บทที่ 35
บทที่ 35
บทที่ 35
【ปีที่สิบสอง】
【หลังจากท่านฝึกฝนวิชากายแปรพันลักษณ์จนบรรลุถึงขั้นพื้นฐาน ท่านก็เดินทางไปยังราชวงศ์ต้าจิ้น เพื่อขูดรีดสมุนไพรล้ำค่าจากจักรพรรดิจิ้นต่อ】
【วันหนึ่งท่านหวนนึกถึงความแค้นดั่งทะเลเลือดของหัวหน้าสาขาเฉียว จึงลอบสืบประวัติของอัครมหาเสนาบดีนามจ้าอี้อย่างลับๆ】
【เมื่อท่านสืบดู จึงพบว่าจ้าอี้ใส่ร้ายป้ายสีพ่อแม่ของหัวหน้าสาขาเฉียว ก่อนจะเข้ายึดทรัพย์สินของตระกูลเฉียว แต่ก็ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เขายังสังหารคนตระกูลเฉียวไปกว่าสองร้อยชีวิตและมีเพียงหัวหน้าสาขาเฉียวเท่านั้นที่หนีรอดออกมาเพราะความบังเอิญ】
【ที่น่าโมโหยิ่งกว่าก็คือ จ้าอี้อาศัยบารมีของบุตรสาวที่เป็นจักรพรรดินีวางอำนาจในราชสำนัก เขาทั้งโลภ ทั้งบ้ากามรังแกข่มเหงผู้คน เลวทรามจนเข้ากระดูกดำ...】
【ท่านรีบส่งข่าวให้หัวหน้าสาขาเฉียว เร่งรุดมายังเมืองหลวงแห่งราชวงศ์จิ้นทันที】
【ทันทีที่นางมาถึง ท่านก็พานางบุกเข้าไปยังตระกูลจ้าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง】
【พอจ้าอี้ที่อ้วนท้วน หัวโต หูใหญ่เห็นหัวหน้าสาขาเฉียวและท่านที่สวมหน้ากากหน้ายิ้ม ก็พลันรู้สึกถึงลางร้ายขึ้นมาทันที】
【หัวหน้าสาขาเฉียวจ้องมองเขาจนดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะกล่าวว่า: "โจรชั่วแซ่จ้า รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร?"】
【"เจ้าคือ?" จ้าอี้หรี่ตามองนางด้วยความมึนงง ราวกับลืมนางไปแล้ว】
【"ขุนนางสุนัข! ข้าคือบุตรสาวของเสนาบดีเฉียวนามเฉียวอิ๋งอิ๋ง!" นางกัดฟันกรอด ก่อนจะกล่าวต่อว่า "เพียงเพราะพ่อของข้ายื่นฎีกาขับไล่เจ้า เจ้ากลับใส่ร้ายจนตระกูลเฉียวของข้าถูกประหารล้างโคตร! วันนี้ข้าจะให้เจ้าชดใช้ด้วยเลือด!"】
【นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ】
【แต่จ้าอี้กลับแสยะยิ้มอย่างอำมหิต ก่อนจะกล่าวว่า: "เฉียวอิ๋งอิ๋งรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนตาย แม่ของเจ้าคุกเข่าอ้อนวอนข้า..."】
【ร่างกายของหัวหน้าสาขาเฉียวก็พลันซวนเซไปมา พร้อมกับดาบที่แทบจะร่วงหล่นลงกับพื้น】
【ท่านไม่อยากจะทนฟังต่อไป จึงกล่าวว่า: "จะไปพล่ามกับคนพรรค์นี้เพื่ออะไรอีก? รีบฆ่าเขาเสีย"】
【แต่เฉียวอิ๋งอิ๋งกลับหันมามองท่านด้วยสายตาน่าสงสาร พลางกล่าวว่า: "เขาเป็นมหาปรมาจารย์ ข้า..."】
【แม้นางจะเป็นถึงปรมาจารย์ แต่จ้าอี้กลับเป็นมหาปรมาจารย์ นางจึงไม่ใช่คู่มือของเขาเลยแม้แต่น้อย】
【"เข้าไปจัดการเถิด ไม่ต้องห่วง" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ】
【เฉียวอิ๋งอิ๋งพยักหน้า ก่อนจะเงื้อดาบฟันเข้าใส่อย่างรวดเร็ว】
