- หน้าแรก
- บริหารช่างมัน ผมแค่อยากใช้เงิน
- บทที่ 3 ปฏิบัติการตามล่าหาเพชรในตม
บทที่ 3 ปฏิบัติการตามล่าหาเพชรในตม
บทที่ 3 ปฏิบัติการตามล่าหาเพชรในตม
บทที่ 3 ปฏิบัติการตามล่าหาเพชรในตม
ซงซูฮีไม่ได้ตอบอะไร เธอกลับมองมาที่ผมเงียบๆ
เธอคงนึกถึงกองหนังสือที่วางพะเนินอยู่ในห้องผมเมื่อคืนละมั้ง
แทนที่จะปิดบังความในใจ เธอเลือกที่จะสรุปสถานการณ์ง่ายๆ ให้ผมฟังในแบบที่เด็กพอจะเข้าใจได้
‘สรุปคือ เพราะท่านประธานพัค พวกพ่อค้าเลยดาหน้าเอาของมาเสนอเหมือนเป็นการล็อบบี้สินะ?’
ผมมองหน้าซงซูฮีแล้วพูดขึ้น
“ถ้าแค่ซื้อๆ ไปคุณแม่ไม่ชอบเหรอครับ? ยังไงก็ได้ของราคาถูกมา น่าจะได้รับคำชมนะครับ”
ซงซูฮีส่ายหน้าไปมา
“จีฮุน ฟังแม่นะลูก”
“......?”
“ต่อให้ได้ของดีแค่ไหนมา หรือต่อให้ผลลัพธ์คือคุณปู่จะเอ่ยปากชม แต่ถ้ากระบวนการมันผิดพลาด มันก็ใช้ไม่ได้จ้ะ”
“แต่คุณปู่ไม่รู้กระบวนการสักหน่อยนี่ครับ”
“ถึงอย่างนั้น กระบวนการก็สำคัญอยู่ดี”
ช่างเป็นคำพูดที่อุดมคติเหลือเกิน
ถ้าจะสอนลูกสอนหลาน พูดแบบนี้ก็ถูกแล้ว
แต่คำพูดนั้นจะใช้ได้ผลกับลูกชายที่มีเนื้อในเป็นชายวัย 35 ผู้เจนจัดต่อโลกหรือเปล่านะ?
“แต่นักธุรกิจเขาเชื่อแค่ตัวเลขไม่ใช่เหรอครับ ตัวเลขคือผลผลิตของผลลัพธ์ ต่อให้กระบวนการดีแค่ไหน ถ้าผลลัพธ์ออกมาแย่... คุณปู่จะไม่โกรธเหรอครับ?”
“แม่ยอมเลือกวิธีที่ทุจริตเพียงเพราะกลัวโดนโกรธไม่ได้หรอกนะ”
“โดนดุก็ไม่เป็นไรเหรอครับ?”
“จ้ะ”
“เพราะแม่เข้มแข็ง?”
“...หือ?”
“เพราะแม่เป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดในโลก ก็เลยไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”
คงเพราะจำคำพูดเมื่อวานได้แม่นยำ
ยิ้ม
รอยยิ้มเล็กๆ จึงผุดขึ้นที่มุมปากของซงซูฮี
“ใช่จ้ะ แม่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นแม่ยิ่งประนีประนอมไม่ได้ กระบวนการต้องถูกต้อง แม่ถึงจะเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งให้จีฮุนได้ จริงไหม?”
ในวันข้างหน้า ฮยอนกังจะเติบโตเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก
การที่ฮยอนกังสยายปีกออกไปสู่สากลได้ แน่นอนว่าต้องมีส่วนช่วยของซงซูฮีรวมอยู่ด้วยแน่
“แม่ครับ งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ?”
“......?”
“บอกคุณปู่ไปตามตรงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ บอกไปว่าในฐานะสะใภ้ฮยอนกัง แม่ไม่สามารถทำการซื้อขายแบบปกติได้”
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้ากลับไปมือเปล่า มันก็คงเป็นปัญหาในตัวของมันเอง
“แต่แทนที่จะซื้อของเก่า เราซื้อภาพวาดร่วมสมัย กลับไปสักชิ้นสิครับ แม่เองก็จบเอกจิตรกรรมตะวันตกมานี่นา”
ข้อเสนอจากเด็ก 11 ขวบ
จะฟังหูไว้หูก็ย่อมได้
“.......”
