เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51

บทที่ 51

บทที่ 51


บทที่ 51

ตู๋เหยี่ยนหลงเดินเข้ามาอย่างกวนประสาท พลางแสยะยิ้มใส่ฉินเฉิน พลางกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “เจ้าหนู ชาติหน้าก็หัดเบิกตาดูให้ดีว่าใครควรหาเรื่องไม่ควรหาเรื่อง!”

พูดจบ เขาก็เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ฉินเฉินอย่างรวดเร็ว

หมัดของเขาแหวกอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูง และพลังอันมหาศาลของหมัดเขาเพียงพอที่จะทำให้วัวทั้งตัวกลายเป็นเศษเนื้อแล้ว

ทว่าฉินเฉินกลับยืนนิ่งไม่ขยับ เพียงแค่ยกมือขึ้นช้าๆ พลางโคจรแก่นแท้ไปที่ฝ่ามือเล็กน้อย ก็สามารถรับหมัดของเขาอย่างง่ายดายเสียแล้ว

ตู๋เหยี่ยนหลงตะลึงงันไปทันที

เกิดอะไรขึ้น?!

หมัดของตนเองที่ทุ่มสุดแรง กลับถูกเจ้าเด็กนี่รับด้วยมือเปล่าอย่างง่ายดายอย่างงั้นหรือ?

ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติ ฉินเฉินก็จับหมัดของเขา แล้วเหวี่ยงขึ้นไปด้านบน—

ร่างของตู๋เหยี่ยนหลงหมุนคว้างกลางอากาศสามร้อยหกสิบองศา ก่อนจะถูกฟาดลงกับพื้นจนเกิดเสียง “ตูม!”

เขาที่มีสีหน้าถอดสี ก็รีบร้องขอชีวิตด้วยความตื่นตระหนกว่า “เดี๋ยว! โปรดเมตตาด้วย! ข้า...”

แต่ฉินเฉินกลับไม่เปิดโอกาสให้เลยแม้แต่น้อย เขากระทืบเท้าลงมา เหยียบหัวของตู๋เหยี่ยนหลงจนแหลกเละกลายเป็นกองเนื้อทันที

จากนั้นฉินเฉินก็เตะศพไร้หัวของตู๋เหยี่ยนหลงออกไปให้พ้นทาง

และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวดเร็วจนผู้คนตอบสนองไม่ทัน

เหล่าองครักษ์ที่ล้อมอยู่รอบด้านต่างก็สั่นเทาขึ้นมาทันที พวกเขาไม่ใช่คนโง่—ผู้ที่สามารถสังหารยอดฝีมือระดับ เซียนเทียนด้วยกระบวนท่าเดียว ก็ต้องเป็นระดับปรมาจารย์อย่างแน่นอน!

หลายคนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางค่อยๆ ขยับเท้าถอยหลังเพื่อเตรียมจะเผ่นหนี

หลงฉียืนอ้าปากค้างอยู่ด้านข้าง พร้อมกับขาทั้งสองข้างที่สั่นพั่บๆ ไปมาไม่หยุด

สมองของหลงยวี่เฉิงก็สับสนวุ่นวายไปหมดเช่นกัน เหตุการณ์เมื่อครู่ทำลายความรู้ที่เขาฝึกยุทธ์มาหลายสิบปีจนย่อยยับ

หรือว่า... จะเป็นปรมาจารย์วัยเยาว์?

