- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 5 กวาดเรียบ 4 รางวัล และสายตาของพี่ชาย
บทที่ 5 กวาดเรียบ 4 รางวัล และสายตาของพี่ชาย
บทที่ 5 กวาดเรียบ 4 รางวัล และสายตาของพี่ชาย
บทที่ 5 กวาดเรียบ 4 รางวัล และสายตาของพี่ชาย
ตอนที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งผลการประกวด ผมดีใจจนเนื้อเต้น
แม้ในชาติก่อนจะเคยผ่านการเดบิวต์เป็นนักเขียนมาแล้ว แต่มันให้ความรู้สึกคนละแบบกันเลย
‘รวยแล้วโว้ย!’
ใช่ ตอนนั้นผมยังมีความสุขสุดๆ
สุขจนถึงแค่ตอนที่วางสายจากเจ้าแรกเท่านั้นแหละ
“คุณหนูครับ มีหนังสือพิมพ์เจ้าอื่นติดต่อมาอีกแล้วครับ”
หือ?
“คะ... คุณหนูครับ คราวนี้เป็นหนังสือพิมพ์ฝ่ายตรงข้ามเลยครับ.......”
แฮ่ม
“คุณหนูครับ? ตกลงส่งประกวดไปกี่ที่กันแน่ครับ?”
วันนั้นวันเดียวมีสายเข้าตั้ง 4 สาย!
หมายความว่า... ทั้งเรื่องสั้น 2 เรื่อง, บทกวี, และบทวิจารณ์วรรณกรรม ทุกสาขาที่ส่งไป ผมกวาดรางวัลเรียบ!
ชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่าสินะ
ใช่แล้ว ฝีมือนักเขียนรุ่นเก๋ามันไม่หายไปไหนหรอก!
แต่ความปลาบปลื้มใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน
‘นะ... น่าจะออมมือหน่อยดีไหมเนี่ย?’
ก็กลัวว่าจะตกรอบเลยหว่านไปตั้ง 4 ที่... ใครจะไปคิดว่าจะติดหมดทุกที่แบบนี้ล่ะ!
‘จะเป็นไรไหมเนี่ย.......’
แค่ทายาทรุ่นที่ 3 ของฮยอนกังได้รับรางวัลวรรณกรรมก็เป็นข่าวใหญ่พอแล้ว
แต่นี่อะไร? เด็ก ป.4? แถมกวาด 4 รางวัลรวด?
‘งานนี้... เรียกตีน เอ้ย เรียกกระแสได้ถล่มทลายแน่’
ผมได้แต่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความกลัดกลุ้ม
***
คืนนั้น
ผมกับซงซูฮีถูกเรียกตัวไปที่ห้องทำงานของประธานพัค
“เรื่องที่ได้ยินมาจริงรึ?”
เมื่อพัคยงฮากถาม
“ค่ะ”
ซงซูฮีก็ตอบแทนผม
“แค่เด็กตัวกะเปี๊ยกเขียนหนังสือได้ก็น่าทึ่งแล้ว นี่ถึงขั้นได้รางวัลเลยเรอะ?”
“.......”
“ไม่ใช่ฟลุก แต่ได้มาตั้ง 4 รางวัล?”
สายตาของพัคยงฮากคมกริบขึ้น
ไม่นาน สายตานั้นก็พุ่งเป้ามาที่ผม
“ช่วงนี้อ่านหนังสือหน่อย ก็เลยอยากได้โล่รางวัลรึไง ถึงไปขอให้ผู้ใหญ่ช่วยเขียนให้”
“เปล่าครับ ไม่เคยขอให้ผู้ใหญ่ช่วยครับ”
“งั้นรึ?”
“ครับ แล้วผมก็ไม่ได้เขียนเพราะอยากได้โล่รางวัลด้วย”
สายตาถามกลับมาทันทีว่า งั้นเขียนทำไม
“ผมอยากได้เงินครับ”
“อะไรนะ?”
