- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 7 ลูกค้า วี.ไอ.พี. วัย 11 ขวบ
บทที่ 7 ลูกค้า วี.ไอ.พี. วัย 11 ขวบ
บทที่ 7 ลูกค้า วี.ไอ.พี. วัย 11 ขวบ
บทที่ 7 ลูกค้า วี.ไอ.พี. วัย 11 ขวบ
วันต่อมา
ในเมื่อจัดการดูแลสภาพจิตใจของพี่ชาย พัคยูกอน ไปเรียบร้อยแล้ว!
คราวนี้ก็ถึงตาของงานที่ค้างคาอยู่บ้าง
ผมรีบมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยโซล
เนื่องจากมีพนักงานคอยดูแลเรื่องรับส่ง การเดินทางจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร
‘ดูรูปมาแล้วรอบนึง’
ถ้าจะติดต่อขอซื้อก็ต้องไปที่ห้องพักผู้ช่วยสอนภาควิชาจิตรกรรมตะวันตกสินะ?
งึมงำ งึมงำ
คงเป็นเพราะมีเด็กตัวกระเปี๊ยกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ในตึกมหาลัย
สายตาของเหล่านักศึกษาที่เดินผ่านไปมาจึงจับจ้องมาที่ผมเป็นจุดเดียว
จะพูดเองก็กระดากปาก แต่ผมก็หน้าตาน่ารักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
แถมใส่ชุดเอี๊ยมกับเสื้อเชิ้ตลายสก๊อต ความน่าเอ็นดูก็คงพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก
และด้วยความน่ารักที่เกินลิมิตนั่นเอง
“ตายจริง มาทำอะไรที่นี่จ๊ะหนูน้อย?”
ถึงขนาดมีนักศึกษาหญิงเข้ามาทักทายผมอยู่หลายคน
ความจริงข้างในผมคือชายอายุสามสิบห้า
ช่างเถอะ
“ห้องพักผู้ช่วยสอนไปทางไหนครับ?”
“ห้องพักผู้ช่วย?”
“ภาควิชาจิตรกรรมตะวันตกครับ ผมจะมาซื้อภาพวาด”
“หนูเนี่ยนะ?”
พยักหน้า
“จะซื้อของขวัญวันเกิดให้คุณแม่ อะไรทำนองนั้นเหรอจ๊ะ?”
“ประมาณนั้นครับ”
นักศึกษาหญิงกวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า
การแต่งกายดูธรรมดาจนจินตนาการไม่ออกเลยว่าเป็นลูกหลานตระกูลเศรษฐี
มีแค่อย่างเดียวคือรองเท้า
เพราะเท้าต้องสบาย ผมเลยเลือกใส่รองเท้าแบรนด์เนม แต่นักศึกษาคนนั้นดูจะมองไม่ออก
“เดินตรงไปตามระเบียงทางเดินนี้ ห้องพักผู้ช่วยจะอยู่ทางนั้นจ้ะ”
“ขอบคุณครับ”
“เดี๋ยวก่อน”
“......?”
“ถ้าได้ยินราคาแล้ว อย่าตกใจนะ เข้าใจไหม?”
ขอโทษนะครับ
ถ้าได้ยินยอดเงินในบัญชีผม พี่สาวนั่นแหละที่จะตกใจ อะแฮ่ม
“ขอบคุณครับ”
ผมโค้งคำนับอย่างสุภาพ ก่อนจะรีบซอยเท้าเดินไปยังห้องพักผู้ช่วยสอน
ก๊อก ก๊อก
“ค่ะ เชิญค่ะ”
แอ๊ด
แขกที่เปิดประตูเข้ามากลับเป็นเด็กน้อยวัย 11 ขวบ
ผู้ช่วยสอนสาวที่กำลังจะลุกขึ้นยืนถึงกับชะงัก ทำท่าเก้ๆ กังๆ
“มาทำอะไรจ๊ะ?”
