆ กินกับกิมจิ
เดี๋ยวนะ! ก่อนหน้านั้น อะไรนะ?
‘คะ ครอบครัว?’
เวลาผ่านไปตั้งขนาดนี้แล้ว แต่เป็นคำที่ยังรู้สึกกระดากปากชอบกล อะแฮ่ม รีบกินแล้วไปร้านเกมดีกว่า ด้วยความขัดเขิน ผมเลยได้แต่เอาส้อมจิ้มขนมปังเล่นแก้เก้อ
…
เวลาเดียวกัน ณ ย่านฮันนัมดง กรุงโซล พัคยงฮากได้รับรายงานสั้นๆ จากหัวหน้าเลขาฯ
“3 หมื่นล้าน?”
“ครับ ตรวจสอบแล้วว่าเงินเข้าบัญชีคุณหนูวันนี้ครับ”
“แล้วภาษีล่ะ?”
“ทางชูลซ์เป็นฝ่ายรับผิดชอบแทนครับ”
“ฮะ!”
พัคยงฮากตกใจจนต้องหันไปมองนอกหน้าต่าง สวนที่ปกคลุมด้วยความมืดมิดดูราวกับกำลังรอคอยรุ่งสางอย่างเงียบเชียบ
“หมายความว่าเจ้าจีฮุน… มันทำให้ไอ้พวกเยอรมันเขี้ยวลากดินยอมจ่ายภาษีแทนได้รึ?”
“ถูกต้องครับ”
“มันเป็นรูปอะไรกันแน่?”
“เห็นว่าเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของดือเรอร์ครับ สถาปนิกที่บอสตันเป็นผู้ครอบครองอยู่”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าจีฮุนมันไปซื้อภาพมาจากสถาปนิกบอสตันหรอ?”
“อ่า คือว่า ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้เงินซื้อครับ”
“......?”
“ม้วนวิดีโอ ครับ เห็นว่าเอาม้วนวิดีโอที่พกจากเกาหลีไป แลกกับผลงานศิลปะมาครับ”
หัวหน้าเลขารีบอธิบายเรื่องเบสบอลเสริมทันที เรื่องราวของทีมบอสตัน เรดซอกซ์ และซอนดงยอล
“เขาเป็นคนประเภทที่ให้ตายยังไงเงินก็ง้างปากไม่ได้ครับ ศาสตราจารย์โจซูด็อกกำลังจนปัญญา แต่พอคุณหนูถือม้วนวิดีโอเข้าไป......”
“ทุกอย่างก็จบแบบม้วนเดียวจบ?”
“ครับผม”
“จะให้ฉันเชื่อเรื่องพรรค์นั้นหรอ?”
“ต้องขอประทานโทษครับ แต่เท่าที่เราสืบมา...”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ”
ลองประมวลดูนะ แค่หิ้วเทปไม่กี่ม้วนไป ก็ได้ภาพวาดของดือเรอร์มา จากนั้นก็ขายทิ้งฟันกำไร 3 หมื่นล้าน ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง ปั่นหัวบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 แห่งของเยอรมันจนหัวหมุน
“แล้วทำไมมันไม่โทรมาสักสายเลย?”
“ครับ?”
“ไปไกลถึงอเมริกา อย่างน้อยก็ต้องโทรมาบอกว่าอยู่สุขสบายดีไม่ใช่รึไง?”
“คะ คือว่า คงจะยุ่งเรื่องงานมากน่ะครับ...”
“หือ? นี่นายเข้าข้างเจ้าจีฮุนมันหรอ?”
หัวหน้าเลขาไม่ตอบคำถาม แต่แอบชำเลืองมองสีหน้าท่านประธาน ถึงหัวคิ้วจะขมวดมุ่นดูเหมือนโกรธ แต่มุมปากที่ยกขึ้นนั่นไม่มีทีท่าว่าจะหุบลงเลย อย่าว่าแต่โกรธเลย หน้าตาดูมีความสุขที่สุดในโลกชัดๆ คงทั้งภูมิใจในตัวหลานชายตัวน้อย และอยากรีบเจอหน้า ก็เลยพาลหงุดหงิดกลบเกลื่อนไปงั้น แน่นอนว่าในใจคงปลื้มปริ่มกว่าใครเพื่อน
“ทำไมเงียบไปล่ะ?”
