- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 6 ห้องนอนของพี่ชายกับธุรกิจดนตรีในอนาคต
บทที่ 6 ห้องนอนของพี่ชายกับธุรกิจดนตรีในอนาคต
บทที่ 6 ห้องนอนของพี่ชายกับธุรกิจดนตรีในอนาคต
บทที่ 6 ห้องนอนของพี่ชายกับธุรกิจดนตรีในอนาคต
ผมสบตากับพี่ยูกอน
ขอบตาของเขาชุ่มไปด้วยน้ำ
ยูกอนรีบปาดน้ำตาออก เพราะกลัวว่าใครจะล่วงรู้ถึงความรู้สึก
คงจะอิจฉาผมสินะ
ต่อให้ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ แต่ก็เพิ่งจะอายุแค่สิบสาม เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
วัยขนาดนี้ ต่อให้ต่อต้านหรือโวยวายว่าทำไมพี่น้องเหมือนกันแต่ตัวเองต้องเสียสละอยู่ฝ่ายเดียว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
แต่ยูกอนกลับไม่ทำแบบนั้น
หรือเขาจะคิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ควรอวยพรให้น้องชายกันนะ
หึ
ภาพที่พยายามฝืนยิ้มอย่างเป็นผู้ใหญ่นั่นมันอะไรกัน
หรือจะเป็นเพราะจิตใจที่แก่เกินวัยของผมกันนะ
ใบหน้าของยูกอนถึงได้ดูน่าเวทนาเหลือเกิน
‘ด...เดี๋ยวนะ’
นี่ฉันกำลังสงสารใครอยู่?
ใช่ ในวัยเด็ก... เขาอาจจะต้องลำบากสักหน่อย แต่สุดท้ายหมอนี่แหละคือผู้ชายที่จะได้รับสืบทอด 'ฮยอนกัง' ไปทั้งเครือเชียวนะ
‘ห่วงตัวเองก่อนดีกว่ามั้ง’
ถึงจะบอกกับตัวเองแบบนั้นก็เถอะ
“.......”
ผมเริ่มรู้สึกว่าผมกับพัคยูกอนคือผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน
หากเป็นไปตามกำหนดการ เขาจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยโซล ต่อด้วยปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด แล้วกลับมารับช่วงต่อฮยอนกังทั้งหมด
ผมไม่มีความไม่พอใจในอนาคตที่ว่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม ผมกลับภาวนาจากใจจริงขอให้เจ้าหมอนี่เติบโตอย่างแข็งแรงและกลายเป็นผู้สืบทอดที่ยอดเยี่ยมเสียด้วยซ้ำ
แต่ทว่า หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาล่ะ
‘ถ้าการที่ฉันได้รางวัล... ดันไปจุดประกายความหวังบ้าๆ ให้หมอนั่นเข้าล่ะ?’
ใช่ ตอนนี้เขายังอดทนด้วยจิตใจที่ดีงามอยู่หรอก
แต่ถ้าจู่ๆ เกิดคิดน้อยใจขึ้นมาว่า น้องยังทำได้ ทำไมฉันต้องเสียสละคนเดียว...!
ถ้าเกิดเขาเริ่มมีนิสัยบิดเบี้ยวในช่วงวัยต่อต้านล่ะ?
แล้วหันไปหมกมุ่นกับงานอดิเรก จนละเลยการเรียน... ถ้าวันใดวันหนึ่งโครงสร้างการสืบทอดอำนาจเกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นมา!
‘อา เรื่องพรรค์นั้นยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!’
จะทำไงได้
เพื่อไม่ให้อนาคตเปลี่ยนแปลง
‘ฉันคงต้องลงมือจัดการสภาพจิตใจของหมอนั่นด้วยตัวเอง’
ในเมื่อได้คำตอบแล้ว การรีบลงมือย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุด
“แม่ครับ เดี๋ยวผมมานะ”
ผมผละออกจากอ้อมกอดของซงซูฮี แล้วเดินดุ่มๆ ไปทางที่พัคยูกอนยืนอยู่พลางเอ่ยขึ้น
“ผมไปเล่นกับพี่แล้วขอนอนห้องพี่ได้ไหมครับ?”
“หื้ม?”
