เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 53

บทที่ 53

บทที่ 53


บทที่ 53

ฉินเฉินโบกมือ อนุญาตให้พวกเขาจากไป

หลังจากแขกจากไปจนหมด ก็เหลือคนอยู่อีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งคือพวกที่ทำงานที่นี้

ฉินเฉินสั่งการอย่างเรียบง่าย โดยให้เฟยเอ๋อร์รับหน้าที่ดูแลหอจุ้ยเซียนเป็นการชั่วคราว ซึ่งเหล่านางโลม นักร้อง คนรับใช้ และคนคุ้มกันคนอื่นๆ ต่างก็ไม่มีใครกล้าปริปากปฏิเสธแม้แต่ครึ่งคำ

แต่เฟยเอ๋อร์ที่กำลังกอดแขนข้างหนึ่งที่ขาดวิ่น กลับข่มความเจ็บปวดเอ่ยปากขึ้นทันทีว่า “ผู้อาวุโส... ปล่อยข้าไปเถิด? ข้าไม่ชอบที่นี่”

“คนแขนขาดอย่างเจ้า จะมีที่ไหนบ้างที่อยากจะรับเจ้าทำงานรึ?” ฉินเฉินย้อนถาม

เฟยเอ๋อร์กลับกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า “ข้าจะไปหาพี่เย่า เขาเคยบอกว่าจะแต่งงานกับข้า... เขาจะต้องดูแลข้าแน่”

“เขาตายแล้ว” ฉินเฉินกล่าวด้วยเสียงที่ราบเรียบ “เขาขายเจ้าให้กับที่นี่เพื่อแลกกับเงินสิบตำลึง ต่อมาก็ถูกข้าสังหารที่โรงพนัน”

“อา...!” เฟยเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความเหม่อลอย

“ข้าเกลียดสตรีที่โง่เขลาที่สุด หากเจ้าอยากไปอยู่เป็นเพื่อนมันนัก ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะส่งเจ้าไปด้วย” น้ำเสียงของ ฉินเฉินยังคงสงบเช่นเดิม

เฟยเอ๋อร์ก้มหน้าลง พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นสู่พื้น

“ข้าจะส่งคนมาดูแลหอจุ้ยเซียน ส่วนเจ้าก็ทำตัวให้ดีเถิด” ฉินเฉินกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป

...

ครู่ต่อมา เมื่อฉินเฉินมาถึงนอกเมืองแล้ว ก็รีบคืนสู่รูปลักษณ์เดิมทันที—การคงสภาพวิชาจำแลงกายต้องใช้ปราณวิญญาณตลอดเวลา จึงไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็หยิบหน้ากากหน้ายิ้มสีขาวออกมาสวม พลางโคจรแก่นแท้ปกคลุมร่างกาย จากนั้นก็ย่อเข่าลงเล็กน้อย แล้วดีดตัวขึ้น—

“ตูม!”

พร้อมกับเสียงแหวกอากาศ ร่างของเขาก็พุ่งทะยานเป็นลำแสงมุ่งหน้าสู่เมืองหลงหยางอย่างรวดเร็ว

ระยะทางจากเมืองหนานเจียงถึงเมืองหลงหยางประมาณสองร้อยกว่ากิโลเมตร แต่ด้วยการฝึกฝนระดับมนุษย์สวรรค์ขั้นสมบูรณ์ จึงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีเขาก็มาถึงแล้ว

จากมุมสูง เมืองหลงหยางที่เดิมทีเป็นเพียงจุดเล็กๆ ก็ค่อยๆ ชัดเจนและขยายใหญ่ขึ้น แล้วเขาก็มุ่งตรงดิ่งไปยังที่ตั้งของหอเทียนเซียง

ตอนนี้บนระเบียงชั้นดาดฟ้าของหอเทียนเซียง หัวหน้าสาขาเฉียวกำลังนั่งเอนกายจิบชาอย่างเกียจคร้านอยู่

แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงแหวกอากาศอันแปลกประหลาดแว่วเข้ามาจากบนท้องฟ้า

และเมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองก็ต้องตกตะลึง—เพราะนางเห็นลำแสงที่ราวกับดาวหางกรีดผ่านขอบฟ้าอยู่

พลังระดับนี้ทำให้นางนึกถึงผู้บัญชาการแห่งสำนักวังหลวง นามว่าเหลิ่งอู๋เฉินขึ้นมาทันที—เพราะมหาปรมาจารย์ก็มีความสามารถในการบินเช่นกัน แม้จะชั่วคราวก็ตามที

แต่ทว่าแรงกดของคนบนท้องฟ้า เกรงว่าจะเหนือชั้นยิ่งกว่าเหลิ่งอู๋เฉินเสียอีก

นางจึงครุ่นคิดว่า : ห้ามล่วงเกินคนผู้นั้นเด็ดขาด!

