เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43

บทที่ 43

บทที่ 43


บทที่ 43

【ปีที่สี่สิบห้า ท่านใช้เวลาสามปี เดินทางไปทั่วสิบแปดราชวงศ์ ขูดรีดแก่นชีพจรวิญญาณมาถึงห้าขวด ท่านพยายามใช้แก่นชีพจรวิญญาณเหล่านั้น เพื่อลองทะลวงเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้นจนหลงลืมเวลา】

【ปีที่หกสิบ สัตว์อสูรบุกรุกทวีปเทียนฮวง และสัตว์อสูรยังคงดุร้ายป่าเถื่อนเหมือนเช่นเดิม สถานที่ที่พวกมันผ่านไป  ภูเขาและแม้น้ำล้วนแตกสลาย เมืองทั้งเมืองล้วนพังพินาศ ทั่วทั้งทวีปนองไปด้วยเลือด ราวกับวันโลกาวินาศมาเยือน...】

【ปีที่หกสิบสาม】

【ท่านล่วงรู้ว่าโลกภายนอกกลายเป็นนรกบนดินไปแล้ว จึงต้องการจะออกไปดูสถานการณ์】

【ท่านออกจากภูเขาที่ใช้เก็บตัวฝึกตน และมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านไป๋ซีที่อยู่ใกล้ๆ】

【ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าก็ปรากฏสิ่งแปลกประหลาด—เพราะจู่ๆ ก็มีลูกแก้วขนาดมหึมาลอยอยู่กลางท้องฟ้า!】

【และต่อมา ท่านก็เห็นภาพที่จะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต—】

【สัตว์อสูรทั้งหมดบนทวีป ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกลูกแก้วนั้นดูดเข้าไป ราวกับเครื่องดูดฝุ่น】

【สัตว์อสูรเหล่านั้น ตัวเล็กที่สุดมีขนาดสูงถึงสองเมตร ตัวที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดมหึมาถึงสามร้อยเมตรกลับถูกดูดเข้าไปราวกับไม่แตกต่างกันเลย และแม้ว่าท่านจะมองอยู่ห่างๆ ก็ยังรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอยู่ดี】

【และท่านก็มองเห็นอย่างเลือนราง ว่าท่ามกลางชั้นเมฆนั้น มีเรือวิญญาณลำยักษ์ลอยอยู่ด้วย และบนนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คน ราวกับเป็นกองทัพสวรรค์ไม่มีผิด】

【ชาวบ้านที่รอดชีวิตต่างพากันคุกเข่าโขกศีรษะ พลางตะโกนว่า "ขอบคุณท่านเซียน! ขอบคุณท่านเซียน!"】

【และเมื่อลูกแก้วนั้นดูดสัตว์อสูรเข้าไปจนหมดสิ้น เรือวิญญาณก็แหวกชั้นเมฆ มุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของท้องฟ้า】

【และด้วยสายตาของท่าน ท่านจึงมองเห็นอย่างเลือนรางว่าเรือวิญญาณนั้น หายเข้าไปทางยังทิศทางของกระจกทองแดง】

【ท่านพลันกระจ่างทันที พลางครุ่นคิดว่า: ที่แท้ทางเข้าออกของแดนลับเทียนฮวงก็อยู่ที่นั้นเอง!】

【สามเดือนต่อมา ท่านเดินทางมาถึงอดีตเมืองหลวงอันรุ่งเรือง—ซึ่งก็คือเมืองเทียนกั่งแห่งราชวงศ์ตระกูลฉู่นั้นเอง】

【ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ร่างกายของท่านสั่นสะท้าน เมืองหลวงทั้งเมืองกลับกลายเป็นซากปรักหักพังไปเสียแล้ว  คราบเลือดที่แห้งกรังบนพื้นนั้นก็กลายเป็นสีแดงคล้ำ อากาศก็คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ】