【แต่จ้าอี้ก็หัวเราะอย่างชั่วร้ายออกมา พลางเอาหยกสีเลือดชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ!】
【"คิดจะฆ่าข้ารึ? รอชาติหน้าเถิด!" เขาบีบหยกนั้นจนแตกละเอียด แล้วแสงสีเลือดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!】
【ท่านแค่นเสียง "ฮึ" เบาๆ พลางปลดปล่อยแก่นแท้ให้ก่อตัวเป็นฝ่ามือคว้าจับกลางอากาศ—】
【แต่จู่ๆ แสงสีเลือดนั้นก็พลัน "ตูม!" ระเบิดอย่างฉับพลัน แล้วกลายเป็นเข็มพิษเต็มท้องฟ้าพุ่งเข้าใส่หัวหน้าสาขาเฉียว!】
【"มีแค่นี้รึ?" ท่านรีบสะบัดแขนเสื้อ แล้วแก่นแท้ก็กระแทกเข็มพิษจนปลิวกระเด็นออกไป!】
【แม้หัวหน้าสาขาเฉียวจะกลัวจนหน้าซีดเผือด แต่ก็ยังกัดริมฝีปาก พลางกล่าวว่า: "จ้าอี้... เจ้ายังต่ำช้าไม่เปลี่ยน!"】
【จ้าอี้ฉวยโอกาสนั้นถอยหลัง พลางตะเบ็งเสียงตะโกนว่า: "ช่วยด้วย—"】
【แต่ยังกล่าวไม่ทันจบ ท่านก็ดีดนิ้วออกไปเสียก่อน แล้วแก่นแท้ที่ราวกับคมมีด ก็ "ฉับ" ตัดแขนทั้งสองข้างของเขาจนขาดกระเด็น!】
【"นี่ถือเป็นดอกเบี้ย" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ】
【หัวหน้าสาขาเฉียวก็ฉวยจังหวะนั้น พุ่งเข้าใส่เพื่อจะแทงดาบเข้าที่กลางอกของจ้าอี้!】
【แต่จ้าอี้กลับคำรามอย่างบ้าคลั่ง พลางใช้แขนที่ด้วนไปแล้ว กระแทกเข้าที่จุดตันเถียน—】
【"ตายไปพร้อมกันเสีย!"】
【การระเบิดตัวเองของมหาปรมาจารย์นับว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย!】
【ท่านจึงมองด้วยสายตาที่เย็นยะเยียบ และเพียงพริบตาเดียว ท่านก็มายืนขวางหน้าหัวหน้าสาขาเฉียวพร้อมกับกดฝ่ามือลง—】
【"สยบ!"】
【แก่นแท้อันมหาศาลก็ผนึกบริเวณรอบๆ ร่างกายของจ้าอี้ แล้วร่างกายที่พองขยายนั้นของเขา ก็พลัน "โพละ" ระเบิดกลายเป็นหมอกเลือด!】
【เมื่อฝุ่นควันจางหาย หัวหน้าสาขาเฉียวก็เดินมาคุกเข่าลงกลางกองเลือด พลางยืนมือมาประคองศีรษะของจ้าอี้พร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา: "ท่านพ่อ ท่านแม่... ลูกแก้แค้นให้พวกท่านแล้ว..."】
【เมื่อท่านมองดูเลือดที่นองเต็มพื้น ก็พลันนึกถึงอาการมือสั่นของตนเองในยามที่ฆ่าคนเป็นครั้งแรกขึ้นมา พลางครุ่นคิดว่า :】
【—ไม่ใช่ทุกคนจะมีสติเมื่ออยู่ท่ามกลางกองเลือด】
【ท่านที่กำลังมองดูแผ่นหลังที่สั่นเทาของหัวหน้าสาขาเฉียว ก็พลันส่ายหน้าให้กับนางอย่างช้าๆ พลางครุ่นคิดว่า: นางต้องอดทนมาจนถึงป่านนี้ นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย】
【และท่านหวนนึกถึงสายตาที่นางมองท่านเพื่อขอความเมตตาในตอนนั้น ร่างกายของท่านก็พลันสั่นเทาขึ้นมา】
【โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ มีผู้คนมากเท่าไหร่กันที่ต้องหลงลืมตัวตนของตนเองเพราะความแข็งแกร่งและอำนาจ?】