“ผมดูรูปไว้รูปนึงครับ”
“ดูรูปไว้? ไม่ได้มาหาพี่ชายหรือพี่สาวเหรอ?”
“พี่ชายผมอยู่ ป.6 ครับ”
ผู้ช่วยสอนมองหน้าผมตาปริบๆ
สีหน้าบอกชัดว่าเพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก
“หมายความว่า หนูเล็งภาพวาดเอาไว้... แล้วอยากดูอีก ก็เลยมาขอให้เปิดห้องนิทรรศการให้ แบบนั้นใช่ไหม?”
“เปล่าครับ ผมอยากจะขอซื้อผลงาน”
“หือ?”
ปฏิกิริยาแบบนี้ คาดเดาไว้อยู่แล้ว
“จะซื้อรูป? หนูเนี่ยนะ?”
“เด็กซื้อไม่ได้เหรอครับ?”
“เปล่าจ้ะ ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่า...”
แกรก แกรก
ผู้ช่วยสอนดูเหมือนกำลังใช้ความคิดว่าจะพูดกล่อมยังไงให้ผมกลับไปดี
“อืม... หนูชอบวาดรูปเหรอจ๊ะ?”
“ครับ”
“ก็เลยอยากซื้อ? จะเอาไปแขวนไว้ที่บ้านแล้วดูเรื่อยๆ งั้นเหรอ?”
พยักหน้า
“จิตใจน่านับถือนะจ๊ะ แต่พี่จะพูดยังไงดี... ให้หนูเข้าใจดีนะ?”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
“หือ?”
“ผมรวยนะครับ”
“จ้า คงงั้นแหละถึงได้มาที่นี่ แต่ต่อให้มีเงินเยอะแค่ไหน...”
ตอนนั้นเอง
ก๊อก ก๊อก
สิ้นเสียงเคาะ ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกทันที
พร้อมกับเสียงที่ดังแทรกเข้ามา
“คุณคิม โทรศัพท์ห้องผมมันดูแปลกๆ น่ะ”
ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบกว่า
เขาคือหัวหน้าภาควิชาจิตรกรรมตะวันตก
เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่มากับซงซูฮี ผมเคยทักทายกับเขาในห้องพักอาจารย์มาแล้ว
“เรียกช่างมาดูหน่อยสิ ต้องซ่อมให้เสร็จก่อนเลิกงาน...”
หัวหน้าภาควิชายังพูดไม่ทันจบประโยค
“......?”
เขากวาดตามองผมด้วยความสงสัย
คงคิดว่าเด็กที่ไหนมาทำธุระอะไรที่นี่
แต่ความสงสัยนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่
“อ้าว!”
หัวหน้าภาควิชาจำผมได้ทันที
จากสีหน้าที่เคยบึ้งตึง กลับเปลี่ยนเป็นก้มโค้งจนตัวแทบหักเพื่อสบตากับผม
“คุณหนูจีฮุนใช่ไหมครับ?”
“สวัสดีครับอาจารย์”
“โอ้โห มารยาทงามจริงๆ น่ารักน่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้”
ต่างจากผู้ช่วยสอนที่ยังทำหน้างง การตอบสนองของหัวหน้าภาควิชานั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
“คุณคิม มีแขกมาก็ต้องหาน้ำหาท่ามารับรองสิ จะปล่อยให้ยืนหัวโด่แบบนี้ได้ยังไง”
“คะ?”
“ผมบอกแล้วไงว่ามีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนน่ะ”
“อ๋อ ค่ะ”
“นี่ พูดอะไรหัดจำใส่สมองไว้บ้างสิ เข้าใจไหม? คิดว่าผมพูดเปรยๆ เล่นๆ หรือไง?”
“คือว่าเรื่องนั้น...”
“หมายความว่าถ้ามีแขกคนสำคัญมา ก็ต้องดูแลต้อนรับให้ไวสิ”
คงกลัวว่าถ้าตำหนิมากไปผมจะอึดอัดละมั้ง
หัวหน้าภาควิชาเลยหันมาคุยกับผมแทน
“แล้วคุณแม่ไปไหนเสียล่ะครับ?”
