- หน้าแรก
- เส้นทางขุนนาง จากกระท่อมสู่ราชสำนัก
- บทที่ 34: ข้าจะคอยดูว่าปีหน้าเจ้าจะสอบผ่านระดับอำเภอได้หรือไม่
บทที่ 34: ข้าจะคอยดูว่าปีหน้าเจ้าจะสอบผ่านระดับอำเภอได้หรือไม่
บทที่ 34: ข้าจะคอยดูว่าปีหน้าเจ้าจะสอบผ่านระดับอำเภอได้หรือไม่
เกาซิวหย่วนถูกตบหน้าต่อหน้าธารกำนัล ย่อมโกรธจนทนไม่ไหว แค่นหัวเราะอย่างเย็นชา แล้วกล่าว "พวกเจ้าไม่ใช่ว่าอวดอ้างว่าตนเองมีความสามารถโดดเด่นหรอกรึ แล้วทำไมถึงต้องมาอ้างเรื่องอายุด้วย"
เฉินเยี่ยนกล่าว "คุณชายเจ็ดเกาสามารถไปป่าวประกาศได้ทุกที่ว่าท่านแต่งกลอนชนะเด็กแปดขวบ ข้าย่อมต้องยอมรับว่าแพ้ให้ท่านแน่นอน"
คนในศาลาถึงกับไม่กล้าหายใจแรง
เกาซิวหย่วนอายุสิบเอ็ดปีแล้ว ชนะเด็กน้อยแปดขวบยังจะไปป่าวประกาศอีกรึ นั่นช่างน่าหัวเราะเยาะจริงๆ
ใบหน้าของเกาซิวหย่วนยิ่งดูน่าเกลียดขึ้นไปอีกหลายส่วน
คราวก่อนเขาก็ได้ลิ้มรสฝีปากที่แหลมคมของเฉินเยี่ยนมาแล้ว วันนี้มาเจอกันอีกก็ยังคงเสียเปรียบ
ในใจเขาไม่ยอมรับ กล่าวอีกว่า "การสอบระดับอำเภอไม่สนใจอายุของเจ้าหรอก ข้าจะคอยดูว่าปีหน้าเจ้าจะสอบผ่านระดับอำเภอได้หรือไม่!"
พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ จากไปอย่างเกรี้ยวกราด
คนอื่นๆ รีบวิ่งตามไป ชั่วขณะหนึ่งในศาลาก็เหลือเพียงเฉินเยี่ยนและคนอื่นๆ สามคน
โจวจี้ไป๋กล่าวอย่างยินดี "พลังต่อสู้ของอาเยี่ยนช่างแข็งแกร่งจริงๆ"
เฉินเยี่ยนนำถั่วลิสงที่นำมาทั้งหมดออกมาวางบนโต๊ะหิน ถึงได้กล่าว "ในการโต้เถียง หากเริ่มแก้ต่างให้ตัวเองเมื่อไหร่ก็แพ้เมื่อนั้น ต้องใช้การรุกเป็นรับถึงจะอยู่ในจุดที่ไม่พ่ายแพ้"
โจวจี้ไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อยากจะใช้พู่กันหมึกจดลงไป ถึงได้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าออกมาชมธรรมชาติไม่ได้พกมาด้วย
ตั้งแต่โจวหรงพูดประโยคนั้นกับเขา เขาก็มีสมุดเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งไว้จดคำพูดของเฉินเยี่ยนโดยเฉพาะ พอมีเวลาก็จะนำมาศึกษา
ท่านอาจารย์หยางไม่สนใจคำพูดของคนทั้งสอง รับลมใบไม้ผลิ ชมทิวทัศน์ที่งดงาม ปอกถั่วลิสง ช่างสบายอารมณ์เสียจริง
หลังจากกลับไปแล้ว ท่านอาจารย์หยางก็เพิ่มบทกวีให้เฉินเยี่ยน
ถึงแม้การสอบขุนนางจะไม่สอบบทกวี แต่ต่อไปย่อมต้องมีการชุมนุมของบัณฑิต หากคนอื่นสามารถขับกลอนแต่งโคลงได้ มีเพียงเฉินเยี่ยนที่ทำไม่ได้ ก็จะยากอย่างยิ่งที่จะคบค้าสมาคมกับบัณฑิตได้
ท่านอาจารย์หยางก็ไม่ได้คาดหวังว่าเฉินเยี่ยนจะสามารถแต่งบทกวีที่มีชื่อเสียงออกมาได้ในทันที แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่ขี้ขลาด
ทุกครั้งที่เห็นบทความของเฉินเยี่ยนก้าวหน้า ท่านอาจารย์หยางก็จะแอบดีใจ แต่พอเห็นกลอนที่เฉินเยี่ยนเขียน คิ้วของท่านอาจารย์หยางก็สามารถขมวดจนเป็นปมได้
"เขียนออกมาตรงเกินไป กลอนต้องว่างเปล่า ต้องให้ผู้อ่านกลอนจินตนาการเอาเอง ถึงจะมีความงดงามทางศิลปะ"
เฉินเยี่ยน "..."