ไม่มีทาง! ปรมาจารย์วัยเยาว์ของราชวงศ์เยียนล้วนอยู่ที่เมืองหลวงกันหมด แถมชื่อเสียงและหน้าตาของคนเหล่านั้นเขาก็รู้ทั้งหมดเช่นกัน

คนอย่างเขาที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบ ย่อมรู้ดีว่าใครควรตอแยและใครไม่ควรตอแย แม้จะคิดไม่ตกและพยายามคิดต่อไป แต่กลิ่นคาวเลือดสดๆ ที่ลอยคละคลุ้งอยู่ภายในอากาศกลับโชยมาจนทำให้เขายิ่งคิดไม่ออกเข้าไปใหญ่

“นะ... นี่จอมยุทธ์น้อย... มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันเถิด! ส่วนเจ้าตู๋เหยี่ยนหลงนั้น ข้าก็ไม่ค่อยจะรู้จักสักเท่าไหร่หรอก...” หลงยวี่เฉิงนึกข้ออ้างที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้วจริงๆ จึงต้องพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย

ฉินเฉินยิ้มเล็กน้อย พลางยกมือชี้ไปที่หลงฉี “ข้าจะให้โอกาสเจ้า... ฆ่าเขาเสีย”

หลงฉีก็ตื่นตระหนกจนก้าวถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น

หลงยวี่เฉิงหันขวับกลับมา จ้องมองลูกชายด้วยสายตาอาฆาต “เป็นเพราะเจ้าลูกทรพี... อ้อ ไม่สิ! เจ้าไม่ใช่ลูกของข้า! ตายเสียเถิด!”

สิ้นเสียง เขาก็เหวี่ยงหมัดใส่หลงฉี—

“ผัวะ!” ศีรษะของหลงฉีแตกกระจายทันที

หลังจากฆ่าลูกชายตัวเองแล้ว หลงยวี่เฉิงก็หันกลับมาฉีกยิ้มประจบประแจง พลางประสานมือคารวะฉินเฉิน “นายท่านโจรชั่วถูกกำจัดแล้ว!”

หลงยวี่เฉิงไม่ใช่คนโง่ ลูกชายตายไปปั๊มใหม่ก็สิ้นเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีลูกนอกสมรสอยู่ข้างนอกอีกตั้งสิบกว่าคนตายไปสักคนไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย

ฉินเฉินพยักหน้า “อืม ไม่เลว วิธีการของเจ้าเหมาะที่จะเป็นลูกน้องข้าจริงๆ”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “แต่ว่า... ข้าไม่ต้องการลูกน้อง”

สิ้นเสียง เขาก็ตวัดมือออกไป และแก่นแท้อันมหาศาลก็แปรเปลี่ยนเป็นคมมีด ปาดผ่านลำคอของหลงยวี่เฉิงในพริบตา

หลงยวี่เฉิงยกมือกุมลำคอตามสัญชาตญาณ แต่ศีรษะกลับกลิ้งหล่นลงพื้นไปเสียก่อน ดวงตาของเขาเบิกโพลง ตายตาไม่หลับ

องครักษ์คนอื่นๆ กลัวจนหน้าซีด และมีคนหนึ่งที่คิดจะอาศัยจังหวะชุลมุน จึงตะโกนว่า: “หนีเร็ว! แยกย้ายกันหนี!”

ทว่าองครักษ์ระดับโฮ่วเทียนมีหรือจะหนีพ้น?

ฉินเฉินกระทืบเท้าเบาๆ บนแผ่นหินสีเขียวที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าจนแตกละเอียดแล้วกลายเป็นเศษหินลอยขึ้นมา และจังหวะนั้นเองเขาก็เตะด้วยปลายเท้า—

เศษหินนับไม่ถ้วนพุ่งกระจายออกไปราวกับอาวุธลับ สังหารเหล่าองครักษ์ทั้งหมดจนสิ้นชีพอย่างรวดเร็ว

องครักษ์ทั้งหมดล้วนเป็นคนของพรรคจิ่วหลงที่หลงยวี่เฉิงก่อตั้งขึ้น ซึ่งปกติทำแต่เรื่องชั่วช้า หลอกลวงต้มตุ๋น  ล่อลวงหญิงสาว รังแกคนแก่และเด็ก ปล้นชิงฆ่าฟัน แทบไม่มีความชั่วใดที่พวกเขาไม่เคยทำ นับว่าเป็นกลุ่มคนที่สมควรตายแล้ว

