- หน้าแรก
- ทำไงดี แฟนเก่าที่เป็นนักสืบดันย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ
- บทที่ 15 ความโกรธ
บทที่ 15 ความโกรธ
บทที่ 15 ความโกรธ
บทที่ 15 ความโกรธ
"โอ๋ๆ ความผิดเค้าเอง ความผิดเค้าเองทั้งหมดเลย" เด็กหนุ่มกุมมือแฟนสาวเอาไว้ "ยังเจ็บอยู่ไหม?"
"จะไม่ให้เจ็บได้ยังไงเล่า!"
"เดี๋ยวเค้าเป่าให้แล้วกันนะ... เพี้ยง... เพี้ยง..." เด็กหนุ่มก้มหน้าลงเป่าลมเบาๆ ที่มือของเธอสองที "ดีขึ้นบ้างไหม?"
"ยังเลย เป่าอีก!"
"ได้เลย เดี๋ยวเป่าให้อีกนะ..."
ทั้งสองคนหยอกล้อเอาใจใส่กันราวกับโลกนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน
ช่างเป็นภาพที่ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับคู่ของ ฉีเหยียน และ หลี่อัน
พวกเขาไม่ได้มีความตั้งใจจะแอบมองความรักของใคร แต่จำต้องรับรู้เหตุการณ์ตรงหน้าอย่างจำยอม ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
ฉีเหยียนเผลอปรายตามองมือที่ยังคงบวมแดงของหลี่อัน แววตาของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
ในขณะเดียวกัน นิ้วเรียวที่ทิ้งตัวอยู่ข้างต้นขาของเขาก็ค่อยๆ งอเข้าหากัน กำขากางเกงแน่นก่อนจะคลายออกอย่างช้าๆ
หลี่อันกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ของตัวเองจึงไม่ได้สังเกตเห็นอาการนั้น
กระทั่งเสียงเปิดประตูห้องตรวจดังขึ้น ดึงสติเธอกลับสู่ความเป็นจริง
"เชิญเข้ามาได้เลยค่ะ" พยาบาลโผล่หน้าออกมาจากห้องฉีดวัคซีน
หลี่อันลุกขึ้นยืน "ค่ะ"
"ฉันเข้าไปก่อนนะ" เธอหันไปบอกฉีเหยียน
"อืม" ฉีเหยียนตอบรับด้วยท่าทีเมินเฉย
หลี่อันเดินเข้าไปในห้องฉีดวัคซีนแล้วปิดประตูตามหลัง
"เป็นยังไงบ้างคะ? มีอาการไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
"ไม่มีค่ะ"
"ดีแล้วค่ะ นั่งลงเลย เดี๋ยวรอดิฉันเตรียมอุปกรณ์สักครู่นะคะ"
เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น หลี่อันก็อดรู้สึกเขินอายขึ้นมาไม่ได้ "ค่ะ"
"ไม่ต้องอายนะคะ เรื่องปกติมาก" พยาบาลสังเกตเห็นท่าทีของเธออย่างชัดเจน
หลี่อันยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย
ทันทีหลังจากนั้น พยาบาลก็เดินถือเข็มฉีดยาเข้ามาอ้อมไปด้านหลังเธอ แล้วรั้งขอบกางเกงของเธอลงเล็กน้อย
ขณะที่ปลายเข็มเคลื่อนเข้าใกล้ผิวหนัง หลี่อันเหมือนจะสัมผัสได้ ร่างกายจึงเผลอสะดุ้งเกร็งโดยไม่รู้ตัว
"ไม่ต้องเกร็งนะคะ" พยาบาลเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
"ค่ะ" หลี่อันรู้สึกอับอายขายหน้าอีกครั้ง
เมื่อเข็มแทงผ่านผิวหนังลงไป มันไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่จินตนาการไว้ หากเทียบกับความเจ็บปวดจากการฉีดอิมมูโนโกลบูลินเมื่อครู่ ความเจ็บระดับนี้ถือว่าเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว
"เรียบร้อยค่ะ"
"ขอบคุณค่ะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ กลับได้เลยนะคะ อย่าลืมว่ามะรืนนี้ต้องมาฉีดเข็มที่สองด้วย"
"ค่ะ"
หลี่อันรับคำก่อนจะเปิดประตูเดินออกมา ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอก็สบเข้ากับสายตาของฉีเหยียนที่ยืนรออยู่ด้านนอกพอดี
"เสร็จแล้ว?" เขาถาม
"อื้อ"
เขากวาดตามองเธอรอบหนึ่ง หลี่อันเผลอยกมือขึ้นปิดบั้นท้ายตัวเองโดยสัญชาตญาณ มองเขาอย่างระแวดระวัง "มองอะไร?"
