- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 4 นักเขียนวัยประถมกับแผนหาเงินระดมทุน
บทที่ 4 นักเขียนวัยประถมกับแผนหาเงินระดมทุน
บทที่ 4 นักเขียนวัยประถมกับแผนหาเงินระดมทุน
บทที่ 4 นักเขียนวัยประถมกับแผนหาเงินระดมทุน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้องทำงานของประธานพัค ย่านฮันนัมดง
ภายใต้แสงไฟสีส้มสลัว พัคยงฮากลดแว่นตาอ่านหนังสือลงต่ำ พลางเอ่ยถาม
“พวกเถ้าแก่ร้านศิลปะดาหน้าจะมาตีสนิทฉัน แล้วไงนะ? เธอก็เลยถือวิสาสะเลือกภาพวาดตะวันตกมางั้นรึ?”
“.......”
“คิดว่าทำแบบนี้แล้วไอ้พวกเสือหิวแห่งอินซาดงจะปูพรมแดงให้เธอช็อปปิ้งสบายๆ หรือไง”
“ขอประทานโทษค่ะ”
“ที่มีเงิน ก็ต้องมีขโมยมาชุมนุม มันเป็นเรื่องธรรมดา คิดจะหลบแล้วมันจะพ้นเรอะ?”
“.......”
“พลิกแผ่นดินหาดูสิ มีแต่คนจ้องจะงาบเงินเธอทั้งนั้นแหละ ถ้ามัวแต่ตัดคนพวกนั้นทิ้งแล้วเลือกคบแต่คนที่สบายใจ จะไปทำธุรกิจบ้าบออะไรได้?”
“ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ คุณพ่อ”
พัคยงฮากไม่แม้แต่จะปรายตามองรูปวาดที่ลูกสะใภ้นำมา
“เคยคิดไหมว่าทำไมฉันถึงจะสร้างหอศิลป์?”
“ก็เพื่อตอบแทนสังคม ตามการเติบโตของบริษัท.......”
“ทำไม? หน้าฉันดูเหมือนคนใจบุญที่จะแบ่งเงินให้ชาวบ้านก่อนจะหาเงินเข้ากระเป๋าหรือไง”
ไม่มีทาง
“ถ้าไม่เกิดประโยชน์กับฮยอนกัง ต่อให้เป็นหมากฝรั่งสักชิ้นฉันก็เสียดายเงิน”
“.......”
“คนอย่างฉันเนี่ยนะ จะสร้างหอศิลป์เพื่อตอบแทนสังคม?”
แววตาของพัคยงฮากคมกริบขึ้น ราวกับจะบอกว่าเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว
“สำหรับพ่อค้า การหาเงินให้ได้เยอะๆ นั่นแหละคือการตอบแทนสังคมที่ดีที่สุด สร้างงาน จ่ายภาษีให้หนักๆ แค่นั้นก็พอแล้ว จะเอาเงินส่วนตัวไปสร้างหอศิลป์ทำซากอะไร!”
มาถึงขั้นนี้ ปกติคงไล่ตะเพิดให้ออกไปได้แล้ว
แต่พัคยงฮากกลับเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชา ราวกับยังมีเรื่องต้องพูดต่อ
ในระหว่างที่ถ้วยชาค่อยๆ คลายความร้อน พัคยงฮากก็กลับมาเยือกเย็นดังเดิม
“อยากรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงสร้างหอศิลป์”
“ค่ะ คุณพ่อ”
“การพัฒนาเทคโนโลยี สักวันมันต้องถึงจุดอิ่มตัว ฮยอนกังไล่ตามญี่ปุ่นได้ แต่สักวันจีนก็จะไล่ตามเราทัน จำคำฉันไว้”
“......!”
“ถ้าจุดอิ่มตัวมาถึง ประสิทธิภาพของสินค้ามันก็จะพอๆ กันหมด แล้วอะไรล่ะที่จะสร้างความแตกต่าง? ก็ต้องเป็นดีไซน์ไม่ใช่รึไง”
เทคโนโลยีคือพื้นฐาน ดีไซน์คือความพรีเมียม
ศตวรรษที่ 21 ในสายตาของพัคยงฮากเป็นเช่นนั้น
“ฉันจะปูพื้นฐานเอาไว้ แล้วไอ้ลูกชายมันก็นำไปปฏิรูป ต่อยอดให้เป็นเทคโนโลยีชั้นเลิศ แล้วรุ่นหลาน......”
