เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29

บทที่ 29

บทที่ 29


บทที่ 29

ผมเดินดุ่มๆ เข้าไปหาผู้จัดการร้านแล้วเอ่ยถาม

“ชุดที่ให้ฟังเมื่อกี้ ถ้าส่งข้ามประเทศทำได้ไหมครับ?”

“ขอแค่จ่ายค่าส่งมา จะไปยากอะไรล่ะครับ”

“ราคาทั้งหมดเท่าไหร่ครับ?”

ผู้จัดการร้านรัวนิ้วลงบนเครื่องคิดเลขทันที

คิดเป็นเงินเกาหลีก็ราว 55 ล้านวอน

ถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลทีเดียว แต่ทว่า

‘อืม’

ผมตกอยู่ในห้วงความคิดเล็กน้อย นักศึกษาปริญญาโทที่คอยช่วยเป็นล่ามไม่ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของผมหลุดรอดไปได้

“คุณหนูครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ”

“......?”

“พอดีพี่ชายผมเขาชอบเครื่องเสียงน่ะครับ กะว่าจะซื้อไปเป็นของขวัญสักสองเครื่อง แต่เงินขาดไป 10 ล้านวอน สงสัยคงต้องไปธนาคาร......”

“เรื่องนั้นวางใจเถอะครับ”

“ครับ?”

“เดี๋ยวผมจัดการเอง”

ล่ามหนุ่มขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปมองหน้าผู้จัดการร้าน

“บอสบอกว่าอยากจะได้ชุดนี้เพิ่มอีกหนึ่งเซตครับ”

“โอ้โฮ! จะรับทั้งโกลด์มุนด์และพารากอนอย่างละสองชุดเลยหรือครับ?”

“ใช่”

“รับทราบครับ เดี๋ยวจะรีบจัดเตรียม......”

“แต่ก่อนหน้านั้น”

พอล่ามพูดตัดบทอย่างเด็ดขาด เครื่องหมายคำถามก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของผู้จัดการร้าน

“ซื้อตั้งสองชุด จะไม่มีอะไรให้หน่อยหรือครับ?”

“นั่นหมายความว่า......”

“ส่วนลดไงครับ ซื้อของแพงระยับตั้งสองชุดเชียวนะ”

“ตะ แต่ว่า นี่มันสินค้าไฮเอนด์นะครับ”

“จ่ายครั้งเดียวจบ แถมเป็นเงินสดฟาดโต๊ะด้วย”

“นะ นี่จะจ่ายด้วยเงินสดหรือครับ?”

ล่ามยื่นกระเป๋าที่ถืออยู่ให้ดูราวกับจะอวด

“ลองเช็กดูสิครับ กว่าจะนับเสร็จคงใช้เวลาเอาเรื่องเลยล่ะ”

“ได้มาถูกเลยนะครับเนี่ย”

“ฮึฮึฮึ ของซื้อของขายมันต้องต่อสิครับถึงจะสะใจ”

แค่พูดไม่กี่คำก็ได้ส่วนลดตั้ง 10 ล้านวอน

‘คงต้องตอบแทนกันหน่อยแล้ว’

จะให้ควักเงินสดเป็นปึกยื่นให้เด็กมันก็ดูไม่ดี เดี๋ยวบอกโจซูด็อกให้ใส่โบนัสไปให้หนักๆ ก็แล้วกัน

ในเมื่อใช้เงินแบบจัดหนักไปแล้ว พวกเราจึงมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ลำพังผมกินแค่แฮมเบอร์เกอร์ก็พอแล้ว แต่เห็นแก่คุณล่าม เลยเลือกร้านอาหารหรูสักหน่อย

“จะทานอะไรดีครับ?”

“อืม”

“งั้นเอาของที่แพงที่สุดมาสองที่เลยดีไหมครับ?”

“ครับ?”

“สเต๊กกับซีฟู้ดแพลตเตอร์ ครับ ผมอยากแบ่งกันทานน่ะ”

“อา ตามนั้นครับ”

ยังไงกระเพาะผมก็เล็กนิดเดียว กินได้ไม่เยอะอยู่แล้ว สั่งมาสองที่ พี่ล่ามคงได้กินไปอย่างต่ำ 1.5 ส่วนแน่ๆ

อาจเป็นเพราะเพิ่งซื้อลำโพงมาหมาดๆ หรือเปล่านะ หูของผมเลยคอยเงี่ยฟังเสียงดนตรีไปโดยปริยาย ภายในร้านอาหารมีเพลงแจ๊สเข้มข้นดังก้องกังวาน

‘เชต เบเกอร์ เหรอ?’