【ท่านไม่กล้าอยู่นาน จึงรีบออกจากเมืองเทียนกั่งทันที】

【ท่านเดินทางผ่านเมืองและหมู่บ้านอีกสิบกว่าแห่ง ก็พบว่าบางพื้นที่ยังมีประชากรจำนวนน้อยนิดรอดชีวิตอยู่ด้วย  ซึ่งคงจะเป็น "เมล็ดพันธุ์" ที่สัตว์อสูร ละเว้นเพื่อกลับมากินต่อในอีกพันปี】

【เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มันก็ทำให้ท่านรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา ท่านจึงรีบกลับไปยังถ้ำอีกครั้ง แล้วเก็บตัวฝึกตนต่อ เพื่อพยายามค้นหาวิถียุทธ์ที่อยู่เหนือกว่าระดับมนุษย์สวรรค์】

【ปีที่หนึ่งร้อย】

【อารมณ์ของท่านเริ่มดิ่งลง เพราะรากฐาน พรสวรรค์และความเข้าใจของท่านกลับย่ำแย่เกินไป จึงยังคงไม่บรรลุระดับที่อยู่เหนือกว่าระดับมนุษย์สวรรค์เหมือนเช่นเดิม】

【ท่านเดินออกจากภูเขา ท่องเที่ยวพเนจรไปตามเมืองและหมู่บ้านนับสิบแห่ง】

【ท่านพบว่าประชากรในทวีปเทียนฮวงเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชายทำนา ผู้หญิงทอผ้า แม้ชีวิตจะยากลำบากไปบ้างแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง】

【และผู้คนจำนวนไม่น้อย ก็เริ่มสร้างเมืองขึ้นมาใหม่จากซากปรักหักพัง พร้อมกับค้นหาตำราวิชายุทธ์ตามเศษซากกำแพงที่พังทลาย】

【ทว่าท่านสังเกตเห็นว่า คนส่วนใหญ่ยังคงหยุดอยู่ที่ระดับชำระร่างกาย】

【นานๆ ครั้งถึงจะเห็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ปรากฏตัวขึ้น ซึ่งพวกเขาต่างก็รวบรวมผู้ฝึกยุทธ์เพื่อพยายามจะสร้างราชวงศ์ขึ้นมาใหม่】

【ท่านมองดูสิ่งเหล่านี้ ก็ราวกับเห็นทวีปเทียนฮวงกำลังเริ่มต้นวัฏจักรใหม่อีกครั้ง—ผู้คนเริ่มรวมตัวกันจนเป็นหมู่บ้าน พึ่งพาการล่าสัตว์และทำไร่ทำนาเพื่อยังชีพ】

【ท่านกลับมาที่หมู่บ้านไป๋ซีอีกครั้ง】

【ที่แปลงนา บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน ชายวัยกลางคนสิบกว่าคนกำลังทำงานกันอยู่】

【และเมื่อพวกเขาเห็นท่าน ก็ทักทายอย่างกระตือรือร้นว่า "ท่านลุง มาจากที่ไหนหรือ?"】

【ตอนนี้เอง ที่ท่านเพิ่งจะตระหนักว่า ผมเผ้าและหนวดเคราที่ไม่เคยดูแลมาหลายสิบปี ล้วนขาวโพลนไปหมดแล้ว  ซึ่งดูเหมือนกับตาแก่ไม่มีผิด】

【ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็ตะโกนไปทางแปลงนาว่า "น้าหลาน เจ้าขาดสามีอยู่ไม่ใช่รึ? ท่านลุงผู้นี้ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงไม่น้อยเลย!"】

【หญิงชราข้างๆ ก็ช่วยเสริม "ใช่ๆ รีบมีลูกกันตอนที่ยังมีแรงเถิด!"】

【แม่หม้ายที่ชื่อน้าหลานก็เดินเข้ามา นางพิจารณาท่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า"หน้าตาหมดจดสมส่วน สมัยหนุ่มๆ คงจะเป็นพ่อหนุ่มรูปงามเลยกระมัง?"】