แต่ยังไม่ทันที่นางจะตั้งตัว ลำแสงนั้นก็ร่อนลงจอดเบื้องหน้าของนางเสียแล้ว

และเมื่อนางเพ่งมองดู ก็เห็นว่าผู้มาเยือนสวมใส่หน้ากากหน้ายิ้มสีขาว ซึ่งรอยยิ้มบนหน้ากากนั้นช่างดูแปลกประหลาดจนน่าขนลุกยิ่งนัก

นางรู้สึกเย็นวาบไปทั้วทั้งแผ่นหลัง พร้อมกับสมองที่สับสนวุ่นวายไปหมด

นางรีบทบทวนเรื่องราวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา—การหลบหนี การเปลี่ยนชื่อแซ่อำพรางตัว ไม่เคยสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น...

ตามหลักแล้ว ไม่ควรจะไปผูกพยาบาทกับศัตรูที่ร้ายกาจเช่นนี้เลยไม่ใช่หรือ!

แต่เมื่อดูจากท่าทีของผู้อาวุโสแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีจิตสังหารเลยสักนิด

เช่นนั้นก็รอดูสถานการณ์ไปก่อน

นางสะกดข่มความหวาดกลัว พลางฝืนใช้สองขาที่ยังสั่นเทาลุกขึ้นยืน แล้วโค้งกายประสานมือคารวะ “คารวะผู้อาวุโสไม่ทราบว่าท่านให้เกียรติมาเยือนสถานที่อันห่างไกลเช่นนี้ ด้วยธุระอันใดหรือ?”

“ข้าจะไม่อ้อมค้อม จะให้สองทางเลือกแก่เจ้า หนึ่งคือตาย สองคือทำงานให้ข้า” ฉินเฉินกดเสียงลงต่ำให้ดูแหบพร่า

“ข้าเลือกข้อสอง!” หัวหน้าสาขาเฉียวรีบตอบทันควัน พร้อมกับเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้า

และนางก็ยังลอบยินดีอยู่ลึกๆ ว่าไม่ใช่การล้างแค้นก็ดีแล้ว

ฉินเฉินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ในเมื่อทำงานให้ข้าแล้ว นับจากนี้ไปเรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า ต่อไปข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง”

ฉินเฉินไม่เอ่ยถึงเรื่องการล้างแค้นของนาง—เพราะในความเป็นจริง ฉินเฉินไม่ควรจะล่วงรู้อดีตของนางเลยแม้แต่น้อย

และทางที่ดีก็อย่าให้นางระแคะระคายว่าเขารู้เรื่องราวของนางราวกับฝ่ามือของตนเองเลยจะดีกว่า

เพราะผู้คนมากมายมักจะเปิดเผยตัวตน จนนำภัยมาสู่ตนเอง

ตัดปัญหาดีกว่าสร้างปัญหา!

และที่เขาเลือกหัวหน้าสาขาเฉียวก็เพราะความเกี่ยวพันทางกรรมระหว่างเขากับนางมีน้อย จึงค่อนข้างจะปลอดภัยกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตหัวหน้าสาขาเฉียวจะเลื่อนระดับเป็นมหาปรมาจารย์ แสดงว่ารากฐานและพรสวรรค์ของนางล้วนอยู่ในระดับอัจฉริยะ

เมื่อหัวหน้าสาขาเฉียวฟังคำพูดของฉินเฉินจบ ก็พลันลิงโลดขึ้นมาทันที

มีผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งเช่นนี้คอยหนุนหลัง เช่นนั้นการล้างแค้นก็ย่อมมีความหวังแล้วไม่ใช่หรือ?

