บทที่ 45
บทที่ 45
บทที่ 45
【ไม่เพียงแค่นั้น ความกว้างใหญ่ของเขตตระกูลเซียนหลิวยังเกินจินตนาการของท่านไปไกลลิบ—สุสานบรรพบุรุษ, ห้องโถงบรรพบุรุษ, สระแปรงมังกร, ทะเลสาบวัฏสงสาร, เตาหลอมเซียน, สุสานดาบ, สวนสมุนไพร, เหวสวรรค์หมื่นอสูร, เจดีย์มิติเวลา, คลังสมบัติหมื่นภพ, ห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ตานเสีย, เมืองเทียนซู...】
【สระแปลงมังกร—เล่าลือกันว่า หากแช่ตัวครบหนึ่งร้อยวันจะสลัดทิ้งกายเนื้อของมนุษย์ ปลุกรากวิญญาณระดับสุดยอดให้ตื่นขึ้น พรสวรรค์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ】
【ทะเลสาบวัฏสงสาร—ผิวน้ำดำสนิทราวกับน้ำหมึก สิ่งที่สะท้อนออกมาไม่ใช่เงาคนแต่เป็นเหตุและผล คนของตระกูลหลิวมักจะมาที่นี่เพื่อลอบดูจุดอ่อนของศัตรู】
【คลังสมบัติหมื่นภพ—แบ่งออกเป็นสี่คลัง สวรรค์, ปฐพี, เร้นลับ, เหลือง โดยคลังสวรรค์เก็บสมบัติวิเศษ คลังปฐพีเก็บชีพจรวิญญาณ คลังเร้นลับเก็บวิชาและคลังเหลืองเก็บสิ่งของประหลาดหายาก】
【เมืองเทียนซู—เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ตระการตา มีครบทุกสิ่ง ทั้งยังมีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ ภายในอาณาจักรเซียนจื่อเซียว และยังเป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดของเขตตระกูลเซียนหลิวอีกด้วย】
【ท่านยืนอยู่ชั้นบนสุดของหอคอย พลางมองออกไปสุดสายตา ก็เห็นภูเขาและสายน้ำที่ไร้ที่สิ้นสุดภายใต้ชั้นเมฆ】
【ด้วยการฝึกฝนของท่าน ต่อให้บินไปทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพักเป็นร้อยปี ก็คงจะหนีไม่พ้นเขตอิทธิพลของตระกูลเซียนหลิวอย่างแน่นอน】
【และหากไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้าย ท่านก็คงไม่มีโอกาสมองเห็นแม้แต่ชายแดนของเขตตระกูลด้วยซ้ำ】
【"ตาแก่เฉิน ยังดูไม่เบื่ออีกหรือ?!" หลิวเซียนเอ๋อร์วิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามาหาท่าน】
【ด้วยระยะเวลาถึงครึ่งปี ตอนนี้ท่านกับนางจึงสนิทสนมกันอย่างมาก—นางมีชื่อหลิวเซียนเอ๋อร์ ซึ่งปีนี้อายุหกขวบแล้ว】
【"เจ้าเคยออกไปนอกเขตตระกูลเซียนหลิวบ้างหรือไม่?" ท่านเอ่ยถามโดยยังคงมองไปยังทิวทัศน์ข้างหน้า】
【"กฎตระกูลบอกว่า ถ้ายังไม่ถึงระดับก่อกำเนิดวิญญาณก็ห้ามออกไปเด็ดขาด" หลิวเซียนเอ๋อร์เบะปาก พลางส่ายหน้าด้วยความไร้สาระ】
【"เช่นนั้น ชาตินี้เจ้าก็คงไม่มีโอกาสออกไปแล้ว"】
【"ฮึ!" แก้มของนางก็ป่องพองด้วยความโมโห】
【"โอ๋ๆ ข้าผิดไปแล้ว" ท่านหัวเราะ พลางลูบศีรษะนางไปด้วย】