พอผมดำดิ่งไปกับเสียงเพลง พี่ล่ามเองก็พลอยตั้งใจฟังการบรรเลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีเวลาจัดระเบียบความคิดเงียบๆ

3 หมื่นล้านวอนหลังหักภาษี ใช้ไป 100 ล้านแล้ว ก็เหลือ 29,900 ล้านสินะ ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ถือว่าหาเงินได้มหาศาลจริงๆ แถมยังมีผลงานที่คาดว่าเป็นของดา วินชีอยู่อีก ไม่แน่ว่าอาจจะโกยเงินได้มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ

ถ้ามองแค่เรื่องตัวเงิน การมาอเมริกาครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่คำถามก็ตามมาติดๆ อายุแค่นี้ สมควรจะหาเงินได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ? ไอ้ตอนเห็นเงินกองอยู่ตรงหน้า มันอดใจไม่ไหวก็เลยคว้าไว้ก่อนก็จริง แต่ขืนเป็นแบบนี้ แล้วโดนยอมรับในความสามารถ

จนถูกดึงเข้าไปยุ่งกับการบริหาร ต่อไปคงไม่มีเวลาใช้เงิน ได้แต่ทำงานงกๆ ให้คนอื่นเสวยสุขน่ะสิ

‘ไม่ได้การ!’ คุณปู่ครับ ขอโทษด้วย แต่ช่วยยกทั้งเงินและเกียรติยศให้พี่พัคยูกอนไปเถอะครับ ส่วนผมขอแค่ครึ่งเดียวของพี่เขา ไม่มากไม่น้อย ขอแค่เงินอย่างเดียวก็พอ!

ถึงจะวางแผนไว้แบบนั้น แต่ใจคนแก่อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ อืม

‘จังหวะนี้ควรจะลดความน่าหมั่นไส้ ลงหน่อยดีไหมนะ?’

อาทิเช่น หาเงินเก่งก็จริง แต่ดูจากการใช้เงินแล้ว นี่มันเด็กน้อยชัดๆ เลยนี่หว่า? สร้างภาพจำแบบนั้นฝังลงไป เด็กน้อยผู้ไร้ความยับยั้งชั่งใจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบบนั้น

‘ช่วงนี้คงต้องผลาญเงินกับเรื่องไร้สาระสักหน่อยแล้ว’

พอกำหนดเป้าหมายได้ วิธีการที่เป็นรูปธรรมก็เริ่มผุดขึ้นมาทีละอย่าง เรื่องไร้สาระที่ผู้ใหญ่มักจะเข้าใจผิดได้ง่ายที่สุด

‘ไม่มีอะไรเกินเกมหรอก!’

ขนาดในชาติก่อนยังมีกระแสโจมตีว่าเกมเป็นสิ่งเสพติด แล้วในยุค 1980 จะไปเหลืออะไร ในตอนที่ภาพร่างคร่าวๆ เริ่มปรากฏชัดในหัว

“อาหารที่สั่งได้แล้วครับ”

อาหารน่าทานถูกวางลงตรงหน้าตามลำดับ กินก่อนดีกว่า

‘เออ รายละเอียดค่อยๆ คิดก็ได้’

ผมต้องกิน พี่ล่ามถึงจะทานอาหารได้อย่างสบายใจนี่นะ

“จะทานให้อร่อยนะครับ!”

ว่าแล้วผมก็จิ้มส้อมลงไป

ในขณะเดียวกัน โจซูด็อกกำลังจัดการแพ็กผลงานชิ้นสุดท้ายของดือเรอร์ ถึงยังไงก็มีบริษัทมืออาชีพรับหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว โจซูด็อกจึงไม่มีอะไรต้องทำมากนัก แต่ทว่า

‘นี่มันของราคาตั้งหลายหมื่นล้านเชียวนะ!’

การตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างละเอียดถี่ถ้วนย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

“เรียบร้อยแล้วครับ รบกวนตรวจสอบด้วยครับ”

พอโจซูด็อกจรดปากกาเซ็นลงในเอกสาร เจ้าหน้าที่บริษัทก็ก้มหัวทำความเคารพแล้วเดินออกจากห้องวิจัยไป เรื่องการห่อของคงไม่มีอะไรต้องติ แถมยังระดมรถขนส่งงานศิลปะที่ลดแรงสั่นสะเทือนขั้นสุดมาใช้อีก

‘จบสักที’

ขณะที่โจซูด็อกกำลังจะกลับไปพักผ่อนนั่นเอง

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอีกครั้ง นึกว่าลืมของอะไรไว้ แต่พอเปิดประตูออก

‘หืม?’

กลับกลายเป็นชายหนุ่มผิวขาวที่ไม่เคยเห็นหน้ามายืนอยู่ที่โถงทางเดิน เสื้อเชิ้ตลายสกอตตัวโคร่งกับแว่นตาที่ไหลลงมาถึงปลายจมูก ดูจากภายนอกแล้ว ไม่น่าใช่ทีมขนส่งแน่นอน

“คุณคือ?”

“สวัสดีครับ ผมชื่อมาร์ตินครับ มาขอพบท่านประธานครับ”

“คุณหนูเหรอครับ?”

“ครับ คือ… เห็นว่าจะเปิดห้องพักให้ผมน่ะครับ”

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะในมืออีกฝ่ายกำหูหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เอาไว้แน่น

“คุณหนูของเราจะเปิดห้องพักให้คุณ?”

พยัก พยัก

“อ้อ! หรือว่าจะเป็น… เด็กฟิสิกส์คนนั้น?”

“อะ ใช่ครับ”

“ไอ้หยา แขกคนสำคัญนี่เอง รีบเข้ามาเลยครับ”

หลังจากมาร์ตินก้มหัวทักทาย

“ช่วงที่ผ่านมาคุณหนูวิ่งรอกทำงานไม่ได้หยุดเลยน่ะครับ ก็เลยออกไปสูดอากาศเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อย เรื่องที่พักไม่ใช่เรื่องยาก เดี๋ยวผมจัดการให้เองครับ”

“อะ ครับผม”

“ไหนๆ ก็จะมาเป็นคนกันเองแล้ว เจอกันแบบนี้ก็ถือเป็นวาสนา มาคุยกันหน่อยดีไหมครับ สะดวกหรือเปล่า?”

“ครับ ก็ได้ครับ”

“ผมโจซูด็อก ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตรกรรมตะวันตก มหาวิทยาลัยโซลครับ”

“ผมมาร์ติน มาจากออกซ์ฟอร์ดครับ จนถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนตั้งเป้าว่าจะเรียนต่อปริญญาเอก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะ จะเลิกแล้วครับ”

“เฮ้อ คิดถูกแล้วครับ ปริญญาเอก มันใช่งานที่คนเขาทำกันที่ไหน”

“เป็นถึงศาสตราจารย์แท้ๆ พูดแบบนั้นจะดีเหรอครับ”

“แล้วผมพูดผิดตรงไหนล่ะ?”

มาร์ตินเองก็เถียงไม่ออก หลังจากความเงียบอันน่าอึดอัดผ่านพ้นไปชั่วครู่

“ว่าแต่นักเรียนวิทย์มาสนใจศิลปะได้ยังไงครับเนี่ย?”

บทสนทนาต่อจากนั้นก็คล้ายกับตอนคุยกับพัคจีฮุน มาร์ตินผู้มีดวงตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงดา วินชี กับโจซูด็อกที่ผงะเล็กน้อยกับความบ้าคลั่งนั้น ถึงกระนั้น โจซูด็อกก็เชี่ยวชาญเรื่องมนุษยสัมพันธ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“คุณหนูตาถึงจริงๆ น่าทึ่งมากครับ โดยเฉพาะสมมติฐานเกี่ยวกับดา วินชีนั่น ฟังดูมีเหตุผลสุดๆ ไปเลย”

“ยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่าที่ผมยังไม่ได้เล่า......”

“ไม่ครับๆ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน อา ไม่ใช่ว่าขี้เกียจฟังนะ แต่เวลาผมน้อยน่ะครับ”

“ครับผม”

ขณะที่มาร์ตินกลืนความเสียดายลงคอ โจซูด็อกก็รีบเปิดประเด็น

“เรื่องจัดทีมมีปัญหาอะไรไหมครับ?”