【การฆ่าคนเพียงเพราะมีกำลังมากกว่า ยังจะนับว่าเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือไม่?】
【ท่านหวนนึกถึงตนเองในอดีต—ตอนที่ท่านยังไร้ซึ่งกำลัง แม้ตอนนั้นท่านจะเป็นคนเสเพลไปบ้าง แต่ก็เป็นคนอ่อนโยนคนหนึ่ง ที่ไม่เคยใช้อำนาจของตระกูลเข่นฆ่าคนอื่นเพราะความขัดแย้งเล็กน้อย】
【แม้ว่าตอนนี้ท่านจะครอบครองกำลังที่มากกว่าแต่ก่อน จนสองมือต้องเปื้อนเลือดไปบ้าง】
【แต่ก็ไม่เคยสูญเสียความเป็นคนไป แล้วมองทุกสิ่งที่อ่อนแอกว่าตนเองเป็นสิ่งไร้ค่า】
【แต่ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านั้นเล่า? กลับมองดูสัตว์อสูรกลืนกินคนอย่างหน้าตาเฉย?】
【ทวีปเทียนฮวงมีผู้คนนับล้านๆ ชีวิต แต่ผู้บำเพ็ญเซียนกลับเลือดเย็นถึงขั้นปล่อยให้สัตว์อสูรออกมาอาละวาด】
【ท่านคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ว่าหัวใจของผู้บำเพ็ญเซียนทำด้วยอะไรกันแน่?】
【แต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ท่านก็หันขวับเพื่อมองไปยังทิศทางหนึ่ง—】
【และบนหลังคาทางทิศทางนั้น ก็ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ กลับมีคนสวมชุดสีขาวกำลังยืนตระหง่านอยู่ ซึ่งเขากำลังโบกพัดไปมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พลางจ้องเขม็งมาที่ท่าน และจังหวะที่ท่านเห็นว่ามีคนยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ขนทั่วทั้งร่างกายของท่านก็พลันลุกชันขึ้นมาทันที】
【"หัวหน้าสาขาเฉียว ถอยไป!" ท่านรีบตะโกนเตือน พลางโคจรแก่นแท้ภายในร่างกายจนเดือดพล่าน เพื่อเตรียมพร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ】
【คนผู้นี้เข้ามาประชิดตัวโดยไร้ซึ่งสุ้มเสียง ซึ่งแม้แต่ท่านเองก็ยังไม่รู้สึกตัว... หากไม่ใช่เพราะมีระดับยุทธ์ที่เหนือกว่าท่าน ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเซียน!】
【ชายชุดขาวพินิจดูท่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปรบมือเบาๆ : "ไม่คิดเลยว่าสถานที่ทุรกันดารเช่นนี้ จะมีระดับมนุษย์สวรรค์อยู่ด้วย"】
【นิ้วทั้งห้าของท่านกำเข้าหากันเล็กน้อย พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า: "เจ้าคือผู้บำเพ็ญเซียนหรือ?"】
【เขาไม่ตอบท่าน แต่กลับรวบพัดเก็บ แล้วชี้ไปที่ศพไร้หัวของจ้าอี้ พลางกล่าวว่า: "เจ้าสุนัขโง่ตัวนั้น แม้จะไร้ประโยชน์แต่ก็ยังช่วยข้าเสาะหาเตาหลอมมาไม่น้อย แต่ในเมื่อเจ้าฆ่าสุนัขของข้าไปแล้วก็ช่างเถิด ข้าจะไม่เอาความก็แล้วกันแต่เจ้าจะต้องชดใช้ของที่ดีๆ ให้แก่ข้าบ้าง?"】
【"งั้นรึ?" ท่านหัวเราะลั่นด้วยความเย้ยหยัน และไม่พูดพร่ำทำเพลง ท่านก็ใช้วิชาย่างก้าวท่องคลื่นพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างฉับพลัน พลางซัดหมัดตรงเข้าใส่คอหอยของเขา!】