ซงซูฮีเพิ่งจะหันกลับมามอง
“ตายจริง ยูกอนก็ออกมาด้วยเหรอเนี่ย”
“แม่ครับ คืนนี้ผมขอเล่นที่ห้องพี่แล้วนอนที่นั่นเลยนะ ได้ไหมครับ?”
“ได้สิจ๊ะ”
“พี่ก็โอเคใช่ไหม?”
เมื่อเจอคำถามของผม ยูกอนก็พยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ
***
ห้องของพัคยูกอน
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือลูกโลกขนาดใหญ่
เหนือสิ่งนั้นมีนาฬิกาที่ตั้งเวลาต่างกันเรียงรายอยู่บนผนัง
โซล, นิวยอร์ก, ลอนดอน, มอสโก และอื่นๆ
คงตั้งไว้เพื่อให้เช็กเวลาของเมืองสำคัญๆ ทั่วโลกได้สินะ
‘ยูกอนคงไม่ได้อยากได้ของพวกนี้หรอก’
น่าจะเป็นของขวัญที่ท่านประธานพัคยัดเยียดให้ ด้วยความหมายที่อยากให้โอบกอดโลกใบนี้เอาไว้
‘เฮ้อ... แค่เห็นก็เวียนหัวแล้ว’
โชคยังดีที่มีมุมที่สะท้อนรสนิยมของยูกอนอยู่บ้าง
นั่นคือโปสเตอร์ที่แปะอยู่เต็มผนัง
แจ็กสันไฟฟ์ , สตีวี วันเดอร์, ควินซี โจนส์, ปรินซ์, ไปจนถึงไมเคิล แจ็กสัน
‘คนผิวดำทั้งนั้นเลยแฮะ’
ด้านล่างมีชั้นวางแผ่นเสียง LP อัดแน่นอยู่เต็มเอี๊ยด
เพราะหน้าตาดูเหมือนเด็กเรียนหรือเปล่านะ
นึกว่าจะชอบเพลงคลาสสิกเสียอีก
ที่ไหนได้ แผ่นเสียงมีแต่เพลงคนดำล้วนๆ เลยนี่หว่า?
ที่น่าสนใจคือมีอัลบั้มชุดที่ 1 ของไมเคิล แจ็กสัน ซ้ำกันถึงสามแผ่น
“พี่ครับ ทำไมมีอัลบั้มเดียวกันเยอะแยะเลยล่ะ?”
เมื่อครู่พัคยูกอนยังแอบเช็ดน้ำตาอยู่เลยแท้ๆ
แต่ดูตอนนี้สิ
“อ๋อ อันนี้น่ะเหรอ?”
ใบหน้าของยูกอนฉายแววตื่นเต้นราวกับลืมเรื่องเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
“จีฮุน นายเคยได้ยินชื่อแจ็กสันไฟฟ์ไหม?”
“เคยครับ”
“เด็กตัวเล็กๆ ในวงตอนนั้น ตอนนี้เขาเดบิวต์เป็นนักร้องเดี่ยวแล้วนะ”
ยูกอนรีบหยิบแผ่น LP ออกมาอวด
“นี่ไงอัลบั้มเดบิวต์ของเขา”
รู้อยู่แล้วน่า
‘Off the Wall’
อัลบั้มขึ้นหิ้งระดับตำนานในประวัติศาสตร์เพลงป็อปเชียวนะ
“ถึงรอบนี้จะติดแค่ท็อป 4 ในชาร์ตสิ้นปีของบิลบอร์ด แต่รับรองเลยว่าอัลบั้มหน้าต้องคว้าอันดับ 1 ประจำปีได้แน่ๆ”
การคาดการณ์ของยูกอนแม่นยำมาก
ไมเคิล แจ็กสัน จะผงาดขึ้นเป็นราชาเพลงป็อปด้วยอัลบั้มชุดที่ 2 อย่าง ‘Thriller’
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ การแกล้งทำเป็นไม่รู้ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ
“พี่รู้ เรื่องพวกนั้นได้ยังไงครับ?”
และแล้ว ยูกอนก็เริ่มบรรยายด้วยความตื่นเต้น
“พี่รู้สึกได้ถึงความมุ่งมั่นบางอย่างในอัลบั้มนี้”
“ความมุ่งมั่น?”
“ความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะจารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์เพลงป็อปไงล่ะ! พลังงานพวกนั้นมันอัดแน่นอยู่ในอัลบั้มนี้ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้รับพลังไปด้วยเลย”
“ก็เลยซื้อมาตั้งสามแผ่นเหรอ?”