“......?”
“ก็ต้องสร้างอัตลักษณ์ขององค์กรให้ชัดเจน”
“ดี... ดีไซน์แห่งฮยอนกัง”
“ถูก นั่นแหละคืออนาคตของฮยอนกังที่ฉันฝันถึง”
อึก
ในขณะที่ซงซูฮีกลืนน้ำลายลงคอ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของพัคยงฮาก
เป็นสีหน้าที่สื่อว่า ฉันไม่ได้รับสะใภ้จบศิลปะมาเล่นๆ หรอกนะ
สรุปก็คือ ระหว่างที่วางแผนสร้างหอศิลป์ ก็ให้เรียนรู้ให้มาก แล้วส่งต่อสายตาแห่งสุนทรียะที่บ่มเพาะมานั้น ไปให้พวกรุ่นหลานสืบทอดต่อไป
“ยังไงเรื่องสอนลูก ให้แม่เป็นคนทำก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่รึ?”
“เข้าใจความหมายของคุณพ่อแล้วค่ะ”
“เออ ออกไปได้แล้ว”
ซงซูฮีก้มศีรษะทำความเคารพตามคำสั่งของพัคยงฮาก
***
พัคยงฮากที่เหลือเพียงลำพังในห้องทำงาน จ้องมองภาพวาดที่ลูกสะใภ้นำมาอย่างพินิจพิเคราะห์
บอกว่าเป็นงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยสินะ
ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
‘มัวแต่เทศนา ลืมถามราคาไปซะสนิท’
พัคยงฮากเดาะลิ้นด้วยความเสียดาย
เขาหันไปมองเก้าอี้ที่ซงซูฮีเคยนั่งเมื่อครู่ช้าๆ
เมื่อคืนพัคยงฮากแอบปล่อยข่าวลือไปแถวอินซาดง
ข่าวที่ว่าสะใภ้ฮยอนกังจะไปดูของ
พวกนั้นคงวิ่งเต้นหาเส้นสายกันจ้าละหวั่น
พอลูกสะใภ้ดีใจได้ของกลับมา พัคยงฮากก็กะจะดุสั่งสอนสักหน่อย
‘ส่งไปให้ฝึกสายตา! ดันไปหวังพึ่งชื่อเสียงฉัน แล้วทำตัวมักง่ายรึ?’
ก็เตรียมบทไว้ประมาณนั้น
ถือเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง
แต่ทว่า
ซงซูฮีกลับเลือกทางเลือกที่เขาคิดไม่ถึง
‘จิตรกรรมตะวันตก.......’
อันดับแรก ความซื่อตรงที่ไม่หวังพึ่งโชคลาภนั้นน่าชื่นชม และไหวพริบที่ใช้ความถนัดของตนเองมาเป็นทางเลือกก็นับว่าโดดเด่น
เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
“อืม”
ผลงานตรงหน้าก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว
แน่นอนว่าต้องเช็กก่อนว่าจ่ายไปเท่าไหร่
ในจังหวะที่พัคยงฮากกำลังจะลุกจากที่นั่ง
“......?”
ภาพที่ไม่คาดคิดก็รั้งเท้าเขาไว้
ชั้นหนังสือด้านซ้ายของโต๊ะทำงาน ว่างเปล่าไปทั้งล็อก
ราวกับมีโจรขึ้นบ้าน ผนังด้านหนึ่งโล่งเตียนไปหมด
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
บ้านของพัคยงฮากมีโจรขึ้นเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้
และต่อให้มีโจรจริง คงไม่มีโจรที่ไหนขโมยแต่หนังสือแน่ๆ
ความสงสัยผุดขึ้นมาได้เพียงครู่เดียว
“......!”
เรื่องที่คุยกับหลานชายในวงข้าวเมื่อวานก็แวบเข้ามาในหัว
‘ถ้าอ่านตู้ห้องรับแขกหมดแล้ว ก็ไปเอาหนังสือในห้องทำงานปู่มาอ่านซะ น่าจะอ่านได้สัก 1 ปีโดยไม่มีปัญหา’
‘ถ้างั้นเจ้าเด็กตัวกระเปี๊ยกนั่น.......’