【ชายชุดขาวส่ายหน้าด้วยความดูแคลน แล้วยันต์สีม่วงแผ่นหนึ่งก็ลอยออกมาจากแขนเสื้อของเขา: "ยันต์อัสนี!"】
【"เปรี้ยง—!"】
【ชั่วขณะที่ยันต์เปล่งแสง มันก็กลายเป็นสายฟ้าพุ่งเข้าใส่ท่านอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกลิ่นไหม้ที่คละคลุ้งไปทั่วอากาศ】
【ท่านรีบกางอาณาเขต พลางใช้แก่นแท้คว้าจับดาบหักบนพื้นให้ลอยมาอยู่บนฝ่ามือของตนเอง ก่อนจะใช้ดาบนั้นแทงเข้าใส่สายฟ้า—】
【"เคร้ง—กร๊อบ!"】
【ดาบนั้นแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ ส่วนพลังของสายฟ้าก็ลดลงไปเกินครึ่ง แต่แรงประทะเมื่อครู่ ก็ส่งผลให้แขนของท่านรู้สึกชาเล็กน้อย】
【และด้วยพลังของสายฟ้าที่ลดน้อยลงไปเกินครึ่ง ท่านจึงเลือกจะพุ่งตัวไปข้างหน้าต่อ เพื่อปะทะกับสายฟ้าตรงๆ ก่อนจะปล่อยหมัดมุ่งตรงไปยังกลางอกของอีกฝ่าย: "ตาย!"】
【แต่ชายชุดขาวกลับดูเหมือนจะเตรียมตัวมาก่อนแล้ว จู่ๆ "ยันต์เหินแสง" ก็พลันปรากฏขึ้นบนมือของเขา: "ไป!"】
【"ฟิ้ว!"】
【ร่างของเขาก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทอง ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับดาวตก แล้วก็เหลือเพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่แว่วเข้ามา—】
【"ใช้กายเนื้อต้านรับยันต์อัสนีรึ? นับว่าเป็นสุนัขที่เก่งกาจตัวหนึ่ง... คราวหน้า ข้าจะเตรียมโซ่มาล่ามเจ้า แล้วค่อยมาเล่นด้วยใหม่"】
【และการปะทะกันเพียงชั่วครู่ ก็ทำให้ท่านรู้สึกหวาดผวาไม่น้อยเช่นกัน】
【ท่านครุ่นคิดว่า : ตนเองรู้วิธีการของผู้บำเพ็ญเซียนน้อยเกินไป】
【คนผู้นั้นเพียงแค่โยนยันต์ออกมาแผ่นเดียว ก็บีบให้ท่านต้องรับมืออย่างสุดกำลังแล้ว】
【หากเขามียันต์มากกว่านี้อีก ท่านก็คงจะต้องประสบกับเคราะห์ร้ายแน่ๆ】
【ท่านขบคิดว่า—ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้คล้ายกับนักเวทที่ต้องร่ายคาถาจากระยะไกลไม่มีผิด หรือว่าการต่อสู้ระยะประชิดจะเป็นจุดอ่อนของพวกเขา?】
【หากเจอหน้ากันอีกครั้ง คงจะต้องชิงลงมือก่อน โดยห้ามเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้ยันต์นั้น!】
【หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ท่านก็เลือกจะชะลอการไปหาเซวียอวิ๋นเทา】
【เพราะหากผู้บำเพ็ญเซียนผู้นี้จับตาดูอยู่ในที่ลับล่ะก็ นั้นอาจจะพลอยทำให้ตระกูลเซวียเดือดร้อนไปด้วย】
【เมื่อสงบสติอารมณ์ลงแล้ว ท่านก็รีบพาหัวหน้าสาขาเฉียวถอนตัวทันที】
【ปีที่สิบห้า สามปีที่ผ่านมา ท่านร่อนเร่หลบซ่อนตัวไปทั่ว】
【หลังจากแยกทางกับหัวหน้าสาขาเฉียว ท่านก็หลบเข้าไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง แล้วมุ่งมั่นฝึกฝนวิชากายแปรพันลักษณ์เพื่อจะบรรลุถึงขั้นความสำเร็จเล็ก】