- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 26
บทที่ 26
บทที่ 26
บทที่ 26
โจซูด็อกแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“จะตั้งทีมเองเหรอครับ?”
(หาทีมอื่นให้ได้ก่อนครับ แต่ถ้าสุดวิสัยจริงๆ ก็คงต้องสร้างเอง)
“สะ... สร้างทีมเอง เพื่อปั้นแต่งผลลัพธ์ให้ออกมาเป็นประโยชน์กับเรา... อย่างนั้นเหรอครับ....”
(บ้าน่า)
“ใช่ไหมล่ะครับ? โธ่ คุณหนูของผมเป็นคนยังไงผมรู้ดี สงสัยผมจะโดนโลกโสมมครอบงำมากไป เลยกังวลไปเรื่อยเปื่อย....”
(แค่การประเมินที่ยุติธรรมและเป็นวิทยาศาสตร์ก็พอแล้วครับ)
ยุติธรรมน่ะเข้าใจได้
‘แต่วิทยาศาสตร์เนี่ยนะ.......’
ราวกับอ่านความสงสัยของโจซูด็อกออก พัคจีฮุนพูดต่อ
(ตอนมองดูทีมประเมินของออกซ์ฟอร์ด ผมเกิดคำถามครับ ทำไมคำพูดของศาสตราจารย์คนเดียวถึงตัดสินทุกอย่างได้? นั่นมันไม่ใช่การประเมิน แล้ว มันคือความรู้สึกส่วนตัวชัดๆ)
“หมายความว่าข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรม สำคัญกว่าการประเมินที่เป็นนามธรรมสินะครับ และเครื่องมือของรูปธรรมก็คือวิทยาศาสตร์”
(ถูกต้องครับ)
ในขณะที่โจซูด็อกลูบคางอย่างใช้ความคิด
(ระบบที่ให้ผู้เชี่ยวชาญดา วินชี มารับรองแล้วกลายเป็นของจริงเนี่ย มันตลกจะตาย ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่อาศัยแค่บารมีของคนคนเดียว มันฟังไม่ขึ้นครับ)
“ถูกครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประเมินงานศิลป์พึ่งพาอำนาจบารมีเป็นหลัก”
(แต่อำนาจที่ว่านั่น ก็ยังไม่ชัวร์เลย)
“ครับ?”
(ภาพสีน้ำมันที่ดา วินชี ทิ้งไว้มีไม่ถึง 20 ภาพด้วยซ้ำ แถมช่วงหลังมานี้ก็ไม่มีการค้นพบภาพใหม่เลย ต่อให้บอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ... จะเคยมีโอกาสได้ประเมินงานจริงสักครั้งหรือเปล่าก็ไม่รู้?)
ดา วินชี เป็นคนยุคปี 1400
โอกาสที่จะพบผลงานที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนนั้นริบหรี่เต็มที
ต่อให้เป็นศาสตราจารย์จากออกซ์ฟอร์ด ก็คงไม่เคยมีประสบการณ์ประเมินของจริงมาก่อนแน่
“เดาว่าน่าจะเป็นครั้งแรกแหละครับ”
(แต่กลับส่องกล้องจุลทรรศน์ไม่กี่ทีแล้วสรุปผลเลยเนี่ยนะ?)
“ผมเห็นด้วยกับคุณหนูร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่า.......”
(......?)
“ต่อให้หาทีมประเมินอื่น สถานการณ์ก็คงไม่ต่างกันหรอกครับ สุดท้ายก็คงใช้วิธีวิจารณ์เชิงศิลป์มากกว่าวิทยาศาสตร์ คงไม่ต่างจากทีมออกซ์ฟอร์ดเท่าไหร่”
(ไม่เป็นไรครับ เราก็สร้างทีมของเราเองสิ)
“สร้างทีมประเมินที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์งั้นเหรอครับ?”
(ใช่ครับ)
“และทีมนั้น คงต้องเป็นผมที่เป็นคนจัดตั้ง ใช่ไหมครับ?”
(แน่นอนสิครับ)
“เผื่อท่านจะลืมไป ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า ผมเป็นแค่ศาสตราจารย์คณะวิจิตรศิลป์ต๊อกต๋อย”
(พูดให้ถูกสิครับ ศาสตราจารย์คณะวิจิตรศิลป์ที่กว้างขวางที่สุดในวงการอาจารย์!)
“อะแฮ่ม ถึงจะไม่ใช่ว่าไม่รู้จักใครในสายวิทย์เลยก็เถอะครับ”
(งั้นก็จบข่าว)
“อืือออ”
ในจุดนี้ โจซูด็อกเกิดคำถามที่สมเหตุสมผลขึ้นมาข้อหนึ่ง
‘จู่ๆ ก็เน้นวิทยาศาสตร์ขึ้นมาแบบนี้ หรือว่ามีคนที่เล็งไว้ในใจอยู่แล้วรึเปล่านะ?’