“บังเอิญไปเห็นว่าเงินรางวัลมันเยอะดีน่ะครับ”
คงเพราะเป็นเรื่องเงินละมั้ง
ความระแวดระวังในแววตาของพัคยงฮากจึงดูจางลงเล็กน้อย
ผมเลยได้โอกาสอธิบายต่ออย่างใจเย็น
“ยังไงก็ไม่มีอะไรจะเสีย เลยลองเขียนดูครับ คิดว่าส่งไปหลายๆ ที่น่าจะมีโอกาสมากขึ้น เพราะหนังสือพิมพ์แต่ละเจ้าก็มีแนวทางต่างกัน ก็เลยส่งกระจายๆ ไปแบบนั้นครับ”
“แปลว่ารู้จักใช้หัวคิดวางแผนสินะ?”
“ครับ”
พัคยงฮากขยับท่านั่งใหม่
ท่าทางเหมือนอยากจะฟังต่อว่า เด็กตัวแค่นี้จะเอาเงินไปทำอะไรนักหนา
“ผมอยากซื้อภาพวาดครับ”
“ภาพวาด?”
“ตอนตามคุณแม่ไปดูงานที่วิจิตรศิลป์ ม.โซล ผมเจอภาพที่ถูกใจมากๆ เข้าให้ครับ”
“จะซื้อมาเก็งกำไรขายต่อรึไง”
“เปล่าครับ อยากเอามาแขวนไว้ในห้อง จะได้เห็นทั้งเช้าทั้งเย็นครับ”
“ลงทุนลงแรงขนาดนี้ เพื่อภาพวาดภาพเดียวเนี่ยนะ”
“ครับ?”
“ไม่สนเลยรึว่าพวกนักข่าวจะแห่มาทำให้ที่บ้านวุ่นวาย คิดจะทำตามใจตัวเองอย่างเดียวเรอะ”
ถ้าเป็นเด็ก 11 ขวบจริงๆ ถึงตรงนี้คงก้มหน้างุดสำนึกผิดไปแล้ว
แล้วเงินรางวัลก็คงปลิวหายไปกับสายลม
ก้มหัวขอโทษน่ะได้ สำนึกผิดก็ได้เหมือนกัน
‘แต่เงินรางวัลต้องเป็นของผมครับ’
ที่ผมยอมเปิดปากพูด ก็เพื่อปกป้องเงินก้อนนี้ล้วนๆ
“นักข่าวอาจจะมาทำข่าวจนวุ่นวายก็จริง... แต่ผมคิดว่าเขาคงไม่เขียนข่าวโจมตีหรอกครับ”
“ทำไม? คิดว่านักข่าวจะซื่อบื้อเหมือนแกหรือไง”
“เปล่าครับ... แต่ต่อให้เขียนข่าวไม่ดี ก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากหรอกครับ”
“ทำไมถึงไม่กระทบล่ะ?”
“ถ้าลูกหลานคนรวยเรียนเก่ง คนเขาก็หมั่นไส้ครับ จะเหมาเอาว่าเพราะใช้เงินยัดเยียดความรู้ให้ แต่กับวรรณกรรมมันต่างกันครับ”
“......?”
“ต่อให้บังคับให้อ่านหนังสือเดือนละร้อยเล่มก็สอนกันไม่ได้... คนเขาไม่อิจฉาหรอกครับ กลับกัน เขาอาจจะมองว่าบ้านเราเป็นตระกูลที่เห็นคุณค่าของศิลปะด้วยซ้ำ หรืออย่างแย่ที่สุด ผมก็มั่นใจว่าไม่มีใครมาชี้หน้าด่าแน่นอน”
“สรุปคือรู้อยู่แล้วว่าจะวุ่นวาย แต่ก็ยังส่งประกวดว่างั้น?”
“ก็ประมาณนั้นครับ... แต่ไม่คิดว่าจะติดทั้งสี่ที่เหมือนกันครับ”
“...เฮอะ!”