เขาเข้าใจ แต่เขียนไม่ดี
ในชาติก่อนก่อนที่เขาจะมาเป็นนักวาดการ์ตูน เขาเป็นนักเรียนสายวิทย์ เรียนแต่สูตร ใช้แต่สูตร
เรียงความแปดส่วนถึงแม้จะยาก แต่เขาสามารถจับเค้าโครงได้ สามารถนำสูตรมาปรับใช้ได้ แต่กลอนสำหรับเขาแล้วช่างเลื่อนลอยเกินไป
พอมองดูโจวจี้ไป๋อีกที กลอนที่เขียนออกมาลวกๆ ก็ยังดีกว่าที่เขาขีดเขียนออกมาอยู่ไม่น้อย เฉินเยี่ยนก็คิดว่าแท้จริงแล้วคนโบราณถึงจะมีความโรแมนติกเช่นนี้ได้
เขายังคงเป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริงมากเกินไป
วันเวลาที่ทุกข์ทรมานเช่นนี้ถูกทำลายลงโดยโจวหรงที่สอบตกกลับมา
โจวหรงคัดลอกบทความของตนเองมอบให้ท่านอาจารย์หยาง ท่านอาจารย์หยางอ่านแล้วกล่าว "ฝีมือการเขียนบทความถึงขั้นแล้ว เพียงแต่รู้เรื่องนโยบายที่ราชสำนักประกาศใช้น้อยเกินไป เจ้าไม่ควรจะขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นอีกต่อไป ควรจะออกไปเดินเล่นบ้างแล้ว"
โจวหรงพาสองหนุ่มไปเที่ยวเล่นในอำเภอหนึ่งรอบ ก็เก็บข้าวของออกจากบ้านไปเดินทางเพื่อศึกษาเล่าเรียน
พอโจวหรงไปแล้ว วันเวลาที่ทุกข์ทรมานของเฉินเยี่ยนก็ดำเนินต่อไปอีก
ท่านอาจารย์หยางมีความสามารถล้นฟ้าอย่างยิ่งสามารถทำให้เฉินเยี่ยนในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เขียนกลอนที่พอจะไปวัดไปวาได้
เพราะความก้าวหน้าของบทกวี บทความของเขาก็ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อก่อนบทความของเขามั่นคงมาก แต่กลับขาดอารมณ์ที่สะเทือนใจคน ตอนนี้สามารถสะเทือนใจคนได้ แม้แต่ท่านอาจารย์หยางก็ยังชมเชย "บทความของเจ้าก้าวหน้าไปมาก"
ในสายตาของท่านอาจารย์หยาง บทความเช่นนี้อย่าว่าแต่สอบระดับอำเภอเลย ต่อให้จะเข้าร่วมการสอบระดับเมือง, การสอบระดับมณฑลก็เพียงพอแล้ว
แต่คำพูดเช่นนี้เขาจะไม่พูดออกมาง่ายๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเฉินเยี่ยน
อ่านหนังสืออย่างขยันหมั่นเพียรมาหนึ่งปี ท่านอาจารย์หยางก็ให้เฉินเยี่ยนและโจวจี้ไป๋หยุดพักสิบวันในช่วงปีใหม่ ให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องพักผ่อนให้ดีๆ
พอกลับมาถึงบ้าน เฉินเยี่ยนยังคงตื่นนอนก่อนฟ้าสว่างเหมือนเดิม พลันนึกขึ้นได้ว่าเป็นช่วงปีใหม่ ก็เลยนอนอู้บนเตียงสักพักแล้วค่อยลุกขึ้น