“วันนี้ผมมาคนเดียวครับ”
“คนเดียว?”
“ครับ ผมอยากมาซื้อภาพวาดน่ะครับ”
“ตายจริง เพิ่งจะอยู่แค่ ป.4... แต่มีรสนิยมสูงส่งขนาดนี้เชียวหรือ?”
“.......”
“ว่าไปนั่น เลือดท่านประธานพัคเข้มข้นขนาดนี้ รสนิยมย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งคุณแม่ก็เป็นศิลปินอนาคตไกลด้วยนี่นะ”
ขืนปล่อยไว้ ตาแก่นี่คงร้องเพลงสรรเสริญฮยอนกังต่ออีกสัก 4 จบแน่ๆ
ถึงการได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษที่ไม่เคยได้สัมผัสในชาติก่อนจะน่าตื่นตาตื่นใจก็เถอะ
แต่อะไรที่มันประจบสอพลอจนเห็นไส้เห็นพุง ฟังนานๆ มันก็เอียน!
“ผมต้องกลับก่อนคุณปู่เลิกงานน่ะครับ”
ผมตัดบทหัวหน้าภาควิชาแบบเนียนๆ
ได้ผลชะงัดนักแล
“โอ้! หลานชายก็ต้องกลับเข้าบ้านก่อนท่านประธานจะมาถึงสิ ถูกต้องที่สุด นี่คุณคิม”
“คะ?”
“มัวเหม่อคิดอะไรอยู่คนเดียวฮะ?”
“ข...ขอโทษค่ะ พอดีกะทันหันเกินไป ฉันเลยทำตัวไม่ถูก...”
“คุณหนูเขารีบ เรื่องตื่นเต้นเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้คุณคิมพาคุณหนูไปดูนิทรรศการแล้วจัดการเรื่องซื้อขายให้เรียบร้อยเลยนะ”
“เอ่อ แต่ว่า... ฉันยังเตรียมการสอนคาบบ่ายไม่เสร็จเลย...”
“ผู้ช่วยสอนคณะศิลปกรรมมีแค่คุณคนเดียวหรือไง?”
“คะ?”
“ผู้ช่วยของภาคจิตรกรรมตะวันออก หรือภาพพิมพ์ ก็มีตั้งเยอะแยะ วานให้เขาช่วยดูหน่อยสิ”
“อ่า”
“ทำอะไรอยู่? คุณหนูเขารออยู่นะ เรื่องโทรศัพท์เดี๋ยวผมจัดการเอง รีบไปสิ เร็วเข้า”
“ข...ขอบคุณค่ะ”
ณ ห้องนิทรรศการ
ผู้ช่วยสอนสาวยังคงทำหน้ามึนงงไม่หาย
แต่จะทำยังไงได้
อาจารย์สั่งมา ก็ต้องทำตาม
“บอกว่าเล็งภาพไว้แล้วใช่ไหม?”
“ครับ”
“จำได้ไหมว่าแขวนอยู่ตรงไหน?”
“จำได้ครับ”
ผมเดินสับเท้าเข้าไปชี้ที่ภาพ ‘นาซอน’ ของยูซอนโฮ
ทันใดนั้น ผู้ช่วยสอนก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางพูดว่า
“นี่มันงานของเด็กปี 1 นี่นา?”
“.......”
“ภาพดีๆ มีตั้งเยอะ ทำไมถึงเลือกภาพนี้ล่ะ?”
ในสายตาผม ภาพนี้แหละเข้าท่าที่สุด
งานของอียุนกีที่ซงซูฮีเลือกอาจจะสมบูรณ์แบบในแง่เทคนิค แต่ภาพนี้กลับมีความเป็นไปได้ที่ซ่อนอยู่ในความดิบเถื่อนที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลา
โดยเฉพาะรอยแปรงที่ทรงพลังนั่น มันสะกดสายตาผมได้อยู่หมัด
แต่ดูเหมือนผู้ช่วยสอนจะคิดต่างออกไป
“ในบรรดานักศึกษาที่กำลังจะจบ มีหลายคนที่ได้รับข้อเสนอดีๆ ด้วยนะ ลองไปดูไหม?”