“ขออภัยครับ งั้น… ให้ผมติดต่อไปบอกให้รีบกลับมาตอนนี้เลยไหมครับ?”
พอโดนย้อนถามทีเล่นทีจริง
“ช่างหัวมันสิ! หลานที่ไม่โทรหาปู่สักกริ๊ง จะไปเอ็นดูมันทำไม!”
ประธานพัคตะโกนลั่นห้อง ทั้งที่ใจไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด
…
ผมขลุกอยู่ที่ร้านเกมจนดึกดื่น ถึงจะเริ่มจากการแสร้งทำเป็นเด็กไร้สาระ
แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะสนุกกับสถานการณ์นี้ไปครึ่งตัวแล้ว เหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก 11 ขวบจริงๆ จนรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไหนๆ ก็เล่นแล้ว ถ้ามีเกมอย่าง ‘วันเดอร์บอย ’ หรือ ‘ไฟนอล ไฟท์ ’ ก็คงดี เจ็บใจชะมัด พอใกล้เวลาปิดร้าน เจ้าของร้านก็เริ่มทยอยปิดเครื่องทีละเครื่อง ได้เวลากลับแล้วสินะ จังหวะที่ผมกำลังจะยกร่างกายอันปวดเมื่อยขึ้นมา
‘อ้าว?’
ชายชาวญี่ปุ่นคนเมื่อวานกลับมาที่นี่อีกแล้ว ในชุดลำลองกึ่งทางการ และถือแผ่นพับชุดเดิมกับเมื่อคืนเปี๊ยบ
“สวัสดีครับ!”
เขาจงใจตะเบ็งเสียงทักทายอย่างห้าวหาญ แต่จะเป็นยังไงก็ช่าง เจ้าของร้านทำเมินแล้วลงมือทำความสะอาดร้านต่อ
“เถอะน่าเจ้านาย ผมขอร้องทางสำนักงานใหญ่ที่ญี่ปุ่นเป็นกรณีพิเศษเลยนะครับ กำชับเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะลงแผงวงจรให้ร้านนี้ในราคาพิเศษ”
“ไม่เห็นรึไงว่าตู้เกมมันเต็มร้านแล้ว?”
“ครับ?”
“ขืนเอาของคุณมาลง ก็ต้องยกเครื่องที่มีอยู่ออกไปน่ะสิ”
“.......”
“ขนาดให้ฟรีฉันยังต้องคิดหนัก แล้วนี่จะคะยั้นคะยอให้ซื้อทำซากอะไรไม่ทราบ?”