ขนหนังสือไปหมดนั่นจริงๆ เรอะ?
พัคยงฮากทำหน้าเหลือเชื่อ
“ฮะ!”
แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
***
เวลาเดียวกัน
ขยุกขยิก
ผมกำลังนั่งปั่นนิยายอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
‘ถ้ามีเครื่องพิมพ์ดีดสักเครื่องก็คงดี’
หลังจากเขียนจนมือหงิก ผมก็หันไปมองที่วางหนังสือเพื่อพักสมอง
เขียนนิยาย อ่านหนังสือ ออกไปสูดอากาศชมงานศิลปะ
‘นี่มันสวรรค์ชั้นฟ้าชัดๆ!’
ว่าแต่ซงซูฮีจะเป็นยังไงบ้างนะ
คงไม่โดนประธานพัคสวดยับหรอกใช่ไหม?
‘อืม’
ความคลั่งไคล้ศิลปะของพัคยงฮากเป็นที่เลื่องลือ
ได้ยินว่าบางครั้งถึงกับเหมาผลงานยุคแรกๆ ของศิลปินดาวรุ่งมาจนเกลี้ยง
ภาพของอียุนกีน่าจะดึงดูดความสนใจเขาได้บ้างแหละ
‘ใช่ อย่างน้อยก็คงไม่ถึงกับเลวร้ายที่สุดหรอก’
กำลังจะหันกลับมาสนใจหนังสือต่อ
แต่ก็ทำไม่ได้!
ภาพวาดที่เห็นเมื่อตอนกลางวันลอยวนเวียนอยู่ตรงหน้า
<ชั้นปีที่ 1 ยูซอนโฮ, ‘นาซอน’>
บ้าจริง จะกดมือถือค้นหาข้อมูลก็ไม่ได้!
ได้แต่เลียริมฝีปากด้วยความเสียดาย
‘เป็นงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆ นะนั่น’
ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่และหาเงินได้... สิ่งแรกที่จะทำคือซื้อภาพนั้น
‘ไม่ได้สิ’
ป่านนั้นงานชิ้นนั้นจะยังเหลืออยู่ได้ยังไง
คนอื่นก็มีตาเหมือนกัน
ต้องมีคนมองออกแล้วซื้อตัดหน้าไปแน่ๆ!
พอคิดได้แบบนั้น
“อื้ออ”
เสียงครางฮือก็หลุดออกมาจากปาก
ต่อให้เป็นรุ่นที่ 3 ของฮยอนกัง แต่จะให้ไปขัดรองเท้าพ่อแม่แล้วงอแงว่า ‘ซื้อรูปให้หน่อยครับ’ ก็คงทำไม่ได้
ครั้นจะเก็บค่าขนมซื้อ ก็คงต้องเก็บกันจนแก่ตาย
‘ไม่มีทางหาเงินทางไหนเลยเหรอ?’
เป็นคำถามที่ไม่สมกับเด็ก 11 ขวบ (?) เอาเสียเลย
ตามปกติคงต้องมืดแปดด้าน แต่สำหรับผมที่มีไส้ในวัย 35 ปี กลับนึกวิธีที่เข้าท่าออกได้อย่างรวดเร็ว
‘ชินชุนมุนเย’ (การประกวดวรรณกรรมหน้าใหม่รับฤดูใบไม้ผลิ)
ใช่แล้ว ชาติก่อนก็ได้เงินรางวัลมาไม่น้อย ประทังชีวิตไปได้หลายเดือนเลยนี่นา!
ไหนดูซิ
‘ตอนนี้กลางเดือนพฤศจิกา... ยังพอมีเวลานี่นา?’
ปกติการประกวดชินชุนมุนเยจะปิดรับต้นฉบับต้นเดือนธันวาคม
ยุค 80 เป็นยุคทองของวรรณกรรมเกาหลี เงินรางวัลคงไม่ไก่กาแน่นอน
‘เฮ้ย นี่มันเข้าท่ากว่าที่คิดนะเนี่ย?’