แต่นางรู้กาลเทศะเป็นอย่างดี จึงไม่รีบร้อนจะเอ่ยถึงความต้องการของตนเองออกมาทันที แต่กลับโค้งกายประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พลางกล่าวว่า“ข้าขอสาบานว่าจะจงรักภักดีด้วยชีวิต”

ฉินเฉินพยักหน้า “อืม เจ้าเป็นคนฉลาด ช่วยข้าประหยัดเวลาไปเยอะ”

สิ้นเสียง ฉินเฉินก็เดินเข้าไปโอบเอวของหัวหน้าสาขาเฉียวทันที

ร่างกายของนางก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างฉับพลัน และภายในสมองก็สับสนวุ่นวายไปหมด... ผู้อาวุโส คิดจะทำอะไร?

หากเขาคิดจะใช้กำลังข่มเหง ข้าควรจะทำอย่างไรดี?

หากขัดขืน... ข้าจะตายหรือไม่?

แต่วินาทีต่อมา—แก่นแท้อันมหาศาลก็ห่อหุ้มร่างของนาง ตามมาด้วยเสียง “ตูม!”

ฉินเฉินโอบเอวของนาง เพื่อพานางบินมุ่งหน้าสู่เมืองหนานเจียง

และเพียงไม่กี่นาที ทั้งสองก็ร่อนลงจอดบนชั้นดาดฟ้าของหอจุ้ยเซียน

ฉินเฉินไม่รอช้า ก็สั่งการนางเป็นชุด—ทั้งเรื่องการเข้ายึดครองหอจุ้ยเซียน รวบรวมทรัพย์สินและกิจการของตระกูลจินและตระกูลหลง การกวาดล้างอิทธิพลที่หลงเหลือของพรรคจิ่วหลง รวมถึงเรื่องการจัดการกับลูกนอกสมรสทั้งหมดของหลงยวี่เฉิงและจินว่านซาน

หัวหน้าสาขาเฉียวพอจะเดาต้นสายปลายเหตุคร่าวๆ จากคำพูดของฉินเฉินออกอย่างรวดเร็ว

และนางก็รู้ความมากพอที่จะไม่ถามเซ้าซี้ และเริ่มลงมือจัดการตามคำสั่งทันที

กระทั่งความมืดมาเยือน หัวหน้าสาขาเฉียวที่จัดการกวาดล้างคนส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้ว ก็มารายงานต่อฉินเฉิน:

“นายท่าน ข้าตรวจสอบทรัพย์สินของพวกเขาทั้งหมดแล้ว พบว่ามีอยู่สองล้านสองแสนแปดหมื่นตำลึง บ้านสองร้อยสามสิบหกหลัง นอกจากนี้ยังพบอาวุธจำนวนมากในคลังสมบัติของพวกเขา ซึ่งมีทั้งดาบ หอก หน้าไม้ และชุดเกราะประมาณหนึ่งหมื่นชุด”

“นอกจากนี้ ข้ายังรวบรวมคนที่เหลือรอดของจินว่านซานและหลงยวี่เฉิงเป็นจำนวนหนึ่งร้อยหกสิบแปดคน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียนและเซียนเทียน”

“และจากข้อมูลที่คนเหล่านี้ให้มา ข้าจึงตามตัวลูกนอกสมรสและเครือญาติฝ่ายหญิงของจินว่านซานและหลงยวี่เฉิงพบทั้งหมดสามร้อยยี่สิบหกคน... ซึ่งทั้งหมดถูกกำจัดเรียบร้อยแล้ว”

ฉินเฉินที่กำลังนั่งจิบชาอยู่บนที่นั่งอันหรูหรา ก็กล่าวว่า “อาวุธพวกนั้น น่าจะพอสร้างกองทัพนับหมื่นเลยกระมัง?”

“นายท่าน อันที่จริงตระกูลผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากมักจะลักลอบสะสมเสบียงและอาวุธพวกนี้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว”

ฉินเฉินมองไปยังหัวหน้าสาขาเฉียวที่ยืนตัวตรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “นับจากวันนี้ไป กองกำลังของพวกเราจะมีนามว่าหอวายุเมฆา แล้วเจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าประมุขหอ”

“ส่วนเจ้าก็คือผู้บัญชาการแห่งหน่วยลับของหอวายุเมฆา”

“แต่ว่าตัวตนที่แท้จริงของข้า ให้รู้แค่เจ้าเพียงผู้เดียว และหากเจอเรื่องที่ยากจะจัดการก็ให้รีบมาบอกกับข้าทันที”

ฉินเฉินครุ่นคิดมาว่ากองกำลังของตนเองควรจะมีชื่อเรียกเพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน จึงคิดชื่อที่ฟังดูองอาจห้าวหาญอย่างหอวายุเมฆาขึ้นมา

ดั่งคำที่ว่า: วายุเมฆาพัดพานกลืนกินห้วงจักรวาล พลิกฝ่ามือสยบฟ้าดินจนตะวันจันทราต้องมืดมิด!