เจ้าของร้านที่ขึ้นเสียงใส่ เหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีผมอยู่ด้วย เลยค่อยๆ ลดเสียงลง
“หมดเวลาขายของแล้ว จะจัดร้าน รีบๆ ออกไปซะ”
“อา ไม้กวาดอยู่ไหนครับ? ผมมาจากญี่ปุ่น เรื่องทำความสะอาดนี่ถนัดนักครับ”
“บอกว่าไม่ต้อง ออกไปได้แล้ว”
“งั้นช่วยจัดเก้าอี้ก็ได้ครับ”
ไม่รู้สินะ แต่เดาว่าพรุ่งนี้ตาคนญี่ปุ่นนี่ก็คงมาอีก ทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ผล แต่ก็จะมาตอกบัตรเข้างานทุกวันจนกว่าร้านจะยอมลงเกมให้ ‘ก็นอกจากวิธีนี้ มันไม่มีทางอื่นแล้วนี่นา’ ทำไมผมจะไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นล่ะ สมัยเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่เพิ่งผ่านเวทีประกวดมา แต่ไม่มีใครจ้างเขียนต้นฉบับ ผมพรินต์นิยายของตัวเอง แล้วเดินดุ่มๆ ไปตามสำนักพิมพ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา
‘ผมเป็นนักเขียนที่เพิ่งเดบิวต์จากเวทีชินชุนมุนเยครับ อยากจะขอให้ช่วยอ่านนิยายของผมหน่อยครับ’ ‘วางไว้ตรงนั้นแหละ’
วางไว้ก็กลายเป็นขยะ ไม่มีใครชายตาแล ผมเคยไปยืนรออยู่ข้างนอกเป็นชั่วโมงๆ เพื่อรอจังหวะที่คนรับผิดชอบงานจะออกมาสูบบุหรี่ ถ้าได้เห็นหน้ากันบ่อยๆ เผื่อเขาจะยอมอ่านให้สักครั้ง มันเป็นยุคสมัยที่ต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ต้องพึ่งพาความเมตตาของคนอื่นอยู่ดี อาจเพราะภาพความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าเลยดูไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผม อืม ตอนเด็กๆ นึกว่าร้านเกมคือสถานที่ที่มีแต่ความสุข พอโตขึ้นถึงได้เห็นว่า มันคือสถานที่ที่เซลส์แมนต้องมาคุกเข่าก้มหัวในยามค่ำคืน
“เจ้านายครับ เรื่องถูพื้นนี่ผมเซียนเรียกพี่เลยนะครับ”
“บอกว่าไม่ต้อง ฉันทำเองได้!”
ผมทิ้งทั้งสองคนที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันไว้ข้างหลัง ขณะกำลังจะเดินออกจากร้าน
โครม!
เสียงทึบๆ ดังมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงครางสั้นๆ
“โอ๊ย......”
“นะ นั่นไง บอกแล้วว่าฉันทำเอง เฮ้อ… เป็น… เป็นอะไรไหมนั่น?”
พอหันกลับไปมอง ก็เห็นชายชาวญี่ปุ่นนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้น รอบตัวเขามีแผ่นพับสีแดงกระจายเกลื่อนกลาด “กะว่าจะแย่งไม้ถูพื้นมา… เฮ้อ ผะ ผมไม่ได้ตั้งใจนะ”
ระหว่างที่เจ้าของร้านช่วยพยุงชายชาวญี่ปุ่น ผมก็เดินก้าวยาวๆ เข้าไปทางนั้น คนล้มทั้งคน จะให้เดินผ่านไปเฉยๆ ก็รู้สึกผิด แผ่นพับที่เปียกชุ่มไปครึ่งหนึ่งเพราะโดนไม้ถูพื้น สภาพคงไม่ต่างจากนิยายที่ถูกยัดลงถังขยะโดยที่ยังไม่มีใครเปิดอ่าน หลังจากก้มเก็บแผ่นพับขึ้นมาทีละใบ ตรงกลางของแผ่นโฆษณาที่ผมถือค้างไว้เพราะไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหน
“.......”
ปรากฏรูปกอริลลาหน้าตาถมึงทึง และใต้ภาพนั้น มีข้อความที่เกิดจากการจุดพิกเซลทีละจุดเรียงต่อกัน
‘Arcade Classic Series’
‘Donkey Kong’
ชื่อเชยชะมัด แต่ปฏิกิริยานั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
‘เดี๋ยวนะ!’
อะไรนะ? ดองกี้คอง? ด้วยความตกใจ ผมจึงกวาดตาหาโลโก้บริษัท ด้านล่างของแผ่นพับ สายตาของผมถูกตรึงไว้ที่ข้อความหนึ่งอย่างจัง
‘นินเทนโด งั้นเหรอ?’
ใช่แล้ว ที่มุมสุดของแผ่นพับ มีตัวอักษรพิมพ์ไว้อย่างขัดเขินว่า ‘นินเทนโด อเมริกา’