【ท่านยิ้มแห้งๆ ด้วยความขัดเขิน】

【แม้ตัวเองจะอายุร้อยกว่าปีแล้ว แต่พอมองเห็นผู้หญิงวัยสี่สิบกว่าตรงหน้า ท่านก็ขอเลือกจะเป็นโสดดีกว่า】

【น้าหลานเข้ามาจับแขนของท่านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พลางกล่าวว่า "กลับบ้านไปอยู่กินกับข้าเถิด ตราบใดที่ข้ามีกิน เจ้าก็ไม่มีวันอดตาย"】

【ท่านถูกนางลากไปที่กระท่อมเก่าทรุดโทรม】

【นางล้วงเอาแผ่นแป้งแห้งๆครึ่งแผ่นออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะกล่าวว่า "เอ้า รองท้องไปก่อน"】

【ท่านจ้องมองแผ่นแป้งนั้นอย่างเหม่อลอย】

【"รีบกินเร็ว" นางยัดแผ่นแป้งใส่มือของท่าน พลางกล่าวว่า " แล้วก็ไปล้างเนื้อล้างตัวเสีย วันข้างหน้าก็ช่วยข้าทำไร่ไถนาบ้าง"】

【"อยู่ตัวคนเดียวหรือ?" จู่ๆ ท่านก็เอ่ยถามนาง】

【ขอบตาของน้าหลานก็พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที พลางกล่าวว่า "ตอนเด็กๆ ข้าเห็นท่านพ่อ ท่านแม่ถูกสัตว์อสูรกินต่อหน้าต่อตา รูปร่างหน้าตาของเดรัจฉานนั้น มันยังคงหลอกหลอนข้าจนถึงทุกวันนี้อยู่เลย"】

【นางฝืนยิ้ม พลางกล่าวว่า "แต่มันคงจะรังเกียจที่ข้าตัวเล็กเกินไป จึงไม่เข้ามากินข้า"】

【"แล้วสามีของเจ้าเล่า?"】

【นางส่ายหน้า พลางกล่าวว่า "เขาบอกว่าจะเข้าเมืองไปหาวิชายุทธ์ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย"】

【ท่านก็เงียบไปราวกับครุ่นคิดบางอย่าง】

【"ข้าขอไปทำงานก่อน" นางแบกจอบขึ้นบ่า พลางกล่าวว่า "คืนนี้ เราสองคนก็มากราบไหว้ฟ้าดินเข้าหอกันเถิด"】

【รอจนนางจากไป ท่านก็วางแผ่นแป้งแห้งนั้นลง ก่อนจะหยิบเงินแปดตำลึงวางลงบนโต๊ะ ซึ่งนี้ก็สมบัติทั้งหมดของท่านแล้ว จากนั้นท่านก็จากไปอย่างเงียบๆ】

【หนึ่งปีต่อมา ท่านยืนอยู่หน้าซากปรักหักพังของเมืองหลงหยาง พลางมองหญ้าแห้งเหี่ยวที่เอียงไปมาตามสายลม ราวกับกำลังสะอื้นไห้อย่างไร้เสียง】

【เมืองเล็กๆ ที่เคยเจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่กำแพงพังๆ ที่ยังตั้งตระหง่านอย่างดื้อรั้นอยู่เท่านั้น】

【สามเดือนให้หลัง ท่านย่างเท้าเข้าสู่ซากปรักหักพังของเมืองหลวงแห่งราชวงศ์เยียน】

【ท่านเห็นคานไม้ไหม้เกรียมเสียบคาอยู่บนกำแพงวังที่แตกร้าว เห็นต้นหญ้าที่งอกขึ้นมาตามรอยแตกของแผ่นหิน และสายลมที่พัดผ่านอย่างเงียบเหงา】

【ตำหนักที่เคยวิจิตรตระการตา กลับเหลือเพียงแค่เศษกระเบื้องที่สะท้อนแสงภายใต้ดวงอาทิตย์อัสดง】