“อ่า… คือว่า”

“บอกมาเถอะครับ งานที่คุณหนูสั่งนี่นา มีอะไรให้ช่วยก็ต้องร่วมมือกัน”

“อื้ม คือผมเป็นคนค่อนข้างปิดตัวน่ะครับ ไม่ได้กว้างขวาง คนรู้จักก็ไม่มี การจะคัดคนมันก็เลย......”

เรื่องหาคนคืองานถนัดของโจซูด็อก คงเพราะแบบนั้น โจซูด็อกจึงพาดแขนลงบนพนักโซฟาแล้วเอ่ยถามอย่างสบายอารมณ์

“อยากได้คนเก่งแบบไหนล่ะครับ?”

“ขอแค่หัวดีก็พอครับ”

“เกณฑ์ของคำว่าหัวดีคืออะไรครับ? ไอคิว? สถาบันที่จบ? หรือเกรดเฉลี่ย?”

“อะไรก็ได้ครับ ขอแค่มีความสามารถพิเศษสักอย่างก็พอ”

“ยกตัวอย่างหน่อยได้ไหมครับ?”

“แค่ท่องค่าพาย ได้เยอะๆ ก็โอเคครับ ประมาณ 3.14159265358979… เขียนเต็มกระดานดำสักสองกระดานได้ก็พอ”

ค่าพาย? กระดานดำสองอัน? โจซูด็อกแคะหู นึกว่าตัวเองฟังอะไรผิดไป แต่ในระหว่างนั้นมาร์ตินก็ยังพึมพำกับตัวเองไม่หยุด

“แก้รูบิกคิวบ์แบบไหนก็ได้ภายใน 5 วินาที หรือแค่กวาดตามองไพ่หนึ่งสำรับแล้วจำหน้าไพ่ได้ทั้งชุดเดี๋ยวนั้นเลยก็ได้ครับ”

“เดี๋ยวนะครับ”

“......?”

“ที่พูดมาเมื่อกี้… คุณทำได้เหรอ?”

“ผมทำได้สิครับ ทั้งหมดนั่นแหละ”

อะ อะไรนะ? ลูกกระเดือกของโจซูด็อกขยับขึ้นลงอย่างแรง

“เดี๋ยวนะ แค่กวาดตามองไพ่สำรับเดียว แล้วจำลำดับได้ทั้งหมดเลยเหรอครับ?”

“อย่าจำว่าเป็นข้อมูลสิครับ ให้จำภาพรวมทั้งฉาก แค่รู้เคล็ดลับก็ไม่ได้ยากอะไรนี่ครับ”

ไม่ยากกับผีน่ะสิ! โจซูด็อกรีบเอามือที่พาดพนักโซฟาลงทันที จากนั้นก็ประสานมือไว้บนตักอย่างสุภาพแล้วเอ่ยว่า

“ที่หาคนไม่ได้ ผมว่าไม่ใช่ปัญหาที่นิสัยหรือเส้นสายของคุณแล้วล่ะ”

“งั้นเหรอครับ?”

“ไม่เคยคิดบ้างเหรอครับว่าเงื่อนไขมันโหดหินเกินไป?”

“ก็แค่ขอให้หัวดีเฉยๆ เองนะครับ เป็นปัญหาด้วยเหรอ?”

โจซูด็อกสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ

“อื้ม เอาเป็นว่าทำตามที่ผมบอกนะครับ เราจะสัมภาษณ์โดยเน้นคนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ผมจะระดมมาให้ อย่างต่ำก็น่าจะหาได้สัก 50 คน”

“.......”

“ถึงหัวจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ขอแค่ขยันก็ใช้ได้แล้วไม่ใช่เหรอครับ? จริงไหม?”

“อือออ”

ตรงข้ามกับมาร์ตินที่ส่งเสียงครางด้วยความผิดหวัง

“เริ่มจากสัมภาษณ์ก่อน ส่วนรูบิก? ไพ่? เรื่องพวกนั้นเอาไว้คุยกันทีหลัง ตกลงนะครับ? เอาตามนี้นะ?”

โจซูด็อกรีบตัดบทโดยไม่รอฟังคำตอบรับใดๆ

จบบทที่ บทที่ 29

คัดลอกลิงก์แล้ว