บทที่ 52
บทที่ 52
บทที่ 52
นางชี้ดาบไปที่เฟยเอ๋อร์ “ถ้าเจ้าพูดออกมาตอนนี้ ข้าอาจจะสงเคราะห์ให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมาน!”
“ฮือๆ...” เฟยเอ๋อร์ที่มีน้ำตาไหลพรากราวกับสายฝน ก็สะอื้นอย่างแผ่วเบาว่า “เจ้า... เจ้าคนชั่วช้า...”
“ท่านแม่ ข้าขอโทษที่ไม่ฟังคำท่าน ข้าไม่น่ามาเมืองหนานเจียงเลย...”
“พี่เย่า ทำไมท่านต้องพาข้ามาที่นี่ด้วย ฮือๆ...”
เสียงร้องไห้อันน่าเวทนาของนางก็สะท้อนไปทั่วทั้งห้องโถง ทำให้บรรยากาศรอบๆ เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคนกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คนเดียว
“ไปสืบดูว่าบ้านของนางอยู่ที่ไหน!” จินลี่ลี่หันไปสั่งองครักษ์ด้านหลัง
แต่ทันใดนั้นเอง ชั้นสองก็มีเสียงที่ทุ้มต่ำปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน—
“ไม่ต้องหาหรอก ข้าเป็นคนฆ่าเอง!”
ทุกคนหันขวับไปมองตามเสียง ก็เห็นชายชราผู้มีไฝสีแดงระหว่างคิ้วกำลังเดินลงบันไดอย่างเชื่องช้า
ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนบันไดไม้ ล้วนส่งเสียง “เอี๊ยด... เอี๊ยด...” เป็นจังหวะ
ซึ่งเสียงที่ย่ำลงไปแต่ละครั้ง ราวกับเหมือนทุบลงกลางอกของทุกคน ทำให้พวกเขารู้สึกตึงเครียดกันไปหมด
และพวกเขายังรู้สึกถึงจิตสังหารที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านไปทั่วห้องโถง จนร่างกายของทุกคนสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
เขาเดินไปพลาง กล่าวอย่างเรียบเฉยไปพลาง “ชั่วชีวิตของข้ามักมากในกาม แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ข้าอยากจะฆ่าสตรี”
ชายชราผู้นี้ ย่อมเป็นฉินเฉินที่ใช้วิชาจำแลงกายปลอมตัวมา
เพียงแต่วิชาจำแลงกายของเขาเพิ่งฝึกถึงขั้นสอง จึงมีแค่รูปโฉมภายนอกเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่กลิ่นอายยังคงเหมือนเดิม
แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ตรงหน้าเหล่านี้ แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว
หากมีผู้บำเพ็ญเซียนอยู่ที่นี่ แล้วใช้จิตสำนึกตรวจสอบเล็กน้อยก็คงมองทะลุตัวจริงของเขาออกอย่ารวดเร็ว
จินว่านซานที่เห็นฉินเฉินมีกลิ่นอายเพียงแค่ระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์ ก็รีบชักดาบที่เอวออกมาทันที “ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้ว ก็จงเอาชีวิตมาให้ข้าเสีย!”
แต่จินลี่ลี่กลับรู้สึกถึงความผิดปกติ—ตาแก่นี่สงบเกินไป สายตาที่เขามองมา เหมือนมองคนตายไม่มีผิด
แม้นางจะดูระดับที่แท้จริงของฉินเฉินไม่ออก แต่กลิ่นอายและแววตายากที่จะหลอกหลวงคน
นางจึงรีบขวางพ่ออย่างรวดเร็ว พลางประสานมือคารวะฉินเฉิน “ผู้อาวุโส ระหว่างท่านกับแม่เล้ามีเรื่องเข้าใจผิดกันหรือไม่?”
จินว่านซานที่สับสนจึงกล่าวว่า “ลูกรัก เขาฆ่ายานลี่! นั้นยานลี่ของเจ้าเชียวนะ!”
จินลี่ลี่ส่งสายตาห้ามปรามอีกครั้ง จนจินว่านซานรีบเก็บดาบ พลางถอยไปยืนอยู่ด้านข้าง
ฉินเฉินยิ้มเล็กน้อย พลางโบกมือ “ไม่มีเรื่องเข้าใจผิดหรอก ข้าฆ่าแม่เล้านั่น ก็เพราะต้องการจะล่อพวกเจ้ามาตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
คำพูดของเขาก็ราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงกลางวันแสกๆ ทำให้จินลี่ลี่ จินว่านซานและเหล่าองครักษ์ เตรียมรับมือศัตรูทันที
คนโง่แค่ไหนก็ฟังออกว่าตาแก่นี่มีเจตนาไม่ดีแน่ และหากยังคิดว่าเขาอยู่แค่ระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์อยู่อีก นั่นแหละถึงจะเป็นคนโคตรโง่
จินลี่ลี่รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังขึ้นมาทันที จึงรีบประสานมือถามอย่างเคร่งเครียดว่า “ผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าพวกเราเคยไปล่วงเกินท่านตอนไหนหรือ?”