เฉินเต๋อโซ่วและคุณนายหลิ่วกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมของต่างๆ ในช่วงปีใหม่ เฉินเยี่ยนที่จู่ๆ ก็ว่างลงกลับไม่คุ้นเคย พอกลับเข้าห้องถึงได้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่านอาจารย์หยางไม่ให้เขานำหนังสือกลับมา ที่บ้านมีเพียงพู่กันหมึกกระดาษ
เฉินเยี่ยนเตรียมจะวาด "คัมภีร์เมิ่งจื่อ"
ที่บ้านของท่านอาจารย์หยางมีหนังสือสะสมอยู่มากมาย บวกกับหนังสือที่โจวหรงมอบให้ เฉินเยี่ยนก็ไม่ได้ซื้อหนังสือเพิ่มอีกเลย ปกตินอกจากจะมอบของขวัญสามเทศกาลหกวาระและเงินค่าเล่าเรียนสองตำลึงให้ท่านอาจารย์หยางแล้ว ก็เพียงแค่ต้องซื้อพู่กันหมึกกระดาษ ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เงินสิบตำลึงที่เขาหามาได้จาก "คัมภีร์หลุนอวี่" ก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว
การเข้าสอบระดับอำเภอนอกจากจะต้องมีผู้เข้าสอบห้าคนค้ำประกันซึ่งกันและกันแล้ว ยังต้องหาหลิ่นเซิงมาค้ำประกันอีกคนหนึ่ง ต้องจ่ายเงินค้ำประกันสองตำลึง นี่ก็เป็นเงินก้อนใหญ่
โจวหรงไปเมืองหลวงหนึ่งรอบ ใช้เงินไปเกือบสามร้อยตำลึง นี่ช่างทำให้เฉินเยี่ยนตกใจอย่างยิ่ง
ต่อไปที่ที่ต้องใช้เงินมีมากเกินไป เฉินเยี่ยนก็เลยคิดจะฉวยโอกาสตอนที่ตนเองว่างหาเงินสักหน่อย
ดังนั้นช่วงปีใหม่นอกจากจะไปอวยพรปีใหม่ที่บ้านท่านอาจารย์หยางและบ้านตายายแล้ว เขาก็อยู่ในห้องวาดการ์ตูนตลอดเวลา ตอนแรกที่วาด "คัมภีร์หลุนอวี่" จบ เขาก็รู้สึกว่าตนเองมีความเข้าใจใน "คัมภีร์หลุนอวี่" มากขึ้นไม่น้อย ตอนนี้จะวาด "คัมภีร์เมิ่งจื่อ" อีก ก็ถือว่าเป็นการอ่าน "คัมภีร์เมิ่งจื่อ" เพิ่มอีกหลายรอบ
เดิมทีเขาคิดจะวาดสักสองบทก่อนเพื่อให้เมิ่งหย่งฉางแลกเงินมาบ้าง ที่เหลือรอหลังสอบระดับอำเภอแล้วค่อยๆ วาด ใครจะคิดว่าตอนวันขึ้นปีใหม่เมิ่งหย่งฉางจะมาอวยพรปีใหม่ที่บ้าน พอรู้ว่าเขากำลังวาดเมิ่งจื่อ ก็ไม่ยอมไปไหนเลย
"ตั้งแต่การ์ตูน 'คัมภีร์หลุนอวี่' ของเจ้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแล้ว ร้านหนังสืออื่นไม่รู้ว่าไปหาคนมาจากไหน วาดคัมภีร์สี่เล่มทั้งหมดเลย แถมยังขายดีไม่เลวเลย ข้าซื้อมาดูหมดแล้ว ฝีมือการวาดหยาบ เรื่องราวเรียบง่าย เทียบกับของเจ้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าเจ้าวาด 'คัมภีร์เมิ่งจื่อ' อีก รับรองว่าจะต้องกดคนอื่นลงไปได้ทั้งหมด!"