พัคยงฮากแค่นเสียงออกมาอย่างเหลืออด
แต่ก็เพียงครู่เดียว เขาก็ยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา
“หัวหน้าคิม โทรไปบอกหนังสือพิมพ์พวกนั้นให้ตัดชื่อจีฮุนออกให้หมด”
“......!”
“จะสละสิทธิ์หรือยกเลิกอะไรก็ช่าง จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้ชื่อหลานฉันไปโผล่บนหน้าหนังสือพิมพ์เด็ดขาด เข้าใจนะ”
สั่งเสร็จสรรพ พัคยงฮากก็วางหูทันที
อึก
นึกว่าอธิบายเหตุผลไปครบถ้วนแล้วแท้ๆ
เป็นตระกูลแชโบลนี่ จะเดบิวต์เป็นนักเขียนตามใจชอบก็ไม่ได้สินะ
‘ไม่สิ เรื่องเดบิวต์ช่างมัน แต่เงินรางวัลล่ะ.......’
ในขณะที่ผมกำลังกลืนความเสียดายลงคอ พัคยงฮากก็หันไปถามซงซูฮี
“จีฮุนมีสมุดบัญชีชื่อตัวเองไหม”
“มีค่ะ”
“เด็กมันดูแลเองรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ ฉันเก็บไว้ให้”
พัคยงฮากหันกลับมามองผม
“ถูกรางวัลสี่ที่ ได้เงินมาเท่าไหร่นะ?”
ประมาณ 15 ล้านวอน
สำหรับเด็ก 11 ขวบ มันเป็นเงินมหาศาลจริงๆ นั่นแหละ
แต่ทว่า
“เดี๋ยวฉันจะโอนเงินจำนวนนั้นเข้าบัญชีให้ ไม่ต้องไปน้อยใจเรื่องอดได้โล่รางวัลล่ะ”
พัคยงฮากพูดประโยคที่คาดไม่ถึงออกมา!
แถมยังหันไปสั่งซงซูฮีต่ออีกว่า
“ให้เด็กมันถือสมุดบัญชีเอง เข้าใจไหม”
“คุณพ่อคะ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ... จีฮุนจะดูแลเงินเยอะขนาดนั้นได้ยังไง.......”
“ไร้สาระ”
“คะ?”
“แค่อยากได้รูปวาดรูปเดียว มันถึงกับดิ้นรนหาเงินก้อนโตมาได้ด้วยตัวเองขนาดนี้ กลัวว่ามันจะดูแลสมุดบัญชีเล่มเดียวไม่ได้รึไง?”
“.......”
“แล้วก็ จีฮุน”
ฟังจากน้ำเสียง นึกว่าจะโดนคาดโทษอะไรสักอย่าง
แต่ใบหน้าของเขากลับดูผ่อนคลายลง
“นอกจากเงินรางวัลแล้ว เดี๋ยวฉันจะให้ค่ารูปแยกต่างหาก”
“......?”
“ถ้าซื้อรูปที่อยากได้มาแล้ว เอามาให้ฉันดูก่อนเป็นคนแรก เข้าใจไหม?”
โอ้โห!
นอกจากรักษาเงินต้นไว้ได้ ยังได้โบนัสเพิ่มอีกต่างหาก!
“ขอบคุณครับ คุณปู่”
ผมก้มหัวให้พัคยงฮากด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง
***
ทันทีที่ออกมาจากห้องทำงานประธานพัค
ซงซูฮีก็จับมือผมแน่น
ต่างจากพัคยงฮากที่มองลงมาจากที่สูง เธอก้มตัวลงมาสบตาผมในระดับเดียวกัน
“กลัวไหมลูก?”
“กลัวอะไรครับ?”
“ตอนคุยกับคุณปู่น่ะ”
“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ”
“......?”
“ก็มีแม่อยู่ข้างๆ นี่ครับ ที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกของผม”
เธอคงคิดว่าผมแกล้งพูดกลบเกลื่อนความกลัว
ซงซูฮียิ้มขื่นๆ
“ว่าแต่ จีฮุนไปแอบเขียนนิยายตอนไหนเนี่ย?”