แต่ซงซูฮีกลับเท้าคางครุ่นคิดอย่างจริงจัง
แน่นอนว่าเธอคงให้คำตอบทันทีไม่ได้
มันน่าหนักใจอยู่นะ
การหิ้วภาพวาดสมัยใหม่กลับไป... สุดท้ายก็เท่ากับขัดคำสั่งท่านประธานอยู่ดี
‘แต่ยังไงจิตรกรรมตะวันตกก็ต้องดึงดูดใจเธอแน่’
เพราะมันคือสาขาที่ซงซูฮีถนัดที่สุด!
จะยอมทำตามคำสั่งท่านประธานอย่างปลอดภัย หรือจะเลือกเสี่ยงเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของตัวเอง
เธอคงตัดสินใจได้แล้ว
ซงซูฮีหันไปทางเลขาที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ช่วยติดต่อ ‘โคเรียออกชั่น’ ให้หน่อยค่ะ เช็กดูว่ามีผลงานอะไรออกมาบ้าง”
ในจังหวะที่เลขากำลังจะก้มหัวรับคำสั่ง
“แม่ครับ”
ผมก็โพล่งแทรกขึ้นมา
“แทนที่จะไปงานประมูล ไปดูที่มหาวิทยาลัยไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
“มหาวิทยาลัย?”
“งานของศิลปินดังๆ แพงจะตายไป แถมไม่ค่อยให้ความรู้สึกว่าเราไปขุดเจอเพชรในตมด้วย ถ้าอย่างนั้นไปหาดูงานของพวกนักศึกษาเลยไม่ดีกว่าเหรอครับ”
“.......”
“ถือโอกาสไปเดินดูคณะวิจิตรศิลป์ ม.โซล ด้วยไงครับ”
งานประมูล... วิจิตรศิลป์ ม.โซล... เพชรในตม.......
เธบทวนคำพูดของผม ก่อนจะกระชับกระเป๋าถือในมือแน่นราวกับเตรียมใจมาดีแล้ว
***
30 นาทีต่อมา ณ หอศิลป์นิทรรศการถาวร คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยโซล
ซงซูฮีสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า พลางยืนจ้องมองภาพวาดของรุ่นน้องอย่างเงียบเชียบ
ในวินาทีนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่กันนะ
ศิลปะที่เธอรักหมดหัวใจ
หากไม่ใช่เพราะสัญญาของสองตระกูล เธอคงเลือกความฝันของตัวเองแทนที่จะมาเป็นสะใภ้ฮยอนกังอย่างแน่นอน
ซงซูฮีคนนั้น กำลังยืนอยู่หน้าภาพวาดของรุ่นน้อง
ในมือที่เคยจับพู่กันเมื่อ 15 ปีก่อน
“.......”
บัดนี้กลับมีมือน้อยๆ ของลูกชายวัยสิบเอ็ดขวบกุมเอาไว้
แม้จะมีความเสียดายในเส้นทางที่ไม่ได้เลือกเดิน
หมับ
แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีความเสียใจเลยสักนิด กับความจริงที่ว่าเธอได้กลายเป็นแม่ของลูกสองคน
“จีฮุน เบื่อไหมลูก?”
“ไม่ครับ ดูรูปสนุกดี”
“ภาพนามธรรม อาจจะดูยากไปหน่อยนะ”
“แค่ดูสีผมก็ตื่นเต้นแล้วครับ”
“ไม่ได้พูดเอาใจแม่ใช่ไหม?”
“เปล่าครับ สนุกจริงๆ”
ชาติก่อนผมชอบศิลปะพอตัว
งานนิทรรศการศิลปินระดับโลกไม่ต้องพูดถึง แม้แต่งานแสดงเดี่ยวของจิตรกรในประเทศ ผมก็ไปมานับครั้งไม่ถ้วน
ถามว่านักเขียนทำไมต้องไปตามดูงานศิลปะ?