【หลังอยู่ด้วยกันมาสักพัก ท่านจึงรู้ว่าชีวิตของนางช่างน่าสงสารยิ่งนัก】
【พ่อของนางเป็นคนที่ไร้ตัวตนในบรรดาคนนับล้านของตระกูลเซียนหลิว ซึ่งมีพรสวรรค์ดาดๆ เหมือนกับคนส่วนใหญ่】
【ตอนอายุสามขวบ พ่อแม่ของนางประสบอุบัติเหตุในแดนลับ ซึ่งแม้แต่ศพก็หาไม่เจอ】
【ที่น่าเวทนายิ่งกว่าก็คือ หลิวเซียนเอ๋อร์ไม่มีรากวิญญาณจึงต้องอาศัยยาเบิกวิญญาณที่ขอมาจากตระกูลเพื่อปลุกรางวิญญาณเทียม ดังนั้นความเร็วในการบำเพ็ญของนางจึงช้าจนน่ากลัว ซึ่งหลายปีผ่านไปก็เพิ่งจะมาถึงระดับกลั่นปราณขั้นหนึ่งเท่านั้น】
【และด้วยขนาดของตระกูลเซียนหลิว จึงแทบจะไม่มีใครรู้ว่านางมีตัวตนอยู่เลย】
【นางอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวในหอคอยที่เงียบเหงาแห่งนี้ เหมือนหญ้าข้างทางที่ไม่มีใครต้องการ】
【เพราะความเหงา นางจึงมักจะเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้ พลางมองดูองครักษ์ลาดตระเวนจากที่ไกลๆ】
【ดูเหมือนการทำเช่นนี้ จะทำให้นางคลายความเหงาลงบ้าง】
【และเด็กกำพร้าภายในตระกูลหลิวแบบนางก็มีอยู่อย่างน้อยหลายหมื่นคน】
【หลังจากรู้ภูมิหลังของนาง ท่านก็รู้สึกสงสารนางยิ่งนัก】
【นาง... ช่างคล้ายกับท่านเสียเหลือเกิน】
【พรสวรรค์แย่ ไม่มีใครรัก มีชีวิตอยู่เหมือนคนไร้ตัวตน】
【สิ่งเดียวที่ต่างกันคือ อย่างน้อยท่านก็ยังมีพ่อแม่คอยดูแล ครอบครัวแม้จะเล็กแต่ก็อบอุ่น】
【แต่นางเล่า? พ่อแม่ตายจาก อยู่ตัวคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว และด้วยตระกูลใหญ่ที่มีคนนับล้าน นางจึงเป็นเพียงสิ่งที่เล็กจ้อยราวกับฝุ่น】
【สิบวันต่อมา】
【"ตาแก่เฉิน ไปกันเร็วเข้า!" หลิวเซียนเอ๋อร์วิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามาอย่างเร่งรีบ ก่อนจะคว้าแขนเสื้อของท่าน "วันนี้เป็นวันรับทรัพยากรฝึกฝน!"】
【ยังไม่ทันที่ท่านจะตอบกลับ มือเล็กๆ ของนางก็ลากท่านวิ่งออกไปข้างนอกเสียแล้ว】
【ตลอดทาง นางเดินไปด้วยร้อยยิ้ม พร้อมกับนับรอยขีดบนเสาหยกของระเบียงสะพานสายรุ้งไปด้วย—และนี่ก็คือสัญลักษณ์ที่นางแอบทำขึ้นมาเพื่อไม่ให้หลงทางภายในเขตตระกูลที่เหมือนเขาวงกตแห่งนี้】
【เดินมาเกือบครึ่งค่อนวัน พวกท่านก็มาถึงท่าเรือที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า】
【เรือวิญญาณลำยักษ์จอดนิ่งๆอยู่ที่ท่าเรือ บนตัวเรือสลักลวดลายอักขระเรืองแสงระยิบระยับ】
【บนท่าเรือ คนของตระกูลหลิวก็ทยอยกันขึ้นเรือทีละกลุ่ม มีทั้งชายหญิง คนแก่และหนุ่มสาว แต่กลับไม่มีใครชายตามองหลิวเซียนเอ๋อร์เลยแม้แต่คนเดียว】