แต่ด้วยนิสัยที่ซื่อสัตย์และมุ่งมั่น
เขาจึงไม่พูดสิ่งที่คิดอยู่ในหัวออกไป
สั่งมาก็ทำไป!
ใช่แล้ว แค่ทำงานให้ดีก็พอ
เดี๋ยวความสงสัยก็คงคลี่คลายเอง
“รับทราบครับคุณหนู เดี๋ยวเคลียร์สัญญาเสร็จแล้วจะรีบกลับไปสมทบครับ”
(ฝากด้วยนะครับ)
การสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น
…
ในเวลาเดียวกัน
มาร์ตินกำลังเดินงุ่นง่านอยู่หน้าห้องพักศาสตราจารย์
‘คล้ายกับงานเดิมของดา วินชี แต่มีรายละเอียดของลายเส้นที่แตกต่างกันอยู่’
คำตัดสินของศาสตราจารย์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
ทีมประเมินภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
แน่นอนว่าเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในเรื่องดา วินชี
เพราะรู้อย่างนั้น เขาถึงได้ดั้นด้นมาเรียนต่อโทถึงที่นี่ไม่ใช่หรือ
แต่หลังจากเข้าร่วมทีมประเมิน ความกังวลของมาร์ตินกลับยิ่งทวีความรุนแรง
เพราะวิธีการประเมินของศาสตราจารย์นั้น ‘เผด็จการ’ เกินไป
ต่างจากศาสตราจารย์ที่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน มาร์ตินเป็นเด็กสายวิทย์ขนานแท้
เริ่มจากเหรียญทองโอลิมปิกวิชาการสมัยมัธยม จนถึงภาควิชาฟิสิกส์ MIT เขากวาดรางวัลมาเรียบ
คนที่มีตรรกะแบบเด็กวิทย์ฝังหัวอย่างเขา
กลับต้องมายอมรับการปิดจ็อบด้วยคำว่า ‘ความต่างของลายเส้น’ เนี่ยนะ?
มาร์ตินทนรับสถานการณ์นี้ไม่ได้
จึงได้บากหน้ามาถึงห้องศาสตราจารย์
แต่เขาก็ไม่กล้าเคาะประตูเสียที
เป็นความแตกต่างระหว่างอเมริกากับอังกฤษหรือเปล่านะ
ออกซ์ฟอร์ดเป็นสังคมที่มีระบบอาวุโสเข้มข้น
แค่การตั้งคำถามกับอาจารย์ก็นับเป็นเรื่องต้องห้ามแล้ว
ผิดกับที่ MIT ที่อาจารย์กับนักศึกษาเถียงกันคอเป็นเอ็น
ต่อให้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบล แต่ถ้าวูบนี้คำนวณตัวเลขผิด ก็โดนท้วงว่าผิดทันที
อำนาจบารมีจะมีประโยชน์อะไร
ในสนามประลองโคลอสเซียมที่สร้างขึ้นด้วยคณิตศาสตร์ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด
ในทางตรงกันข้าม
‘ทำไมวงการศิลปะถึงเป็นแบบนี้นะ’
แทนที่จะมีความเห็นต่างมาปะทะกัน
กลับกลายเป็นว่าทุกคนต้องศิโรราบอยู่ใต้อำนาจอันยิ่งใหญ่
ขืนไปแข็งข้อเข้า มีหวังโดนเพื่อนร่วมรุ่นรุมประณามจนไม่มีที่ยืนแน่
‘แล้วจะให้ทนเหรอ?’
ในขณะที่มาร์ตินลังเลอยู่หน้าประตูที่ปิดสนิท
แกร๊ก
เสียงหมุนลูกบิดประตูดังมาจากด้านใน
เขาตกใจจนแทบจะหันหลังวิ่งหนี
“มาทำอะไรตรงนี้?”
เสียงที่คุ้นเคยรั้งเท้าเขาไว้
“พ, พี่ผู้ช่วยสอน ?”
“ฉันแค่เอาเอกสารมาให้เซ็นน่ะ”
โกหกหน้าตายชัดๆ
คงเพิ่งเอากระเป๋ามาส่งให้ศาสตราจารย์ แล้วกำลังจะกลับมากกว่า
“แล้วแกมาทำอะไร?”
“อ่อ คือว่า.......”
“มีธุระอะไรกับศาสตราจารย์?”
“.......”
“มาร์ติน”
“ครับ”
“ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าข้ามหน้าข้ามตามาหาศาสตราจารย์โดยตรง มีอะไรให้บอกผ่านฉัน”
“ขอโทษครับ”
สายตาของผู้ช่วยสอนดุดันจนมาร์ตินต้องก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ
พอเห็นปฏิกิริยานั้น ผู้ช่วยสอนก็ลดเสียงลงหน่อย
“บอกฉันมา เดี๋ยวฉันไปบอกอาจารย์ให้”
“มะ, ไม่เป็นไรครับ”
“มีอะไรกันแน่?”