“อ่านไปอ่านมาก็อยากลองเขียนดูบ้างน่ะครับ ก็แค่... ลองเขียนเล่นๆ ไม่นึกว่าจะได้รับคัดเลือกเหมือนกัน”
“ตอนรู้ผลรู้สึกยังไงจ๊ะ?”
“ตกใจครับ แล้วก็ดีใจด้วย”
“แล้วคิดจะเขียนต่อไปเรื่อยๆ ไหม?”
“ไม่รู้สิครับ”
ซงซูฮีรอฟังคำตอบผมด้วยสีหน้าจริงจัง
ทายาทรุ่นที่ 3 ของฮยอนกัง
ถึงจะเป็นลูกคนรอง แต่ก็คงมีภาระหน้าที่ในระดับหนึ่ง
‘จะให้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นนักเขียนคงไม่ง่าย’
ช่างเถอะ เรื่องนั้นไม่เห็นสำคัญเลย
อุตส่าห์ได้เกิดมาในกองเงินกองทองทั้งที
ทำไมต้องทนโดนคนเขม่นเพื่อจะเขียนนิยายอย่างเดียวด้วยล่ะ!
เมื่อตกตะกอนความคิดได้ ผมก็ตอบไปอย่างใจเย็น
“เขียนหนังสือก็สนุกดีครับ พอเห็นผลงานออกมาก็รู้สึกผูกพันแปลกๆ แต่... ตอนนี้ผมชอบอ่านหนังสือมากกว่าครับ”
“เป็นเพราะบรรยากาศที่บ้านหรือเปล่าลูก?”
“ที่ว่าผู้ชายต้องเรียนบริหาร ผู้หญิงเรียนศิลปะน่ะเหรอครับ?”
“ถ้าจีฮุนต้องทิ้งความฝันเพราะพวกผู้ใหญ่ล่ะก็.......”
“ผมยังเด็กอยู่นี่ครับ”
“...หือ?”
“แค่หนังสือยังสนุกขนาดนี้ ไม่รู้ว่าดนตรีหรือศิลปะจะสนุกขนาดไหน ผมอยากลองทำอะไรหลายๆ อย่างดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องอนาคตทีหลังไม่ได้เหรอครับ?”
ทันใดนั้น
รอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏบนใบหน้าที่เคยตึงเครียดของซงซูฮี
“แม่คงใจร้อนไปเองสินะ”
“ใจร้อน?”
“ก็จีฮุนของแม่ดูเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน... แม่เลยเผลอใจร้อนไปหน่อยจ้ะ”
ซงซูฮีกอดผมไว้ แล้วค่อยๆ พูดต่อ
“ใช่จ้ะ จีฮุน ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น... ลองทำสิ่งที่ชอบให้เยอะๆ เลยนะ”
“ขอบคุณครับ แม่”
ในขณะที่บทสนทนาอันอบอุ่นกำลังจะจบลง
เงาของใครคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงทางเดินฝั่งตรงข้ามห้องนั่งเล่น
เด็กชายที่มองมาด้วยสายตาอิจฉาริษยาอย่างเปี่ยมล้น
พี่ชายของผม พัคยูกอน นั่นเอง
***
พัคยูกอนเป็นเด็กจิตใจดี
เป็นเด็กหนุ่มที่ห่างไกลจากคำว่าลูกเศรษฐีเอาแต่ใจ หรือพวกนิสัยเสียที่มักจะถูกแปะป้ายให้ทายาทแชโบล
เจอผู้ใหญ่ก็รีบวิ่งไปโค้งคำนับ
ได้ยินว่าเพื่อนลำบาก ก็แอบเอาเงินค่าขนมที่เก็บสะสมไว้ยื่นให้เงียบๆ
บางคนอาจจะบอกว่า
ก็เพราะเป็นทายาทรุ่น 3 ไง ถึงทำได้
ถ้าฉันรวย ฉันก็แจกเงินชาวบ้านได้เหมือนกันแหละ
ก็อาจจะไม่ผิด
เพียงแต่คนรวยก็มีความทุกข์ในแบบของคนรวย
อย่างแรกคือ ใครๆ ก็จ้องจะใช้ประโยชน์จากเด็กคนนี้
ก็เขาเป็นผู้สืบทอดฮยอนกังนี่นา
ผู้คนต่างสวมหน้ากากเข้าหายูกอน หวังผลประโยชน์ที่อาจจะตกถึงมือ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกลายเป็นคนไม่ไว้ใจใคร
การถูกหักหลังและบาดแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาสร้างกำแพงแห่งความระแวงขึ้นมาปกป้องตัวเอง
ความเจ็บปวดไม่ได้มีแค่นั้น
วินาทีที่เกิดมาเป็นลูกชายคนโตของฮยอนกัง ชีวิตของยูกอนก็ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ไม่มีใครถามความสมัครใจของเขา
เพราะเขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรก
ยูกอนยอมรับชะตากรรมนั้นอย่างเงียบเชียบ
ไม่สิ เขาตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดต่างหาก
เพราะถ้าเขาพังทลายลง ภาระอันหนักอึ้งนี้ก็จะตกไปอยู่ที่น้องชายตามลำดับ
ทุกครั้งที่ภาพอันน่ากลัวนั้นผุดขึ้นมา
“.......”
ยูกอนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะหนังสือโดยไม่ปริปากบ่น
ซุกซ่อนความฝันของตัวเองไว้ในลิ้นชักที่ลึกที่สุด แล้วพยายามใช้ชีวิตตามแบบที่โลกต้องการ
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ยูกอนได้เห็นห้องของจีฮุน น้องชายของเขา
แทนที่จะเป็นหนังสือเรียนและแบบฝึกหัด... บนโต๊ะกลับเต็มไปด้วยหนังสือที่เจ้าตัวอยากอ่านวางกองเป็นตั้ง
แม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่เขาก็อดอิจฉาไม่ได้
‘ถ้าฉันเกิดเป็นลูกคนรองบ้างจะเป็นยังไงนะ’
เป็นครั้งแรกที่เขาเผลอคิดแบบนั้น
ถ้าได้เป็นลูกคนรอง เขาคงจะฟังเพลงอย่างบ้าคลั่ง
สตีวี วันเดอร์ , มาร์วิน เกย์ , ไมเคิล แจ็กสัน
ช่วงปิดเทอมคงบินไปนิวยอร์ก แล้วขลุกตัวอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ทั้งวันทั้งคืน
ความสุขจากจินตนาการอยู่ได้เพียงชั่วครู่
‘อะ... อ่านหนังสือดีกว่า’
ยูกอนต้องดึงตัวเองกลับสู่โลกแห่งความจริง
ในขณะที่กำลังจะตั้งสมาธิเรียน
เสียงแว่วๆ จากภายนอกก็นำข่าวที่น่าตกใจมาให้
ข่าวที่ว่าจีฮุนได้รับรางวัลวรรณกรรมชินชุนมุนเย
ยูกอนรีบวิ่งออกจากห้องด้วยความตกใจ
ตั้งใจจะออกมาแสดงความยินดีแท้ๆ
แต่ทว่า
“ถ้าจีฮุนต้องทิ้งความฝันเพราะพวกผู้ใหญ่ล่ะก็.......”
บังเอิญได้ยินเสียงของแม่เข้าพอดี
“......!”
ยูกอนรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
น้องชายที่กำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่อย่างอบอุ่น
‘ไม่เป็นไร’
ลูกคนโตย่อมมีหน้าที่ที่ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว
เป็นพี่ชายจะมาอิจฉาน้องได้ยังไง?
พยายามบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ทว่า
หยดน้ำใสๆ
ดวงตาของยูกอนกลับเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดโตอย่างห้ามไม่อยู่