เหตุผลง่ายนิดเดียว
ในแง่ของการจัดการกับจินตภาพ ภาพวาดกับบทกวีมีจุดที่คล้ายคลึงกันมาก
พูดอีกอย่างคือ การดูภาพวาดดีๆ ก็เหมือนกับการได้อ่านบทกวีชั้นเลิศนั่นแหละ
‘เอาเถอะ’
ผมเองก็เพลิดเพลินกับการชมงานศิลปะในแบบของผม
เราเดินวนดูภาพวาดกว่าร้อยภาพจนครบ ใช้เวลาไปร่วมชั่วโมง
ในจำนวนนั้น มีภาพที่สั่นคลอนหัวใจผมได้อยู่ประมาณสองภาพ
ในขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับไปดูผลงานชิ้นนั้นอีกครั้ง
‘ว่าแล้วเชียว’
ซงซูฮีเองก็กำลังจดจ้องภาพเดียวกับที่ผมเล็งไว้ไม่มีผิด
ผมมองไปที่ป้ายชื่อที่ติดอยู่ใต้ผลงาน
<ชั้นปีที่ 4 อี ยุน กี, ‘กูวอน’ (การไถ่บาป/ความรอด)>
‘อียุนกี?’
อย่าบอกนะว่าคือ ศาสตราจารย์อียุนกี แห่งวิจิตรศิลป์ ม.โซล คนนั้น
จิตรกรที่ทั่วโลกต่างจับตามอง
อียุนกี ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นพรสวรรค์สูงสุดต่อจาก แบคนัมจุน ?
ก็ไม่แน่ใจนัก
แต่ดูจากชื่อที่เหมือนกัน และการที่ภาพนี้ดึงดูดสายตาของผมและซงซูฮีได้พร้อมกัน
‘ต้องไม่ใช่ภาพดาดๆ แน่นอน’
ราวกับจะพิสูจน์ความคิดของผม
“.......”
ซงซูฮียืนนิ่งจ้องมองภาพนั้นอยู่นานสองนาน
เหมือนกับว่าจะไม่ยอมพลาดฝีแปรงไปแม้แต่รอยเดียว
ในระหว่างที่ซงซูฮีกำลังดำดิ่งสู่โลกแห่งศิลปะ ผมก็ค่อยๆ เลี่ยงออกมา
ยังมีอีกหนึ่งผลงานที่ขโมยหัวใจผมไป
<ชั้นปีที่ 1>
เป็นภาพของนักศึกษาปีหนึ่งเสียด้วย
<ยู ซอน โฮ, ‘นาซอน’ (เกลียว/ก้นหอย)>
ยูซอนโฮ
บอกตามตรงว่าเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเลย
แต่จะว่ายังไงดี
ความมีชีวิตชีวาจากการผสมสีที่กล้าหาญ
ความสมจริงที่ราวกับจะทะลุออกมานอกผืนผ้าใบ
รวมถึงความย้อนแย้งที่โอบอุ้มทั้งความหดหู่ดำมืดและความปิติยินดีอย่างรุนแรงเอาไว้พร้อมกัน
สไตล์การวาดที่เห็นครั้งเดียวก็ไม่มีวันลืม
‘เหมือนเคยเห็นงานคล้ายๆ แบบนี้ที่ไหนนะ’
ที่ไหนกัน?
ดูจากความทรงจำที่ไม่ชัดเจน คงไม่ใช่งานนิทรรศการเดี่ยว
น่าจะเป็นงานแสดงกลุ่มที่ไหนสักแห่งที่ผมเดินผ่านตาไป
แต่ไม่ว่าจะยังไง
วินาทีนี้ผมหลงใหลในภาพนี้เข้าเต็มเปา
ใช่ มีแค่เรื่องนั้นที่แน่ชัด
งานระดับนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะซื้อได้นะ?
ในชาติก่อนคงได้แต่ฝัน
แต่ในชาตินี้... ผมน่าจะซื้อภาพที่ต้องการมาประดับห้องได้สักสองสามภาพไม่ใช่หรือไง
‘ไม่สิ’
ถ้าพยายามหน่อย นอกจากงานศิลปะแล้ว ผมอาจจะมีหอศิลป์เป็นของตัวเองเลยก็ได้
พอคิดได้แบบนั้น
ตึกตัก ตึกตัก
อกข้างซ้ายก็เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
ความตื่นเต้นที่แสนรื่นรมย์
ตอนนั้นเอง
“จีฮุน อยู่ไหนลูก?”