เมื่อมองดูศพที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น ฉินเฉินก็รู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้างเช่นกัน

“ดูท่าคงต้องหาลูกน้องสักคนมาคอยจัดการเรื่องเก็บกวาดเสียแล้ว จากนั้นก็รับช่วงต่อกิจการของพวกสวะนี่ด้วย”

ฉินเฉินรู้ดีว่าพรรคจิ่วหลงยังคงมีสมุนหลงเหลืออยู่ แต่เรื่องจุกจิกพรรค์นี้จะให้เขาลงมือจัดการเองทุกครั้งก็คงจะเสียเวลาเกินไป

เขาก็นึกถึงรายชื่อคนที่เหมาะสมจะเป็นลูกน้องของเขาอยู่สองสามคน

ในขณะเดียวกัน...

พอจินว่านซานรู้ข่าวว่ามีคนฆ่าแม่เล้าของหอจุ้ยเซียน ก็รีบนำองครักษ์นับสิบคนรุดหน้ามาทันที

จินลี่ลี่ พอรู้ข่าวก็ตามมาด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นกัน ทันทีที่มาถึงหอจุ้ยเซียน จินลี่ลี่ก็สั่งการองครักษ์สองคนว่า “พวกเจ้าสองคนเฝ้าประตู ห้ามใครเข้าออกโดยเด็ดขาด”

จินว่านซานก็พยักหน้ารัวๆ ด้วยรอยยิ้ม พลางครุ่นคิดว่าลูกสาวคนนี้เก่งจริงๆ

ความสามารถของจินลี่ลี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย เพราะในการจำลองครั้งที่สาม ทันทีที่จินลี่ลี่ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเซียวรุ่ย ก็รีบเกาะติดเขาทันที สุดท้ายก็ใช้อุบายจนกลายเป็นจักรพรรดินี แถมยังทำให้พ่อกลายเป็นผู้กุมอำนาจของพันธมิตรยุทธ์อีกด้วย

ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของจินลี่ลี่ที่อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น หากเป็นไปตามเส้นทางเดิม จินลี่ลี่จะกลายเป็น จักรพรรดินี หรือแม้กระทั่งพระพันปีหลวงที่เป็นสตรีผู้มีอำนาจล้นฟ้า

ความเจ้าเล่ห์เพทุบายของนางลึกล้ำจนยากจะคาดเดา จึงไม่แปลกเลยที่หลงยวี่เฉิงจะส่งตู๋เหยี่ยนหลงไปลอบสังหารนาง เพราะถ้าจินลี่ลี่ตาย จินว่านซานก็เหมือนสมองหายไปครึ่งซีก

การที่ตระกูลจินผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนวงในต่างรู้กันดีว่าล้วนอาศัยสติปัญญาของจินลี่ลี่ และจินว่านซานก็แทบจะเชื่อฟังบุตรสาวคนนี้ทุกอย่าง

หลังจัดแจงคนเฝ้าประตูเรียบร้อยแล้ว จินลี่ลี่ก็นำองครักษ์ที่เหลือต้อนทุกคนในหอจุ้ยเซียนไปรวมกันที่ห้องโถงชั้นหนึ่งชั่วพริบตา ภายในห้องโถงก็แออัดไปด้วยผู้คนนับร้อย... มีทั้งนางโลม นักร้อง คนรับใช้ องครักษ์และแขกที่มาเที่ยว

ศพของแม่เล้าถูกหามออกมาวางบนพื้น จินลี่ลี่ย่อตัวลงนั่ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า “ยานลี่... ข้าขอโทษ...” นางสะอื้นไม่หยุด พร้อมกับน้ำตาอุ่นๆ ที่อาบลงบนแก้ม