"เปล่า" ฉีเหยียนละสายตาไปทางอื่น ยกมือขึ้นถูจมูกแก้เก้อ "ไปกันเถอะ"
พูดจบเขาก็ออกเดินนำไปทันที
เมื่อพวกเขาเดินออกมาจากโรงพยาบาล ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว แสงไฟจากโคมไฟถนนและป้ายนีออนบนตึกสูงเริ่มส่องสว่าง แต่ความวุ่นวายจอแจรอบข้างกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย
หลี่อันยังคงชอบทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเป่ยเฉิง กระแสรถที่ไหลเวียนไม่ขาดสายประกอบกับเสียงจอแจของผู้คน สะท้อนภาพความเจริญรุ่งเรืองและการก้าวไปข้างหน้า
เธออดไม่ได้ที่จะมองดูมันให้นานขึ้นอีกหน่อย
จนกระทั่งฉีเหยียนเดินไปถึงลานจอดรถ เขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเธอไม่ได้เดินตามมา
"เหม่ออะไรอยู่? ไปสิ!"
"อ้อ... ไปแล้ว..."
เมื่อมองดูเธอที่ค่อยๆ เดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า แม้จะรู้ดีว่าเป็นเพราะขาของเธอยังเจ็บอยู่ แต่ความหงุดหงิดระลอกหนึ่งก็ยังพวยพุ่งขึ้นในใจของฉีเหยียน
ตลอดห้าปีที่ผ่านมานี้ วิญญาณเธอหลุดออกจากร่างไปแล้วหรือไง?
ทำไมทำอะไรก็ดูเหมือนคนขาดสติ ซื่อบื้อไปเสียทุกอย่าง!
หรือเป็นเพราะแบบนี้เธอถึงซมซานกลับมา?
ตอนนั้นทิ้งเขาไปอย่างเด็ดเดี่ยวแท้ๆ พอไปไม่รอดก็คิดจะกลับมา เธอเห็นเขาเป็นตัวอะไรกันแน่!
ดังนั้นเมื่อหลี่อันเดินมาถึงตัวเขา เธอจึงสังเกตเห็นว่าสายตาที่ฉีเหยียนมองเธอนั้นเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่เล็กน้อย
มันเต็มไปด้วยการจับจ้องพิจารณาและความเย็นชาที่มากขึ้น!
เขาโกรธเหรอ?
โกรธเพราะเธอเดินช้าอย่างนั้นหรือ?
อาจเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของเขา จิตใจของหลี่อันจึงห่อเหี่ยวลงอย่างไม่มีสาเหตุ
"ขอโทษนะ ฉัน..."
"ขึ้นรถ!" ฉีเหยียนพูดแทรกขึ้น
"อื้อ..."
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยค ฉีเหยียนก็กระชากประตูรถเปิดออกแล้วเข้าไปนั่งประจำที่ ไม่รู้ว่าเขาได้ยินคำตอบรับของเธอหรือเปล่า
หลี่อันยักไหล่พลางถอนหายใจเบาๆ
ครั้งนี้โดยไม่ต้องให้ฉีเหยียนเตือน เธอรู้หน้าที่เดินไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ
ฉีเหยียนไม่รอให้เธอขยับตัวเงอะๆ งะๆ คาดเข็มขัดนิรภัยด้วยความลำบาก เขาเอื้อมตัวข้ามมาจัดการคาดให้เธอจนเสร็จสรรพ
"ขอบคุณนะ..."