เสียงเรียกจากที่ไกลๆ ทำให้ผมรีบเดินกลับไปหาซงซูฮี
“ดูจบแล้วเหรอครับ?”
“จ้ะ เบื่อแย่เลยสิ?”
“ไม่เลยครับ ว่าแต่เลือกได้หรือยังครับ?”
เธอชี้ไปที่ภาพ ‘กูวอน’ ของอียุนกี แล้วพยักหน้าช้าๆ
***
ด้วยความช่วยเหลือของรุ่นน้องที่เป็นผู้ช่วยสอน เราจึงได้พบกับ อียุนกี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาจิตรกรรมตะวันตก
รูปร่างสูงโปร่ง เครื่องหน้าคมชัด
ใช่เลย เขาคือศาสตราจารย์อียุนกี แห่ง ม.โซล ที่ผมรู้จักแน่ๆ
อียุนกีน่าจะเป็นดาวรุ่งที่ถูกจับตามองตั้งแต่สมัยนี้แล้ว
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น
“.......”
สีหน้าของเขาตอนนี้ดูงุนงงไม่น้อย
ก็แหงล่ะ
สะใภ้ฮยอนกังบุกมาถึงที่แล้วบอกว่าจะขอซื้อรูปนี่นา
สำหรับอียุนกีที่ยังเป็นแค่นักศึกษา ก็ต้องทำตัวไม่ถูกเป็นธรรมดา
ยังดีที่พอจะวางใจได้บ้าง ตรงที่ซงซูฮีเป็นรุ่นพี่สายตรงจากคณะเดียวกัน
“เคยขายผลงานมาก่อนไหมคะ?”
“อะ ไม่เคยครับ”
อียุนกีตอบคำถามซงซูฮีด้วยเสียงสั่นเครือ
“มีราคาที่ตั้งใจไว้เป็นพิเศษไหมคะ?”
“ไม่มีครับ ไม่เคย... คิดเรื่องนั้นเลยครับ”
“ถ้าเป็นค่าเทอมสักหนึ่งเทอม จะว่ายังไงคะ?”
“ครับ?”
ดวงตาของอียุนกีเบิกกว้างราวกับเป็นตัวเลขที่นึกไม่ถึง
ดูจากสีหน้า ต่อให้ได้แค่ครึ่งเดียวเขาก็คงยอมขายทันที
เห็นได้ชัดว่าสามารถกดราคาให้ต่ำกว่านี้ได้
“.......”
แต่บนใบหน้าของซงซูฮีกลับไม่มีแววเสียดายเงินแม้แต่น้อย
ก็นะ
เป็นถึงสะใภ้แชโบล จะมีเหตุผลอะไรให้ต้องมาเอาเปรียบรุ่นน้องตาดำๆ เล่า
เลขากระยื่นซองเงินสดให้ทันที
“ขอบคุณครับ”
อียุนกีก้มหัวให้ซงซูฮี
ศิลปินหนุ่มมักเป็นเช่นนี้เสมอ ดูเหมือนว่าอียุนกีในสมัยนี้เองก็คงกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต
“ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ครับ”
คำขอบคุณที่ฟังดูน่าเวทนานั้น ทำให้ซงซูฮีหยุดฝีเท้าลง
“คุณอียุนกีคะ”
“ครับ?”
“คุณสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยม และฉันก็แค่จ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ มันเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนตามความจำเป็น ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกำลังมอบความเมตตาให้หรอกนะคะ”
แทนที่จะขอบคุณ อยากให้มีความภาคภูมิใจมากกว่า
เธอคงหมายความว่าอย่างนั้น
“ขะ... ขอบคุณครับ”
แต่อียุนกีก็ทำได้เพียงก้มหัวขอบคุณอยู่อย่างนั้น
***
อาจเพราะเป็นเวลาเลิกงาน
การจราจรบนท้องถนนจึงติดขัด
ปกติถ้ารถวิ่งๆ หยุดๆ แบบนี้ต้องเมารถแน่
“.......”