【เมื่อเรือวิญญาณเต็มแล้ว มันก็พุ่งทะยานแหวกชั้นเมฆ วาดเป็นเส้นแสงบนชั้นเมฆอย่างรวดเร็ว และเพียงครึ่งชั่วโมงก็ร่อนลงจอดอย่างนิ่มนวลที่หน้าหอคอยที่สูงตระหง่านแห่งหนึ่ง】
【ลานกว้างหน้าหอคอยช่างกว้างยิ่งนัก อย่างน้อยก็มีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลนับร้อยสนามแล้ว และรอบๆทิศทางก็เต็มไปด้วยเรือวิญญาณหลากหลายรูปแบบจอดอยู่ ซึ่งคล้ายกับฝูงสัตว์ยักษ์ที่กำลังนอนหลับไม่มีผิด】
【ผู้โดยสารต่างก็ทยอยลงมาราวกับปลาว่ายตามกัน หลั่งไหลไปยังหอคอยขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง】
【ท่านเงยหน้ามองป้ายที่แขวนอยู่เหนือประตูหอคอย ก็เห็นอักษรที่ทอแสงระยิบระยับภายใต้แสงตะวัน—ห้องโถงศูนย์กลาง!】
【เล่าลือกันว่า ห้องโถงศูนย์กลางสร้างขึ้นจากเหล็กอุกกาบาตดำในตำนาน พื้นผิวมีลวดลายค่ายกลสีเงิน แผ่กลิ่นอายกดดันที่ทำให้ผู้คนต้องสั่นสะเทือน】
【ประตูหอคอยสูงถึงสามร้อยเมตร สองข้างมีรูปปั้นหินตั้งตระหง่านอยู่—ตนหนึ่งถือไม้บรรทัด อีกตนหนึ่งถือตราชั่งดวงตาของรูปปั่นเย็นชาราวกับมองทะลุความคิดของผู้คน】
【เมื่อเข้าไปยังห้องโถงแล้ว หลิวเซียนเอ๋อร์ก็ล้วงหยกปลาคู่สีเขียวของตนเองออกมาอย่างระมัดระวัง】
【คนตระกูลเซียนหลิวทุกคนจะต้องใช้เลือดแก่นแท้เพื่อสร้างหยกปลาคู่ชีวิตขึ้นมาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งภายในจะบันทึกสายเลือด การฝึกฝน และค่าความดีความชอบอยู่】
【หยกแบ่งเป็นสี่สี: สีทองคือศิษย์สายตรง, สีม่วงคือศิษย์หลัก, สีน้ำเงินคือศิษย์เอก, สีเขียวคือศิษย์ทั่วไป, สีขาวคือคนรับใช้】
【หยกต่างสี ทรัพยากรที่ต้องรับแต่ละปีก็จะแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนั้นก็มากมหาศาลเลยทีเดียว】
【ข้างบนห้องโถง "ลูกแก้ว" ที่กำลังลอยเหนือศีรษะของทุกคนก็ยิงลำแสงไปที่หยกสีเขียวของหลิวเซียนเอ๋อร์ที่เพิ่งจะเอาออกมา】
【และเมื่อแสงหาย ไม่นานนัก ถุงใบหนึ่งก็ลอยออกมาจากลูกแก้วนั้น และตกลงบนมือของหลิวเซียนเอ๋อร์】
【นางกำถุงใบจิ๋วนั้นด้วยดวงตาที่ฉายแววตื่นเต้นออกมา แต่ไม่นานนักก็ต้องหม่นแสงลง— เพราะนางรู้ดีว่า ของข้างในมีน้อยจนน่าสงสาร】
【จู่ๆ ท่านก็นึกถึงถุงของจี้ปินขึ้นมา ท่านมองซ้ายมองขวา แล้วรีบลากหลิวเซียนเอ๋อร์ไปหลบหลังเสาหิน】
【ท่านกดเสียงลงต่ำ พลางกล่าวว่า"ข้ามีถุงใบหนึ่งแต่เปิดไม่เป็น เจ้าช่วยดูให้หน่อยว่าข้างในมีหยกยืนยันตัวตน หรือไม่?"】
【ดวงตาของหลิวเซียนเอ๋อร์ก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ราวกับกระรอกน้อยที่เห็นลูกสน】