เมิ่งหย่งฉางพูดเช่นนี้อย่างมีความมั่นใจ ร้านหนังสือหลายแห่งเห็นการ์ตูน "คัมภีร์หลุนอวี่" ของพวกเขาขายดี ก็เลยออก "คัมภีร์หลุนอวี่" ฉบับการ์ตูนตามมาบ้าง ขายก็ถูกกว่าของร้านโม่จู๋เซวียนของพวกเขา ตอนแรกมีลูกค้าโลภของถูกซื้อไป เด็กๆ นำไปเปรียบเทียบกับของเพื่อนๆ ก็ไม่พอใจ ผู้ใหญ่ในบ้านทำได้เพียงซื้อของร้านโม่จู๋เซวียนมาอีกเล่มหนึ่ง
ร้านหนังสือเหล่านั้นต่อมาก็ไม่ได้ขาย "คัมภีร์หลุนอวี่" อีก แต่กลับขายสามเล่มที่ร้านโม่จู๋เซวยังไม่ได้ออก ก็ทำกำไรได้อย่างงดงาม
เมิ่งหย่งฉางเห็นแล้วก็ร้อนใจอย่างยิ่ง แต่เขาเองก็มีภาระการเรียนอยู่ "คัมภีร์หลุนอวี่" ขายดีอยู่แล้ว ยังมีของปลอมมากมายต้องจัดการยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ฉวยโอกาสมาอวยพรปีใหม่คิดจะทวงเฉินเยี่ยนสักหน่อย พอเห็นว่าเฉินเยี่ยนกำลังวาดอยู่ เขาก็มาทุกวันแต่เช้า อยู่จนถึงดึกดื่นถึงได้กลับไป
เมื่อเห็นเฉินเยี่ยนใช้ขนนกจุ่มหมึกวาดภาพ เขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภาพวาดของเฉินเยี่ยนถึงได้แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง
ภายใต้การทวงต้นฉบับอย่างหนักหน่วง ความเร็วในการวาดภาพของเฉินเยี่ยนก็เร็วอย่างยิ่ง สิบวันก็ทำเสร็จไปห้าบท เมิ่งหย่งฉางยังอยากให้เขาวาดต่อ แต่เฉินเยี่ยนต้องกลับไปเรียนหนังสือที่บ้านท่านอาจารย์หยางต่อ เมิ่งหย่งฉางทำได้เพียงซื้อภาพวาดเหล่านี้ไปก่อน รอหลังสอบระดับอำเภอผ่านไปแล้วค่อยวาดที่เหลือต่อ
เพราะการขายดีเป็นเทน้ำเทท่าของ "คัมภีร์หลุนอวี่" มูลค่าของเฉินเยี่ยนก็สูงขึ้นตามไปด้วย เพียงแค่ห้าบทนี้ เมิ่งหย่งฉางก็ให้ถึงหนึ่งร้อยตำลึง
เฉินเยี่ยนคิดว่า หลังสอบระดับอำเภอแล้วจะต้องวาด "คัมภีร์เมิ่งจื่อ" ให้จบ ทำกำไรก้อนใหญ่ ในระยะสั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป
ปลายเดือนหนึ่ง ที่ว่าการอำเภอติดประกาศ การสอบระดับอำเภอจัดขึ้นในวันที่เก้าเดือนสอง เจ้าเมืองเป็นผู้คุมสอบ
ท่านอาจารย์หยางช่วยคนทั้งสองหาหลิ่นเซิงและผู้เข้าสอบที่จะค้ำประกันให้แล้ว ให้คนทั้งสองกลับบ้านไปเตรียมตัวสอบด้วยตนเอง
"เพิ่งจะอ่านหนังสือมาสองปีกว่าก็ลงสนามสอบระดับอำเภอแล้วรึ พวกเจ้ามีเงินเยอะจนร้อนรนรึไง"
คุณนายโจวยืนอยู่ในลานบ้าน พร่ำบ่นกับคุณนายหลิ่วที่กำลังให้อาหารไก่อยู่ เสียงนั้นก็ดังเข้ามาในหูของเฉินเยี่ยนอย่างชัดเจนจากหน้าต่าง