ความจริงแล้ว แม่ของจินลี่ลี่เสียชีวิตขณะคลอด นางจึงถูกเลี้ยงดูมาโดยแม่เล้าผู้นี้ นางจึงมีความผูกพันลึกซึ้งกับยานลี่เป็นอย่างมาก  ภายหลังเมื่อเปิดกิจการหอจุ้ยเซียน จินลี่ลี่จึงให้ยานลี่มาดูแลที่นี่

“ลูกพ่อ ไม่เป็นไรนะ” จินว่านซานที่เป็นคนปากหนัก ไม่รู้จะเอ่ยปลอบอย่างไรดีเช่นกัน

จินลี่ลี่ลุกขึ้นยืน พลางกวาดตามองไปทั่วด้วยความโกรธอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตวาดว่า

“ฝีมือใคร?”

“ถ้าไม่มีใครยอมรับ ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมดเสีย!”

ชุนเซียงหนึ่งในสี่สุดยอดนางโลมรีบก้าวออกมา “คุณหนู พวกเราไม่กล้าลงมือกับแม่เล้าแน่ อีกอย่างพวกเราก็อ่อนแอกว่านางเสียอีก”

“ใช่แล้วคุณหนู โปรดเมตตาพวกเราด้วย” ชิวเยว่รีบกล่าวสนับสนุน

ทันใดนั้นเอง ตงเหมยก็ชี้ไปที่เฟยเอ๋อร์ “มีเสียงทะเลาะวิวาทมาจากห้องของนาง นางต้องรู้แน่ว่าใครฆ่าแม่เล้า!”

เฟยเอ๋อร์ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ด้านข้าง กลัวจนไม่กล้าอ้าปากเลยด้วยซ้ำ

ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของตระกูลจินแห่งเมืองหนานเจียง ใครบ้างจะไม่รู้กันเล่า?

และนางที่เป็นเพียงลูกสาวชาวนาธรรมดา ไหนเลยจะเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน?

จินลี่ลี่เดินเข้าไปหาเฟยเอ๋อร์ แล้วง้างมือขึ้น—

“เพียะ!” เฟยเอ๋อร์โดนตบจนล้มคว่ำ พร้อมกับแก้มที่บวมเป่ง

“บอกมา ใครทำ?” จินลี่ลี่กัดฟันถาม

“ข้า... ข้าไม่รู้!” เฟยเอ๋อร์ก็กลัวจนตัวสั่นเทา พูดจาไม่เป็นภาษา

“ไม่พูดหรือ?” จินลี่ลี่หันไปมององครักษ์คนหนึ่ง อีกฝ่ายก็รีบชักดาบที่เอวส่งให้แก่นาง และจินลี่ลี่เงื้อดาบฟันใส่เฟยเอ๋อร์ทันที—

“กรี๊ดดด!” แขนข้างหนึ่งของนางขาดกระเด็น เฟยเอ๋อร์เจ็บปวดจนน้ำตานองหน้า

“จะถามเป็นครั้งสุดท้าย บอกหรือไม่บอก?” น้ำเสียงของจินลี่ลี่เย็นเยียบยิ่งนัก

เฟยเอ๋อร์ร้องไห้ด้วยความคับแค้น พลางกอดแขนที่ขาดวิ่นของตนเองโดยไม่ยอมปล่อย พลางสะอื้นไม่หยุดว่า “ฆ่าข้าเถิด... ต่อให้ข้ารู้ ข้าก็ยอมตายดีกว่าบอกคนอย่างเจ้า!”

“หึ ยอมตายอย่างงั้นหรือ?” จินลี่ลี่แสยะยิ้ม “ข้าจะตัดแขนขาเจ้า ทำเป็นมนุษย์หมู แล้วข้าจะหาว่าเจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร และจะให้คนทั้งตระกูลเจ้า... ไม่สิ ให้คนทั้งหมู่บ้านของเจ้าต้องตายไปพร้อมกันเสีย!”

จบบทที่ บทที่ 51

คัดลอกลิงก์แล้ว