“ถามว่าล่วงเกินหรือไม่... ตอนนี้ยัง เพราะพวกเจ้ายังไม่มีความสามารถและโอกาสนั้น” ฉินเฉินทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบ
นั่นมันเป็นเรื่องในการจำลอง ในความเป็นจริงยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่ในเมื่อในการจำลองเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในอนาคตเมื่อพวกเขามีพลังมากพอ ก็ยากจะรับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำอีก
และวิธีเลี่ยงโศกนาฏกรรมที่ดีที่สุด ก็คือถอนรากถอนโคนตั้งแต่ยังเป็นต้นกล้า
และด้วยเหตุผลข้อนี้เอง ฉินเฉินจึงต้องลงมือ แม้อนาคตจะไม่แน่นอนก็ตาม
หากไร้พลัง เขาอาจจะอดทนต่อไป
แต่ในเมื่อมีพลัง ย่อมต้องกำจัดภัยซ่อนเร้นทั้งหมดให้สิ้นซาก
จินลี่ลี่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่นัก แต่ยังคงพยายามเจรจาต่อรองต่อไป “ผู้อาวุโส ในเมื่อระหว่างเราไม่มีความแค้นต่อกัน เช่นนั้นก็มาคุยกันดีๆ เถิด...”
แต่ฉินเฉินกลับยกมือขัดจังหวะนางเสียก่อน “ข้าขอเก็บดอกเบี้ยก่อน เมื่อครู่เจ้าตัดแขนของแม่หนูนั่นไปหนึ่งข้าง เช่นนั้นข้าจะตัดแขนของเจ้าสองข้าง”
สิ้นคำกล่าว เขาตวัดมือออกไป แก่นแท้ก็แปรเปลี่ยนเป็นคมมีดสองเล่ม กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว—
ฉัวะ! ฉัวะ!
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตั้งตัว แขนทั้งสองข้างของจินลี่ลี่ก็ขาดจนตกลงกับพื้นไปเสียแล้ว
“กรี๊ดดด!”
จินลี่ลี่กรีดร้องโหยหวนด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด พร้อมกับเหงื่อมากมายที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
นางทรุดตัวลงคุกเข่า ร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด และเสียงร้องโหยหวนของนางก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเสียงร้องเมื่อครู่ของเฟยเอ๋อร์เลยสักนิด
จินว่านซานที่เดิมทีคิดจะลงมือ ก็พลันตึงเครียดขึ้นมาทันที เพราะวิธีการเมื่อครู่... หากต้องการฆ่าเขาก็คงง่ายดายราวกับเชือดหมูเลยไม่ใช่หรือ?
สมองของเขาก็คำนวณอย่างรวดเร็วว่าจะหนีออกไปอย่างไรดี
ส่วนเหล่าองครักษ์เองก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน ต่างค่อยๆ ถอยหลัง หวังจะปะปนเข้าไปในฝูงชนเพื่อหลบซ่อนตัว
เดิมทีคนร้อยกว่าคนในสายตาของพวกเขาเป็นเพียงลูกแกะที่รอการเชือด แต่ตอนนี้พวกเขากลับอยากจะกลายเป็นแกะเสียเหลือเกิน—เผื่อว่าการทำตัวเป็นมดปลวก อาจจะทำให้ตาแก่นั่นไม่ทันสังเกตเห็นพวกเขา
แต่น่าเสียดายที่ฉินเฉินไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไป
เขาโบกมือออกไปอีกครั้ง แก่นแท้ก็เข้าควบคุมดาบของจินลี่ลี่ แล้วกลายเป็นลำแสงพุ่งวนรอบห้องโถงหนึ่งรอบอย่างรวดเร็ว—
เพียงชั่วพริบตา หัวขององครักษ์นับสิบคนก็หลุดออกจากบ่า และศพไร้หัวเหล่านั้นก็ล้มลงตึงลงกับพื้น
จินว่านซานที่หวาดกลัวอย่างยิ่ง ก็รีบคุกเข่าลง “ตุ้บ” พลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโส! ผู้อาวุโส! เสี่ยวจินยินดีเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ที่สุดของท่าน ขอท่านโปรดเมตตาข้าด้วย!”