แต่สมกับที่เป็นรถรุ่นเรือธงของ ‘ชูลซ์’ ยนตรกรรมชื่อดังจากเยอรมัน นั่งสบายหายห่วงจริงๆ
‘ของเขาดีจริงแฮะ’
ในยุคที่ผมจากมา รถ S-Class มีให้เห็นเกลื่อนถนน
แต่นี่คือทศวรรษ 1980
ยุคที่รถชูลซ์หนึ่งคันแลกอพาร์ตเมนต์ได้ทั้งหลัง
เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ
สายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมาจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
‘ยังดีที่ติดฟิล์มไว้’
ไม่ใช่แค่ความเงียบจากความเป็นรถหรู แต่บรรยากาศภายในรถกลับเงียบเชียบเกินความจำเป็น
ผมแอบชำเลืองมองซงซูฮี
สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะได้ผลงานที่ถูกใจมาแล้ว
‘แต่สุดท้ายก็เท่ากับขัดคำสั่งท่านประธานอยู่ดี’
ความกังวลที่กดทับไว้คงเริ่มจะโงหัวขึ้นมาตอนนี้
แววตาที่ดูเกร็งกว่าปกติ
ภาพที่เธอพยายามยกมุมปากยิ้มเพื่อไม่ให้ลูกชายตัวน้อยจับความรู้สึกได้... ยิ่งทำให้เธอดูน่าสงสารจับใจ
ถ้าเธอเป็นแม่แท้ๆ ของผม
ผมจะมีปฏิกิริยายังไงในเวลานี้กันนะ
ไม่รู้สิ
การจินตนาการถึงตัวตนของ ‘แม่’ เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับผม
ช่วยไม่ได้ เวลานี้ก็ต้องทำตามสัญชาตญาณไปก่อน
“แม่ครับ วันนี้ที่โรงเรียนถามเรื่องความฝันด้วย”
“ความฝันเหรอ?”
ซงซูฮีตอบสนองช้าไปจังหวะหนึ่ง
แต่ไม่นานเธอก็หันมาสบตาผมแล้วถามกลับ
“แล้วลูกตอบไปว่ายังไง?”
“ตอบไม่ได้ครับ”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็มันนึกคำตอบไม่ออกนี่ครับ”
ซงซูฮีไม่ได้ตอบกลับในทันที
ดูเหมือนเธอกำลังเลือกสรรคำพูดอย่างระมัดระวัง
“แล้วแม่มีความฝันไหมครับ?”
“อืมแม่เคยอยากเป็นจิตรกรเหมือนพี่นักศึกษาที่เจอเมื่อกี้ไง”
“ครับ”
“นั่นแหละ แม่เคยอยากวาดรูปเหมือนพี่เขา”
คงเพราะดีใจที่ได้คุยกับลูกชาย
ใบหน้าที่แข็งเกร็งของเธอจึงดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ผมเลยถือโอกาสถามต่อ
“ถ้าเมื่อก่อนฝันอยากเป็นจิตรกร... แล้วช่วงนี้แม่ฝันว่าอะไรครับ?”
“ช่วงนี้?”
“ครับ ตอนนี้น่ะครับ”
“ก็ต้อง... อยากให้ยูกอนกับจีฮุนเติบโตอย่างแข็งแรงสิ”
“โธ่ ไม่เอาแบบนั้นสิครับ”
“......?”
“เอาแบบตัดคำว่าแม่ของใครออกไป แล้วเอาความฝันจริงๆ เหมือนตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยน่ะครับ”
ความฝันของมนุษย์ซงซูฮี ไม่ใช่สะใภ้แห่งฮยอนกัง
ราวกับคนที่เพิ่งเปิดสมุดบันทึกเก่าคร่ำครึออกมาดู
“.......”
สำหรับเธอแล้ว คำว่าความฝันคงดูห่างไกลเหลือเกิน
เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ
ริมฝีปากที่เม้มแน่นของเธอจึงไม่ขยับเอื้อนเอ่ยสิ่งใดอยู่นาน