“อื้อ แผ่นนึงเก็บสะสม อีกสองแผ่นเอาไว้เปิดฟัง เพราะถ้าฟังบ่อยๆ แผ่น LP มันจะสึกเอาน่ะ”
“พี่ ผมขอลองฟังบ้างได้ไหม?”
เหมือนรอคำนี้อยู่แล้ว
“ได้สิ! แน่นอน”
ยูกอนรีบหยิบแผ่นเสียงออกมาทันที
ถึงจะเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลแชโบล แต่เครื่องเสียงกลับไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนัก
เป็นรุ่นเริ่มต้นระดับมาตรฐานทั่วไป
แต่ยูกอนกลับดูแลเครื่องเสียงชุดนั้นราวกับสมบัติล้ำค่า
โดยเฉพาะตอนที่วางแผ่น LP ลงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง
“ฟู่ว”
บนแผ่นเสียงที่หมุนวนไปเรื่อยๆ
“.......”
เขาวางเข็มอ่านแผ่นลงไปอย่างระมัดระวังที่สุดในโลก
ท่าทางจริงจังเสียจนดูคล้ายกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ครู่ต่อมา
ตึ้ง ตึ่ง ตึ๊ง ตะลึงตึ่ง
เสียงดนตรีที่นุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของแผ่น LP ดังออกมาจากลำโพง
ยูกอนหันมามองผมด้วยสายตาคาดหวัง
เพราะไหม?
ดูเหมือนอยากจะถามแบบนั้นใจจะขาด
แต่คงกลัวว่าจะรบกวนการฟังเพลง เลยทำได้แค่กลืนคำพูดลงคอไป
เราสองคนนั่งฟังเพลงแทร็กแรกด้วยกันเงียบๆ
พอเพลงที่สองเริ่มบรรเลง ยูกอนก็ถามความเห็นผมอย่างระมัดระวัง
“เป็นไงบ้าง?”
“สนุกมากเลย”
“ใช่ไหมล่ะ? งั้นลองฟังอันนี้ด้วยไหม? สตีวี วันเดอร์ คนนี้เป็นนักดนตรีที่เจ๋งสุดๆ ไปเลยนะ”
หลังจากนั้นยูกอนก็กุลีกุจอขนแผ่น LP มาอีกเพียบ
เราน่าจะฟังเพลงกันอยู่แบบนั้นอย่างน้อยก็ 30 นาทีได้
ใบหน้าที่เคยสดใสของยูกอนเริ่มมีเงาแห่งความหมองหม่นพาดผ่านทีละน้อย
เดาว่าดนตรีคงทำให้เขาลืมความจริงไปชั่วขณะ แต่ตอนนี้ภาพความจริง (ชีวิตของพี่ชายคนโตที่แบกภาระหนักอึ้ง กับน้องคนรองที่ดูมีอิสระ) คงย้อนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง
“พี่ชอบดนตรีเหรอ?”
“อื้อ เหมือนที่จีฮุนชอบอ่านหนังสือนั่นแหละ”
“เคยอยากฟังเพลงทั้งวันไหม?”
“อื้ม ทุกวันเลย”
“เปิดฟังตอนอ่านหนังสือไม่ได้เหรอ?”
“ทำแบบนั้นพี่จะเผลอฟังผ่านหูน่ะสิ... มันรู้สึกไม่ค่อยดี”
“ฟังผ่านหูแล้วทำไมเหรอ?”
“ก็นักร้องเขาทุ่มเทแทบตายกว่าจะทำอัลบั้มออกมาได้ การตั้งใจฟัง ถือเป็นการให้เกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานนะ”
พอถึงปี 2020 ผู้คนส่วนใหญ่ก็ฟังเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว
ยุคสมัยที่เสพดนตรีผ่านสตรีมมิงโดยแทบไม่ต้องเสียเงินสักวอน
เมื่อเทียบกันแล้ว ภาพของยูกอนที่บรรจงวางเข็มลงบนแผ่น LP
‘ไม่ใช่แค่ดูขลังนะ แต่นี่มันระดับพิธีกรรมทางศาสนาชัดๆ’
อาจจะดูเวอร์ไปหน่อย แต่อีกฝ่ายเพิ่งจะอยู่แค่ ป.6 เองนี่นา
พูดอีกอย่างก็คือ ความไร้เดียงสาแบบนี้นี่แหละที่จะกลายเป็นแรงจูงใจชั้นดี
“พี่ครับ”
อ้าปากซะ
ปฏิบัติการป้อนความหวังเพื่อรักษาจิตใจ เริ่มได้!