“ก็ได้ครับ”
ดูเฉยๆ ไม่เสียเงินนี่นา ผมเลยเดินตามหลังผู้ช่วยสอนไปอย่างว่าง่าย
“ตั้งแต่กำแพงฝั่งนี้ไปจนสุดทางนู้น คือผลงานของพวกระดับหัวกะทิที่ฝีมือเทียบเท่ามืออาชีพเลยนะ เคยจัดนิทรรศการกลุ่มมาหลายรอบแล้ว ถ้าสะสมผลงานได้มากพอ จะเปิดนิทรรศการเดี่ยวตอนนี้เลยก็ยังได้”
อืม
ขอโทษทีนะ แต่ภาพพวกนี้ผมดูมาหมดแล้ว
ก็จริงอย่างที่พี่เขาว่า ฝีมือระดับนี้จะเรียกว่ามืออาชีพก็ไม่ขัดเขินหรอก
แต่จะให้พูดยังไงดีล่ะ
ถ้าถามว่าอยากควักเงินซื้อไปแขวนไว้ในห้องไหม...
‘ก็คงไม่’
เทียบกันแล้ว งานของยูซอนโฮอาจจะยังดูขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง แต่มันมีบางอย่างที่ดึงดูดจิตใจผู้คน
พลังที่ทำให้อยากมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“แต่เขายังไม่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินเต็มตัว... ราคาก็เลยไม่แพงเท่าไหร่หรอกจ้ะ”
“ผมเอาภาพที่ดูเมื่อกี้ครับ”
“ถ้าเป็นเรื่องงบประมาณ พี่คุยให้ได้นะ...”
“เปล่าครับ”
“......?”
“ในสายตาผม ภาพเมื่อกี้สวยกว่าครับ”
ผู้ช่วยสอนคงหวังดีในแบบของเธอนั่นแหละ
รับปากอาจารย์มาแล้ว ก็เลยอยากช่วยดูแลให้ดีที่สุด
แต่ในเมื่อเจ้าตัวยืนยันว่าโอเค ก็คงไม่มีเหตุผลให้ต้องคะยั้นคะยออีก
“โอเค งั้นเอาภาพที่ดูเมื่อกี้เนอะ”
“ขอบคุณครับ”
“แต่ว่านะ... คนที่ชื่อยูซอนโฮ เขาบอกว่าจะลาออกน่ะสิ ได้ข่าวว่ากำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าไปหรือยังนะ”
“งั้น... ก็ซื้อไม่ได้เหรอครับ?”
“ถ้าเขาไปแล้วจริงๆ ก็คงติดต่อไม่ได้น่ะ”
“.......”
สถานการณ์พลิกผันที่ไม่คาดคิด
“เดี๋ยวพี่จะลองไปดูที่ห้องทำงานรวมให้ หนูรอตรงนี้ก่อนไหม?”
“ห้องทำงานรวมเหรอครับ?”
“จ้ะ เป็นห้องทำงานรวมของเด็กปี 1 เขาบอกว่าจะมาขนของก่อนไปเมืองนอก ถ้าไปดูที่นั่นก็น่าจะพอรู้เรื่องบ้าง”
“ผมขอไปด้วยได้ไหมครับ?”
“หือ?”
“ผมแค่อยากเห็นว่าพี่ๆ ที่มหาลัยเขาทำงานกันยังไงน่ะครับ”
***
ห้องทำงานดูธรรมดามาก
มีแค่ขาตั้งวาดภาพวางเว้นระยะห่างกันพอสมควร
คนก็ไม่ค่อยมี
“ตอนนี้มีเรียนวิชาเอกอยู่น่ะ”
มิน่า ถึงยอมให้เข้ามาง่ายๆ
ผู้ช่วยสอนเดินตรงไปยังห้องด้านในสุดของสตูดิโอ
ที่นั่นมีตู้ล็อกเกอร์ทรงสูงเรียงรายเป็นตับ
“ยูซอนโฮ...”