ถึงจะไม่ได้การันตีว่าเขียนแล้วจะชนะก็เถอะ
แต่ถึงยังไง!
ผมเป็นถึงนักเขียนดาวรุ่งที่กวาดรางวัลนักเขียนรุ่นใหม่, รางวัลวรรณกรรมดงอิน, รางวัลวรรณกรรมอีฮโยซอก มาแล้วนะ
แค่ชินชุนมุนเย ต้องได้สักรางวัลแหละน่า
อืม
ถ้าไม่มั่นใจ ก็เขียนมันหลายๆ เรื่อง แล้วหว่านส่งไปหลายๆ สำนักพิมพ์เลยดีไหม
ใช่ ถ้าได้เงินมาซื้อเครื่องพิมพ์ดีดก่อนเลย!
แล้วก็ต้องเอารูป ‘นาซอน’ ของยูซอนโฮมาแขวนไว้ในห้องให้ได้
พอมีเป้าหมาย
‘เขียนเลยละกัน’
ผมก็กำดินสอยาวเฟื้อยด้วยมือป้อมๆ ของตัวเองแน่น
***
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงที่ผ่านมา ผมทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ผลงานอย่างบ้าคลั่ง
ปั่นเรื่องสั้นออกมาในพริบตา เผื่อเหนียวก็เลยเขียนบทวิจารณ์วรรณกรรมเตรียมไว้ด้วย
‘ฉันต้องคว้าเงินรางวัลมาให้ได้!’
ด้วยปณิธานอันแรงกล้า ผมโต้รุ่งจนตาโหล
ผลลัพธ์คือ ผมส่งงานไปยังหนังสือพิมพ์รายวันถึง 4 แห่ง ไม่เกี่ยงว่าจะฝ่ายอนุรักษนิยม หัวก้าวหน้า หรือสายกลาง
เรื่องสั้น 2 ที่, บทกวี 1 ที่, และปิดท้ายด้วยบทวิจารณ์
ไม่ยักรู้มาก่อนว่าผมก็เป็นคนโลภมากเหมือนกันแฮะ
‘แล้วไงใครแคร์!’
ชีวิตก่อนลำบากจนตาย ชาตินี้ขอรับรางวัลชดเชยหน่อยเถอะ
ผิดตรงไหน?
‘ถึงผิดก็ช่วยไม่ได้ ฉันจะใช้ชีวิตตามใจฉันนี่แหละ’
ในระหว่างที่มุ่งมั่นกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผมก็คอยหูผึ่งฟังเรื่องของซงซูฮีอยู่ตลอด
เลยได้ยินข่าวดีๆ มาบ้าง
เธอไปทำงานที่อินซาดงทุกวันตามคำสั่งประธานพัค
และไม่ลืมที่จะหิ้วของเก่าชั้นเลิศกลับมาทุกครั้ง
แต่ที่น่าตกใจคือ!
เธอหิ้วภาพวาดตะวันตกที่ไม่ได้สั่ง ติดไม้ติดมือกลับมาวันละชิ้นด้วย
ไม่ใช่โปรโมชั่น 1 แถม 1 สักหน่อย
ทำให้เธอต้องเหนื่อยเป็นสองเท่า
ได้ยินว่าช่วงเช้าไปอินซาดง ช่วงบ่ายตระเวนไปตามมหาวิทยาลัยทั่วโซล
นี่มันเรียกว่ามุ่งมั่น หรือดื้อรั้นกันแน่นะ
‘ยังไงก็สุดยอดจริงๆ ผู้หญิงคนนี้’
และเมื่อผลงานที่ซงซูฮีขนมาเริ่มกองสูงขึ้น วันประกาศผลชินชุนมุนเยก็ใกล้เข้ามาทุกที
***
ผู้ชนะรางวัลชินชุนมุนเยจะประกาศในวันขึ้นปีใหม่
แต่นั่นมันบนหน้าหนังสือพิมพ์
ในความเป็นจริง ต้องมีการสัมภาษณ์ผู้ชนะ และเตรียมตัวร่วมพิธีมอบรางวัล ดังนั้นจึงต้องมีการติดต่อส่วนตัวมาอย่างน้อยก่อนวันคริสต์มาส
‘ป่านนี้น่าจะติดต่อมาได้แล้วนะ’
ถ้ามีมือถือก็คงให้เบอร์ส่วนตัวไปแล้ว แต่นี่มันยุคที่แม้แต่เพจเจอร์ก็ยังไม่มี เลยจำใจต้องใส่เบอร์บ้านลงไป
ผมเลยต้องมาเดินกระวนกระวายอยู่ใกล้โทรศัพท์ทุกวัน
จะให้รับโทรศัพท์เองตามใจชอบก็ไม่ได้
ถ้ามีสายเข้า คนรับใช้จะรับเรื่องก่อน แล้วค่อยต่อสายให้คนในครอบครัว
‘จะรับโทรศัพท์สักกริ๊งยังทำตามใจไม่ได้’
เป็นลูกเศรษฐีนี่ก็ลำบากเหมือนกันแฮะ!
ผ่านไปกี่วันแล้วนะ
วันหนึ่ง ขณะที่ผมลากโซฟามานอนอ่านหนังสือเฝ้าโทรศัพท์
ดูนาฬิกาล่าสุดน่าจะประมาณบ่าย 2 โมง
กริ๊งงงงง
เสียงโทรศัพท์ดังสนั่น
ระหว่างที่คนรับใช้รีบวิ่งมารับสาย
“.......”
ผมวางหนังสือลง จ้องเขม็งไปที่หูโทรศัพท์
ไม่ใช่สินะ
เห็นสีหน้าที่แข็งทื่อของคนรับใช้ ผมก็เบะปากเซ็ง
ทศวรรษ 1980
ยุคทองของวรรณกรรมเกาหลี ที่นักเขียนพรสวรรค์ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด
‘ตะ... ต่อให้เป็นยุคทอง แต่ถึงขั้นไม่ผ่านการคัดเลือกเลยเหรอ?’
ถึงงานผมอาจจะไม่แมส แต่เรื่องศิลปะหรือสุนทรียศาสตร์ ผมมั่นใจว่ามีดีพอตัวนะ!
‘หรือว่า.......’
เพราะลายมือไก่เขี่ยของเด็ก ป.4 กรรมการเลยปัดตก?
ต้องใช่แน่ๆ!
‘เป็นนักเขียนมาตั้งกี่ปี ตกรอบแรกชินชุนมุนเยเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้!’
เฮ้อ
ในขณะที่ความคิดฟุ้งซ่านตีกันยุ่งเหยิงในหัว
“ถ้าจะตรวจสอบข้อมูล กรุณาติดต่อที่สำนักงานใหญ่สิครับ ถึงจะเป็นนักธุรกิจก็มีพื้นที่ส่วนตัวนะครับ โทรมาที่บ้านสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้.......”
เพราะบรรยากาศเริ่มมาคุหรือเปล่า
คนรับใช้แอบชำเลืองมองผม
คงเพราะอยู่ต่อหน้าคุณหนู จะใช้คำหยาบคายก็คงไม่ได้
“ไม่ใช่การขอสัมภาษณ์เหรอครับ? จะให้ผมเชื่อคำพูดนั้นได้ยังไง?”
เดี๋ยวนะ บทสนทนามันทะแม่งๆ?
“คุณลุงครับ”
คนรับใช้กลัวเสียงจะลอดเข้าไป เลยเอามือป้องกระบอกพูดแล้วหันมาหาผม
“ครับ คุณหนู”
“สายเมื่อกี้.......”
“......?”
“โทรมาจากหนังสือพิมพ์หรือเปล่าครับ?”
“ชะ ใช่ครับ”
“นั่น... ไม่ได้โทรมาหาผมเหรอครับ?”
“หาคุณหนู?”
“ช่วยเช็กให้ทีครับ เร็วเข้า”
คนรับใช้ทำหน้างงๆ แต่ก็ยอมถามปลายสายให้
แล้วเขาก็หันกลับมาด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด
“คุณหนูครับ หรือว่า... คุณหนูส่งผลงานประกวดชินชุนมุนเยเหรอครับ?”
ทันทีที่สิ้นเสียงคนรับใช้
“เย้ !”
ผมก็ตะโกนร้องลั่นบ้าน