“ผู้อาวุโส... เราไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน ทำไมต้องทำเช่นนี้ด้วย...” จินลี่ลี่ที่มีน้ำตานองหน้า คิดอย่างไรก็ไม่ตกว่าทำไมจู่ๆ ถึงต้องมาเจอหายนะเช่นนี้กัน
“ตระกูลจินทำชั่วสารพัด ผูกขาดการค้า ข่มเหงผู้คน ฉุดฆ่าหญิงสาว ฆ่าคนชิงทรัพย์ เลี้ยงโจร... แค่นหนึ่งในสิ่งที่พวกเจ้าทำ ยังไม่พอให้ข้าฆ่าพวกเจ้าอีกหรือ?” ฉินเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“นี่มันเหตุผลบ้าบออะไรกัน?!” จินลี่ลี่ตวาดด้วยความคับข้อง “ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ทั่วใต้หล้า มีตระกูลไหนบ้างที่ไม่เป็นเช่นนี้? หรือท่านจะฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ให้หมดทั้งโลกเลย?!”
นางสับสนกับการกระทำของฉินเฉินเป็นอย่างมาก
เมื่อก่อน เวลาตระกูลจินจะล่วงเกินใคร ล้วนสืบประวัติอีกฝ่ายอยู่เสมอ
คนที่ไม่ควรตอแย พวกเราก็ประจบสอพลอ หรือไม่ก็ติดสินบน
ส่วนคนที่อ่อนแอ ก็ข่มขู่รีดไถ หากไม่ให้ก็ฆ่าทิ้ง
ฉินเฉินยิ้มเล็กน้อย “คนทั้งใต้หล้าข้าจัดการไม่หมดหรอก แต่หากบังเอิญมาเจอข้า ก็ถือเสียว่าพวกเจ้าดวงซวยก็แล้วกัน”
พอจินว่านซานฟังจบ ต่อให้โง่แค่ไหนก็รู้ว่าฉินเฉินต้องการจะฆ่าทุกคนโดยไม่ละเว้น เขาจึงรีบใช้วิชาตัวเบาโดยกระโดดขึ้นไปอย่างฉับพลัน หมายจะหนีขึ้นไปบนชั้นสอง
ทว่าเพิ่งจะลอยตัวเพียงครู่เดียว ก็ถูกคมมีดที่เกิดจากแก่นแท้ฟันฉับเข้าที่เอว จนขาดเป็นสองท่อนแล้วร่วงตกลงมาเสียก่อน
เขาที่เหลือเพียงครึ่งเดียวยังคงใช้มือตะเกียกตะกายเพื่อยันตัวเองให้ไปข้างหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแน่นิ่งไป
จินลี่ลี่มองดูพ่อที่ตายอย่างอนาถ ก็เหมือนกับเห็นชีวิตของตนเองต่อจากนี้ จึงรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมา
นางคาดไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาตายอย่างงุนงงเช่นนี้
เมื่อวานนางเพิ่งจะฉลองที่ตนเองทะลวงผ่านระดับโฮ่วเทียนขั้นสมบูรณ์อยู่เลย
นางยังวางแผนว่าอีกครึ่งปีจะไปศึกษาต่อที่สำนักวิถียุทธ์ในเมืองหลวง และอนาคตจะหาสามีที่เป็นปรมาจารย์วัยเยาว์สักคน
ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของนางยังไม่ทันจะเริ่ม เรื่องน่ายินดียังมาไม่ถึง…เรื่องร้ายกลับมาเยือนเสียก่อน
นางมองฉินเฉินที่เดินเข้ามาหาตนเองอย่างช้าๆ ด้วยความไม่ยินยอม
และเพียงพริบตา แสงเย็นเยียบก็วาบผ่านศีรษะของนางอย่างรวดเร็ว ศีรษะของนางก็กลิ้งไปบนพื้นโดยดวงตายังคงเบิกโพลงอยู่
ทุกคนที่มองดูภาพเหตุการณ์นี้ ต่างก็สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หลายคนถึงกับปัสสาวะราดจนมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้องโถง
ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “ผู้อาวุโส พวกเราเป็นแค่แขกที่มาเที่ยวเล่น... ปล่อยพวกเราไปเถิด...”
ชายหนุ่มผอมแห้งอีกคนก็ถามอย่างตื่นตระหนกเช่นกันว่า “ตระกูลจินทำชั่วมามาก ผู้อาวุโสทำดีแล้ว!”
“ใช่แล้วๆ พวกเราสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป!” คนอื่นๆ ต่างก็รีบสนับสนุนเช่นกัน
ต่อจากนั้น แขกทุกคนก็พากันส่งเสียงขอร้องไม่หยุด