เมื่อเจอชื่อแล้ว ผู้ช่วยสอนก็ใช้กุญแจสำรองที่เตรียมมาเปิดตู้ล็อกเกอร์
“ของยังอยู่ครบเลย สงสัยจะยังไม่ไป”
“เหรอครับ?”
“เห็นไหม มีภาพสเกตช์อยู่เพียบเลย ทิ้งไปก็น่าเสียดาย... คงไม่ทิ้งไว้หรอก”
จริงอย่างที่เธอพูด ในตู้มีภาพร่างกองพะเนินเทินทึก
“สนใจจะซื้อภาพสเกตช์ด้วยไหม?”
“อืม... ถ้ามีที่ถูกใจนะครับ”
“ลองดูไห?”
“ดูได้เหรอครับ?”
“ก็ถ้าไม่รีบมาเอา อีกหน่อยก็ต้องเอาไปทิ้งอยู่ดีนั่นแหละ”
“......?”
“นี่ก็ยืดหยุ่นให้มากแล้วนะ เรียนจบเทอม 1 แล้วก็พักการเรียนไป นี่จะหมดเทอม 2 อยู่แล้วยังไม่มาขนของอีก”
อืม
ก็มาช้าจริงๆ นั่นแหละ
“จะเอาไปทิ้งตอนนี้เขาก็เถียงไม่ได้หรอก นี่อุตส่าห์พาคนซื้อมาดูภาพสเกตช์ให้ด้วย เขาต้องมากราบขอบคุณพี่ด้วยซ้ำ”
“งั้นผมขอดูหน่อยนะครับ?”
“นั่งดูตรงนี้ตามสบายเลยนะ เดี๋ยวพี่ขอออกไปโทรศัพท์หาที่บ้านของซอนโฮแป๊บนึง”
“ขอบคุณครับ”
หลังจากเธอออกไป ผมก็นั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มพลิกดูภาพสเกตช์
‘ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย’
แต่ทว่า ยิ่งเปิดดูไปทีละแผ่น แทนที่จะชื่นชม กลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นมา
ความรู้สึกคุ้นตาชอบกล
ตอนเห็นภาพ ‘นาซอน’ ของยูซอนโฮ ก็รู้สึกคล้ายๆ แบบนี้
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ
ตอนที่กองภาพสเกตช์เริ่มจะหมดลง
ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ทำไงดีนะ โทรไม่ติดเลย”
ผู้ช่วยสอนนั่นเอง
“ต้องติดต่อเจ้าตัวให้ได้ ถึงจะขายภาพได้แท้ๆ เชียว”
ผมตั้งใจจะหันไปขอบคุณที่เธอช่วยเป็นธุระให้
แต่ทว่า
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นภาพสเกตช์แผ่นสุดท้าย
“......!”
ผมก็ตัวแข็งทื่อไปในทันที
ปากอ้าค้าง พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว สายตาจับจ้องไปที่ภาพวาดนั้นเขม็ง
ตรงกลางกระดาษสีซีดจาง มีรูปผู้ชายสวมผ้าคลุมหน้าปรากฏอยู่
เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประท้วงหรือเปล่านะ
ชายคนนั้นทำท่าเหมือนกำลังจะขว้างระเบิดขวดออกไป
แต่ที่น่าตกใจก็คือ
ในมือข้างที่ควรจะมีระเบิดขวด... กลับมีช่อดอกไม้อันบอบบางถืออยู่แทน
‘แทนที่จะเป็นระเบิดขวด... กลับเป็นช่อดอกไม้?’
วินาทีนั้น ชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
‘แบงก์ซี่?’
ศิลปินไร้หน้า แบงก์ซี่
นี่มันรูปของแบงก์ซี่ชัดๆ