หลี่อันรู้ว่าเขาต้องได้ยินแน่ๆ แต่เขาก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบรับ หลังจากนั้นเขาก็ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรอีกเลย
บรรยากาศภายในรถเริ่มตึงเครียดและน่าอึดอัด ทำให้หลี่อันรู้สึกกระสับกระส่าย
นิ้วมือของเธอกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว แม้แต่จะหายใจแรงก็ยังไม่กล้า กลัวว่าจะเผลอทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีก
เธอหันศีรษะเล็กน้อย แอบชำเลืองมองฉีเหยียนทางหางตา
ใบหน้าของเขายังคงตึงเครียด โครงหน้าสันกรามดูคมชัดและแข็งกร้าวเป็นพิเศษ
พูดตามตรง เวลาที่เขาไม่ยิ้มและทำหน้าทะมึนทึงแบบนี้ มันน่ากลัวมากจริงๆ!
เหมือนกับพ่อของเธอไม่มีผิด
ตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่เธอทำผิด ไม่ต้องรอให้พ่อเอ่ยปากดุ แค่พ่อทำสีหน้าแบบนี้ เธอก็กลัวจนตัวสั่นแล้ว
เพียงแต่เธอไม่ได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของพ่อมาหลายปีแล้ว แม้แต่ภาพจำของพ่อในความทรงจำก็เริ่มเลือนราง
ความขมขื่นแล่นพล่านขึ้นมาในอก ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวและชื้นแฉะ เธอรีบหลุบตาลง พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะเอ่อล้นออกมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มีเพียงหางตาเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลือรอยแดงจางๆ
และในตอนนั้นเอง หลี่อันก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเส้นทางที่รถวิ่งอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ทางเดิมที่พวกเขาจากมา
สี่แยกเมื่อครู่ควรจะเลี้ยวซ้าย แต่ฉีเหยียนกลับขับตรงมา
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้ทาง มีเพียงเหตุผลเดียวคือเขาจงใจ
"เรากำลังจะไปไหนกันเหรอ? คุณมีธุระต้องไปทำหรือเปล่า?" หลี่อันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
"อืม" ฉีเหยียนตอบสั้นห้วน ไม่คิดจะอธิบายอะไรมากความ
"งั้นคุณจอดส่งฉันข้างหน้าก็ได้ เดี๋ยวฉันเรียกแท็กซี่กลับเอง"
"ไม่กินข้าวหรือไง? หรือกลัวฉันจะให้เธอเลี้ยง?"
"เปล่า..."
สรุปคือเขาจะพาไปกินข้าวนี่เอง!
แต่ทำไมถึงพูดดีๆ ไม่เป็นนะ! ต้องประชดประชันกันตลอดเลย!
ความโกรธเมื่อครู่ยังไม่หายไปอีกหรือไง?
แต่จะว่าไป ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถึงเวลามื้อเย็นพอดี
เดิมทีหลี่อันไม่ได้คิดจะกินข้าวกับเขาอีกมื้อ แต่ในเมื่อเขาพูดมาขนาดนี้ จะให้ปฏิเสธก็คงไม่ได้
ยังไงวันนี้ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้ว อยู่ต่ออีกหน่อยจะเป็นไรไป
อีกอย่าง วันนี้เขาช่วยเธอไว้ตั้งเยอะ เธอควรจะแสดงน้ำใจตอบแทนบ้างจริงๆ
"มื้อนี้ฉันควรเป็นคนเลี้ยงสิ ขอบคุณนะที่ขับรถพาฉันมาทำธุระวันนี้"
"เธอพูดคำนี้มากี่รอบแล้ว!" ฉีเหยียนพูดเสียงเย็น น้ำเสียงเจือความรำคาญอย่างปิดไม่มิด
ถ้าเขาจำไม่ผิด นี่เป็นครั้งที่สี่ของวันแล้วที่เธอพูดขอบคุณ
ตลอดสี่ปีที่คบกันมา คำขอบคุณทั้งหมดที่เธอเคยพูดรวมกัน ยังไม่เท่าที่พูดในวันนี้วันเดียวเลย
ตั้งแต่กลับมาเจอกัน คำที่เธอพูดกับเขาบ่อยที่สุดก็คือ 'ขอโทษ' กับ 'ขอบคุณ'
เธอไปหัดเป็นคนขี้เกรงใจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ถ้ามีการแจกรางวัลบุคคลมารยาทงามดีเด่น เขาคงต้องโหวตให้เธอสักหนึ่งเสียง
หลี่อันไม่รู้ว่าตัวเองไปกระตุกหนวดเสือเข้าตอนไหนอีก เธออ้าปากค้าง ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะเค้นเสียงออกมาได้คำหนึ่ง
"อ้อ..."