【เมื่อท่านมาถึงที่ตั้งเดิมของบ้านตระกูลเฉิง ท่านก็เห็นตัวอักษรที่ถูกสายลมกัดกร่อนบนประตูกำแพงพังๆ นั้น ท่านมองดูตัวอักษรอันเลือนลางจนเผลอเอ่ยออกมาว่า "เจ้าอยู่ที่นี่หรือไม่?"】

【ท่านมองลายเส้นที่บิดเบี้ยวนั้นอยู่เป็นเวลานาน】

【แต่ยิ่งท่านมองเท่าไหร่ หน้าอกของท่านก็ยิ่งบีบรัดแน่นเท่านั้น แต่ต่อจากนั้น มันก็เปลี่ยนเป็นความแค้น】

【ปีที่หนึ่งร้อยสิบ】

【สิบปีที่ผ่านมา รอยเท้าของท่านย่ำไปทั่วทุกตารางนิ้วของทวีปเทียนฮวง】

【ความกว้างใหญ่ของแดนลับแห่งนี้ ก็ทำให้ท่านตกตะลึง】

【พื้นที่นับล้านลี้ ขุนเขาพาดผ่านราวกับมังกรยักษ์ เส้นทางแม่น้ำที่ราวกับงูร่ายรำ ทะเลทรายอันเวิ้งว้างที่กลืนกินโครงกระดูกของผู้เดินทาง และป่าหนาทึบที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของสัตว์ร้าย】

【นี่จะเป็นแดนลับจริงๆ หรือ? ทำไมถึงดูเหมือนโลกปกติเลยเล่า?! 】

【ปลายนิ้วของท่านก็สั่นระริกโดยไม่รู้ตัว】

【ต้องเป็นสมบัติวิเศษเช่นไรกันแน่ ถึงสร้างท้องฟ้าและพื้นดินให้เป็นคุก?】

【ความคิดของท่านก็ยิ่งทำให้ท่านหวาดกลัว จนท่านคิดไปเองว่าความมืดมิดรอบๆ หรือแม้แต่ความว่างเปล่าตรงหน้า  มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำของท่านอยู่】

【และสิ่งที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าก็คือ บนแผ่นดินผืนนี้ การปกครองที่โหดร้ายรูปแบบใหม่ก็กำลังหยั่งรากลึก】

【กองทหารม้าแห่งทะเลทรายทางทิศเหนือ นำหัวกะโหลกของผู้พ่ายแพ้มาก่อเป็นภูเขา เบ้าตาที่กลวงโบ๋ของกระโหลหล่านั้น ล้วนบอกเล่าถึงความหวาดกลัวก่อนจะจบชีวิต】

【บนแท่นหินบูชาทางทิศใต้ เสียงกรีดร้องของหญิงตั้งครรภ์และเสียงร้องของแมลงพิษ สอดประสานกันจนเป็นบทเพลงสาปแช่งที่ชั่วร้าย】

【ภายในกำแพงวังของภาคกลาง เสียงดนตรีกลับไม่อาจจะกลบเสียงสะอื้นของการขายลูกกินที่นอกเมือง...】

【ท่านยืนอยู่บนยอดเขา พลางมองดูสัญญาณไฟสงครามลุกลามไปทั่วแผ่นดิน】

【บนแผ่นดินที่ถูกสาปแช่งผืนนี้ ราชวงศ์เกิดใหม่กำลังเดินซ้ำรอยความป่าเถื่อนของราชวงศ์เก่า ผู้คนที่เปรียบเสมือนมดปลวก ต่างกัดกินกันเองท่ามกลางเลือดและไฟ】

【วัฏจักรนับร้อยปี ชะตากรรมนับพันปี ราวกับจะไม่มีวันหลุดพ้น…จากวงจรเลือดไปตลอดกาล...】

จบบทที่ บทที่ 43

คัดลอกลิงก์แล้ว