【นางยกนิ้วชี้ขึ้นทำท่า "จุ๊ๆ" พลางมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่า "รีบเอามาให้ข้าดูเร็ว!"】
【มือเล็กๆ ที่ยื่นออกมานั้นก็สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น】
【ท่านหยิบถุงที่มีคราบเลือดติดอยู่ออกมาจากอกเสื้อ】
【เมื่อหลิวเซียนเอ๋อร์รับถุงแล้ว ก็ส่งจิตสำนึกเข้าไปข้างในถุง ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เบิกดวงตากว้าง พลางกล่าวว่า"คุณพระช่วย... ข้างในมีหินวิญญาณระดับต่ำตั้งสามร้อยกว่าก้อน!"】
【นางประคองถุงด้วยมือที่สั่นไม่หยุด พลางพยายามกดมุมปากลงอย่างสุดชีวิต แต่ก็สุดท้ายก็ยกยิ้มขึ้นอยู่ดี"ตาแก่! พวกเรารวยแล้ว!"】
【นางกล่าวกับท่านด้วยความตื่นเต้นว่า "นี่มากพอจะซื้อไก่ย่างวิญญาณตั้งสามร้อยตัวเชียวนะ!"】
【"ข้างในมีหยกยืนยันตัวตนหรือไม่?" ท่านกลืนน้ำลายด้วยความตึงเครียด】
【นางส่ายหน้า พลางกระซิบว่า "ถุงหายไป ก็หมายความว่าเจ้าของถุงตายแล้ว ซึ่งหยกของเขาก็จะหมดความหมายไปด้วยเช่นกัน"】
【พูดจบ นางก็แบมือออกและหยกสีน้ำเงินที่แตกละเอียดของจี้ปินก็ปรากฏบนฝ่ามือของนาง】
【เดิมทีท่านคิดจะนำหยกปลาคู่สีม่วงไปรับทรัพยากรฝึกฝนด้วยเช่นกัน แต่ก็กลัวว่าจะเกิดปัญหา จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป】
【"ข้ายกให้เจ้าทั้งหมดเลย แต่ช่วยแลกยาเบิกวิญญาณกับวิชากลั่นปราณให้ข้าสักเล่มหน่อย"】
【"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?" นางที่รู้ว่าเผลอตะโกนออกมา ก็รีบเอามือปิดปาก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยดวงตาที่เบิกกว้างว่า"อายุขนาดนี้แล้วยังคิดจะบำเพ็ญเซียนอยู่อีกรึ?"】
【ท่านรู้ว่าที่เมืองเทียนซูก็มีคนธรรมดาอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน ท่านจึงแสร้งทำเป็นส่ายหน้าอย่างเศร้าโศก พลางกล่าวว่า "ก่อนตาย... ข้าก็อยากลิ้มรสชาติของการเป็นเซียนดูบ้างเหมือนกัน"】
【นางกลอกตาไปมา ก่อนจะกระโดดโลดเต้นไปที่สถานที่แลกของ】
【และพอกลับมาอีกครั้ง ภายในอ้อมแขนของนางก็เต็มไปด้วยขวดยามากมาย และด้านบนสุดก็คือวิชากลั่นปราณที่หน้าปกถลอกปอกเปิกไปหมดแล้ว ซึ่งชื่อของวิชานั้น ก็มีชื่อว่าวิชาวิญญาณเขียว】
【ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมา กลับไม่มีใครหันมามองเด็กผู้หญิงตัวน้อยกับตาแก่ซอมซ่อที่ทำตัวลับๆล่อๆเลยแม้แต่คนเดียว】
【พวกท่านเปรียบเสมือนใบไม้สองใบที่ล่องลอยกลับไปที่เรือวิญญาณอย่างเงียบๆ】