“ถ้าต่อไปพี่ได้ทำธุรกิจ พี่จะทำเกี่ยวกับดนตรีเป็นอย่างแรกเลยใช่ไหม?”
“ธุรกิจเกี่ยวกับดนตรี?”
“ใช่ครับ อย่างเช่นบริษัทจัดจำหน่ายเพลง หรือพวกค่ายเพลงไง”
“มะ มันไม่ง่ายหรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“บริษัทยักษ์ใหญ่ จะลงมาทำเรื่องเล็กๆ แบบนั้นได้ยังไงกัน”
“เล็กที่ไหน? เราจะทำโดยใช้โลกทั้งใบเป็นเวทีต่างหาก”
“โลกทั้งใบ?”
“ใช่ ถ้าฮยอนกังทำทั้งที ก็ต้องระดับโลกสิครับ”
แกรก แกรก
ดูเหมือนสมองของยูกอนจะยังตามไม่ค่อยทัน
“แต่คุณปู่คงไม่อนุญาตหรอก”
“......?”
“เพราะมันทำเงินไม่ได้ไง”
ได้ยินแบบนั้น ผมก็ชี้ไปที่อัลบั้มชุดที่ 1 ของไมเคิล แจ็กสัน
“อัลบั้มนี้ ขายได้เท่าไหร่ครับ?”
“อย่างต่ำก็สิบล้านแผ่น”
“ขนาดนั้นแล้วยังบอกว่าทำเงินไม่ได้อีกเหรอ?”
“ก็นั่นมันไมเคิล แจ็กสัน นี่นา...”
“ระดับฮยอนกังลงมาลุยทั้งที ก็ต้องดึงตัวไมเคิล แจ็กสัน มาให้ได้สิ”
“จะทำได้ยังไง?”
“ถ้าเราซื้อค่ายเพลงต้นสังกัดของเขามาเลย จะไม่ได้เหรอ?”
“ซะ ซื้อเมริแลนด์ เรคคอร์ด เนี่ยนะ?”
ยูกอนส่ายหน้าพั่บๆ
คงคิดว่าต่อให้ฮยอนกังยิ่งใหญ่แค่ไหน การจะไปซื้อค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของอเมริกาก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สินะ
หึ
‘ไม่รู้อะไรซะแล้ว’
ในอนาคต โซนี่ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของญี่ปุ่น ก็จะเข้าซื้อกิจการเมริแลนด์ เรคคอร์ด
หมายความว่า
‘ขอแค่มีเงิน ฮยอนกังก็ทำได้เหมือนกัน’
การที่คนอายุ 35 อย่างผมจะโน้มน้าวเด็ก ป.6 มันจะไปยากอะไร
แค่ 10 นาทีก็เหลือเฟือ
“ในอนาคต คอนเทนต์จะครองโลกแทนที่ฮาร์ดแวร์ครับ”
“หมายความว่ายังไง?”
“ไม่ว่าจะแผ่น LP หรือเทปคาสเซ็ต สุดท้ายมันก็เอาไว้เล่นเพลง เครื่องเล่นอาจจะเปลี่ยนไป แต่ความจริงที่ว่าคนเราฟัง ‘เพลง’ จะไม่มีวันเปลี่ยนครับ”
“โอ้โห!”
“เพราะงั้นถ้ามองในระยะยาว เราต้องลงทุนกับคอนเทนต์ครับ คุณปู่ท่านต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ ท่านต้องอนุญาตแน่นอน”
“แต่ว่าจีฮุน...”
“ครับ?”
“ทำไมนายถึง... รู้เรื่องพวกนี้เยอะจัง?”
“อ๋อ คือว่า...”
จะบอกว่ามาจากอนาคตก็คงไม่ได้
“หนังสือไง ใช่แล้ว ผมอ่านเจอในหนังสือที่ห้องสมุดของคุณปู่น่ะครับ”
“ในหนังสือมีเขียนเรื่องพวกนี้ไว้หมดเลยเหรอ?”