“คือว่า.......”
“พูดมาสิ เร็วเข้า”
“เรื่องการประเมินน่ะครับ.......”
“การประเมินทำไม?”
เสียงกลับมาเหี้ยมเกรียมอีกครั้ง
ใจหนึ่งก็อยากจะหุบปากให้รู้แล้วรู้รอด แต่มาร์ตินรวบรวมความกล้าเฮือกสุดท้าย
“ผมคิดว่า.......”
“ทำไมต้องใช้ความคิดของแกด้วย?”
“ครับ?”
“หน้าที่ประเมินเป็นของศาสตราจารย์ ความคิดแกจะไปจำเป็นตรงไหน”
“แต่เพื่อการตัดสินที่แม่นยำยิ่งขึ้น”
“แกนั่นแหละที่ต้องไสหัวไป”
“......?”
“เพื่อการตัดสินที่แม่นยำ คนอย่างแกต้องไสหัวออกไปให้พ้นๆ เข้าใจไหม”
เฮอะ!
ขนาดผู้ช่วยสอนยังไม่ฟังแม้แต่คำเดียว
แล้วศาสตราจารย์จะเหลือหรอ
ในจุดนี้ มาร์ตินก็ปิดปากเงียบสนิท
ไม่สิ ต้องเรียกว่าปิดตายหัวใจไปเลยน่าจะถูกกว่า
‘ว่างเปล่าชะมัด’
อุตส่าห์ดั้นด้นมาเรียนถึงอังกฤษเพื่อมาเจอเรื่องพรรค์นี้เหรอ
อัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เลโอนาร์โด ดา วินชี
ต้นแบบของมนุษย์ที่หลอมรวมศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เพราะอยากรู้จักเขาให้มากขึ้น ถึงได้มาที่ออกซ์ฟอร์ดแท้ๆ
‘บ้าเอ๊ย’
ศิลปะ วิทยาศาสตร์ อะไรกัน... ที่นี่มีแต่เรื่องการเมืองน้ำเน่าทั้งนั้น
สุดท้ายมาร์ตินก็หันหลังกลับโดยไม่ร่ำลา
แล้วเดินคอตกไปตามทางเดินยาวเหยียดอย่างไร้จุดหมาย
ดูเหมือนผู้ช่วยสอนจะตะโกนด่าไล่หลังมา แต่เขาไม่สนใจ
เขาเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อประชดชีวิต
กุบ
ปลายนิ้วขวาสัมผัสโดนอะไรบางอย่าง
‘จากนี้ไปจะเอายังไงกับชีวิตดีนะ’
ในขณะที่ใจลอยไปเรื่องอื่น มือก็เผลอหยิบของในกระเป๋าออกมาดูตามความเคยชิน
หืม?
กระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่มีเบอร์โทรศัพท์
ใต้เบอร์โทรมีชื่อโรงแรมเขียนตัวเล็กๆ ไว้
และข้างล่างนั้นมีประโยคที่เขียนด้วยลายมือยุกยิก
‘From Art to Science’
เขาหยุดเดินทันที
‘จากศิลปะ สู่วิทยาศาสตร์’
เขาจ้องมองประโยคนั้นอยู่นานสองนาน
ราวกับคนกำลังยิ้มมองแสงแดดแรกที่สาดส่องลงมาหลังพายุฝนอันยาวนาน
…
โรงแรม ห้องพักของพัคจีฮุน
กริ๊งงง!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมรีบตะปบหูโทรศัพท์ทันที
เพราะหน้าของมาร์ตินลอยเข้ามาในหัว
เดี๋ยวนะ
ถ้าเขาพ่นภาษาอังกฤษใส่... จะตอบยังไงดีล่ะเนี่ย?
ผมข่มความกังวลแล้วรับสาย
“ครับ พัคจีฮุนพูดครับ”
แต่เสียงที่ดังออกมาจากหูโทรศัพท์กลับเป็นภาษาเกาหลีที่คล่องปร๋อ (?)
(คุณหนูครับ ผู้ช่วยสอนพัคครับ)
“อ้าว คุณผู้ช่วยสอน”
(ขอโทษที่โทรมาดึกครับ)
“ไม่เป็นไรครับ ว่ามาเลย”
(คือว่า ทีมประเมินจากเยอรมนีส่งผลมาแล้วครับ)
ไหนบอกว่าใช้เวลาเยอะไง
หรือว่าคราวนี้ก็?
ดวงตาของผมที่สะท้อนบนกระจกหน้าต่างหรี่ลง
(ของแท้แน่นอนครับ)
“ไหนบอกว่าต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ไงครับ? ทำไมลดฮวบแบบนั้น?”
(อ่อ ครับ คือลายเส้นมันชัดเจนมากจนดูง่ายน่ะครับ การลากเส้นใครๆ ก็เลียนแบบได้ แต่จุดที่สิ้นสุดของเส้น น้ำหนักการตวักมือนั้นเลียนแบบยากมาก แถมยัง...)
“......?”
(ภาพสีน้ำมันมีการลงสีทับซ้อนกันหลายชั้นเลยดูยาก แต่นี่เป็นภาพสเก็ตช์ ที่วาดรวดเดียวจบ การตรวจสอบเลยค่อนข้างง่ายครับ)
“สรุปว่าชัวร์นะ?”
(ครับ ชัวร์ครับ)
เฮ้อ
ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ
แต่คงเป็นเพราะเรื่องดา วินชี มั้ง
พอได้ยินคำว่า ‘ของแท้’ ก็เลยรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
“ลำบากแย่เลย วันนี้ดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมจะรีบเข้าไปนะครับ”
(คุณหนูก็ลำบากเหมือนกันครับ)
“ผมจะไปทำอะไรล่ะครับ ก็ได้พวกคุณๆ ช่วยวิ่งเต้นหากันแทบตาย”
อ๊ะ แค่คำพูดคงไม่พอ
“แน่นอนว่ามีโบนัสให้ด้วยครับ เตรียมตกใจกับตัวเลขได้เลย”
(ขอฝากตัวเป็นข้ารับใช้ตลอดชีวิตครับ!)
สมกับเป็นลูกศิษย์โจซูด็อก ประจบเก่งจริง!
ตอนที่กำลังจะวางสาย
“เอ้อ คุณผู้ช่วยสอน มีโทรศัพท์ถึงผมบ้างไหมครับ?”
(โทรศัพท์เหรอครับ?)
“ถ้าไม่ใช่โทรศัพท์ มีคนจากทีมประเมินออกซ์ฟอร์ดมาหาบ้างหรือเปล่า”
(ตอนผมอยู่ไม่มีนะครับ แต่เดี๋ยวจะลองเช็กดูอีกที)
“ไม่ครับ ไม่ต้องถึงขนาดนั้น.......”
(เผื่อมีอะไรตกหล่น เดี๋ยวผมถามรุ่นน้องแล้วโทรกลับไปครับ)
บอกไปก็คงไม่ฟัง ผมเลยเออออแล้ววางหูไป
กริ๊งงง!
อะไรเนี่ย?
วางสายยังไม่ทันไร หาเจอแล้วเหรอ?
ผมรีบรับสายด้วยความตกใจ
“ครับ คุณผู้ช่วยสอน”
แต่ทว่า
(Hello)
เสียงที่ตอบกลับมา กลับไม่ใช่เสียงที่คาดไว้
…
เนื่องจากคุยทางโทรศัพท์ไม่สะดวก เราเลยต้องนัดเจอกันที่ห้องวิจัยของมหาวิทยาลัย
ทำให้นักศึกษาที่ต้องมาเป็นล่ามจำเป็นต้องอยู่ทำโอทีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ผมกับล่ามนั่งรอก่อน แล้วมาร์ตินก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
มาร์ตินยังแต่งตัวเหมือนเดิม
แค่เปลี่ยนจากเสื้อลายสกอตสีแดงเป็นสีเขียว
อ้อ!
สิ่งที่ต่างออกไปนิดหน่อยคือการสวมแว่นตา เพื่อเติมเต็มลุคเด็กเนิร์ดให้สมบูรณ์แบบ
“ขอบคุณที่ติดต่อมานะครับ”
พอผมก้มหัวให้ มาร์ตินก็รีบโบกมือปฏิเสธ
“ผมเป็นแค่เด็กปริญญาโทต๊อกต๋อย... แต่คุณอุตส่าห์มาถามความเห็นผม ผมก็ต้องขอบคุณสิครับ ก-ก็เลยติดต่อกลับไป ไม่คิดว่าจะนัดเจอทันทีแบบนี้”
“อึดอัดเหรอครับ?”
“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น แค่ตกใจนิดหน่อย”
มาร์ตินเกาหัวแก้เขิน
เราคุยสัพเพเหระเพื่อละลายพฤติกรรมความเกร็ง
แต่จุดหมายปลายทางของบทสนทนานั้นถูกกำหนดไว้แล้ว
“อยากรู้ความเห็นของผม... ว่าเป็นของจริงหรือไม่สินะครับ?”
“ใช่ครับ”
“ถ้าให้พูดสั้นๆ ความเห็นของผมคือ ‘ผมไม่รู้คำตอบ’ ครับ”
“ไม่รู้?”
มาร์ตินพยักหน้าอย่างแรงให้กับคำถามของผม