หัวหน้าสาขาเฉียวพยักหน้ารับคำ เพื่อบอกว่า“รับทราบ!” พลางครุ่นคิดว่า :

เพิ่งจะเข้าร่วมก็กลายเป็นผู้บัญชาการแห่งหน่วยลับแล้วหรือ?

นางสงสัยอย่างยิ่งว่าเหตุใดผู้อาวุโสที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนผู้นี้ ถึงวางใจในตัวของนางถึงเพียงนี้กัน?

และหอวายุเมฆา... ชื่อที่ฟังดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดนี้ เหตุใดนางจึงไม่เคยรู้จักมาก่อน?

หรือว่า... จะเป็นกองกำลังระดับสูงที่ปลีกวิเวกจากโลกภายนอก?

“อีกเรื่อง ช่วยหาสมุนไพรสำหรับปรุงยาทะลวงด่านและยาทำลายระดับมาให้ข้าด้วย ยิ่งมากยิ่งดี” ฉินเฉินเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน

เมื่อหัวหน้าสาขาเฉียวฟังจบ ก็มีความสุขจนเนื้อเต้น ก่อนจะกล่าวว่า “ประมุขหอ ท่านปรุงยาทะลวงด่านและยาทำลายระดับเป็นด้วยหรือ?”

ฉินเฉินพยักหน้า “อืม รีบไปจัดการเถิด”

“รับทราบ!” หัวหน้าสาขาเฉียวหมุนตัวเดินจากไปอย่างตื่นเต้น

ตอนแรกที่นางเข้าร่วมสำนักวังหลวงก็เพื่อทรัพยากรที่จะใช้ยกระดับยุทธ์ โดยสิ่งที่นางให้ความสำคัญที่สุดก็คือยาทะลวงด่านและยาทำลายระดับ

แต่สำนักวังหลวงกลับเข็มงวดเกินไป หากนางต้องยาเหล่านั้น ก็ต้องทุกเทความพยายามเป็นระยะเวลานานมากๆ

แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะนางมีเส้นทางใหม่แล้ว ขอเพียงนางพยายามเพื่อผู้อาวุโสต่อไป อีกไม่นานก็คงจะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์หรือแม้กระทั่งมหาปรมาจารย์อย่างแน่นอน!

ฉินเฉินมองแผ่นหลังของหัวหน้าสาขาเฉียวที่ห่างออกไป พลางพยักหน้าอย่างชื่นชม “ช่วยเบาแรงไปเยอะจริงๆ …และด้วยความสามารถเช่นนี้ ก็อย่าให้นางไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายในโลกจริงเลยจะดีกว่า”

พอนึกถึงการจำลองครั้งหนึ่งที่ส่งนางไปสอดแนมผู้บำเพ็ญเซียนจนทำให้นางต้องจบชีวิตลง ฉินเฉินก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที

ในโลกจริงเขาจะต้องรอบคอบ เก็บเนื้อเก็บตัวเพื่อพัฒนาตนเองอย่างช้าๆ ต่อไป

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าโดยไม่รู้ตัว—

เขารู้ว่าเบื้องหลังกลุ่มเมฆบนท้องฟ้านั้น มีกระจกทองแดงขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งมันก็คือทางออกไปสู่อีกโลกหนึ่งนั้นเอง

แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมา “ข้าต้องหาหยกยืนยันตัวตนเพื่อใช้ผ่านทางด้วย!”

เมื่อคิดไปคิดมา เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่ออย่างรวดเร็ว—ซึ่งก็คือวันใหม่ของอีกวันแล้ว

เขาไม่ลังเล รีบเริ่มการจำลองครั้งที่เจ็ดทันที

และเมื่อเห็นว่าการจำลองเริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาก็หลับตาลงพร้อมกับล้มลงนอนอย่างเกียจคร้านด้วยรอยยิ้ม

จบบทที่ บทที่ 53

คัดลอกลิงก์แล้ว