“แน่นอนครับ”
“ว้าว”
ขืนปล่อยให้ไปอ่านหนังสือจนเสียการเรียนคงแย่
“พี่ครับ ผมชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว เดี๋ยวผมอ่านแล้วมาเล่าให้พี่ฟังเอง”
“จริงเหรอ?”
“จริงสิครับ หน้าที่ของพี่คือฟังเพลงดีๆ เอาไว้เยอะๆ นะ จะได้มีหูที่ยอดเยี่ยม เอาไว้คัดเลือกนักร้องเก่งๆ เข้าบริษัทเราในอนาคตไง”
“......!”
“เริ่มจากดึงตัวนักร้องที่พี่แปะโปสเตอร์ไว้มาร่วมงานให้หมดเลย”
ผมชี้ไล่ไปตั้งแต่สตีวี วันเดอร์ ยันไมเคิล แจ็กสัน
แค่จินตนาการตามก็คงมีความสุขแล้วกระมัง
“ฮี่ฮี่”
ยูกอนหัวเราะออกมาเหมือนเด็กสมวัยเป็นครั้งแรก
ใช่สิ เด็กอายุสิบสาม มันต้องมีช่วงเวลาที่ได้หัวเราะแบบนี้บ้าง
“ขอบใจนะ จีฮุน”
“เรื่องอะไรครับ?”
“พี่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเอาเรื่องบริหารมาผสมกับดนตรีได้”
“เหรอครับ?”
“อื้ม อย่างมากพี่ก็คิดได้แค่ว่า... ในเมื่อฮยอนกังมีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ บางทีอาจจะผลิตเครื่องเสียงได้ คิดได้แค่นั้นเอง”
พูดมายาวเหยียด
แต่สรุปได้ว่า ‘พี่จะตั้งใจเรียนนะ!’
“มีพี่อยู่ ผมอุ่นใจมากเลย จริงๆ นะครับ”
“ฮ่ะๆ”
“ดึกแล้ว ผมไปนอนก่อนนะครับ”
สีหน้าพี่ดูเสียดาย แต่คงเพราะพรุ่งนี้มีตารางงานต้องทำ ก็เลยยอมรับแต่โดยดี
“ฝันดีนะ”
“พี่ก็ด้วยครับ”
ผมทิ้งรอยยิ้มเขินอายของยูกอนไว้เบื้องหลัง แล้วเดินออกมาจากห้องของเขาอย่างเงียบเชียบ
ทางเดินทอดยาว
ต้องเดินผ่านห้องน้ำถึงสองห้องกว่าจะถึงห้องนอนผม
ระหว่างที่เดิน ผมก็เลยได้คิดอะไรเพลินๆ
‘ธุรกิจคอนเทนต์ดนตรีงั้นเหรอ’
ถึงจะพูดออกไปส่งเดช แต่พอลองคิดดู มันก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยแฮะ
โซนี่ที่เคยครองโลก ต้องประสบกับภาวะตกต่ำอย่างหนักในศตวรรษที่ 21
นั่นเพราะธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก หรือทีวี ต่างก็โดนฮยอนกังแซงหน้าไปจนหมด
แต่สิ่งที่ทำให้โซนี่จุดพลุสัญญาณแห่งการฟื้นคืนชีพได้
‘ก็คือคอนเทนต์นี่แหละ’
เพราะค่ายเพลงและค่ายหนังที่กว้านซื้อตุนเอาไว้ ทำให้โซนี่กลับมาผงาดได้อีกครั้งในปี 2020
ว่าแต่
ถ้าเราเข้าซื้อค่ายเพลง
‘ก็จะได้เจอกับนักดนตรีดังๆ ตัวเป็นๆ เลยสินะ’
ไม่ใช่ว่าผมมีความโลภอยากทำด้านนั้นเป็นพิเศษหรอกนะ
‘แต่ถ้าได้เจอ ดร.เดร หรือ เอมิเน็ม ก็น่าจะสนุกดีเหมือนกัน’
อะแฮ่ม!
เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสก็แล้วกัน
หรือเป็นเพราะความคิดฟุ้งซ่านพวกนั้นกันนะ
‘ไอ้ธุรกิจดนตรีนั่น... บางทีถ้าฉันเป็นคนทำ อาจจะเวิร์กก็ได้มั้ง?’
ผมเปิดประตูห้องพร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัย