เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20

บทที่ 20

บทที่ 20


บทที่ 20

【คนอีกหลายสิบคนที่เหลือต่างก็กลัวจนแตกฮือ เริ่มถอยหนีกันทีละคน】

【ท่านตะโกนสั่งลูกน้องที่ทำท่าจะไล่ตามว่า: "อย่าตาม! การเผาเสบียงสำคัญกว่า!"】

【ทุกคนก็รีบจุดไฟกันทันที แล้วรถขนเสบียงกว่าร้อยคันต่างก็ลุกโชนด้วยเปลวเพลิง ส่องสว่างไปทั่วเส้นทางภูเขา】

【ท่านเก็บป้ายห้อยเอวจากศพของปรมาจารย์ผู้นั้น แล้วรีบนำกองกำลังถอนตัวทันที】

【ระหว่างทางท่านก็ฉุกคิดถึงการต่อสู่เมื่อครู่ขึ้นมา: ข้าเพิ่งจะสังหารปรมาจารย์ไปอย่างงั้นหรือ?】

【นี่มันจะง่ายดายเกินไปหน่อยหรือไม่? ตอนประลองกับจินลี่ลี่และคนอื่นๆ ในสำนักวิถียุทธ์ มีครั้งไหนบ้างที่ตนเองไม่ต้องออกแรงจนเหงื่อท่วมตัว?】

【ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการประมือกับจอหงวนบู๊อย่างจางรุ่ยเลย ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยสักนิด】

【คิดไปคิดมา ท่านก็ตระหนักว่า——ที่แท้ปรมาจารย์ก็แบ่งระดับเช่นกัน】

【คนที่ออกมาจากสำนักวิถียุทธ์ ล้วนเป็นยอดคนในหมู่ยอดคนทั้งสิ้น】

【แม้จะมีระดับและขั้นเหมือนกัน แต่คนที่จบจากสำนักวิถียุทธ์จะสามารถบดขยี้คนในระดับเดียวกันอย่างง่ายดาย】

【เมื่อกลับถึงค่ายทหาร ท่านรายงานผลงานการรบตามความเป็นจริง】

【ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ ก็คือแม่ทัพนามควงเทียนโย่ว——คนผู้นี้จบการศึกษาจากรุ่นเดียวกับตอนที่ท่านเพิ่งเข้าสำนักวิถียุทธ์ใหม่ๆ ถือว่าเป็นรุ่นพี่อาวุโสของสำนัก】

【ในกองทัพเจิ้นซี ลำดับทหารจากต่ำไปสูงคือ: นายกองร้อย, นายกองพัน, รองแม่ทัพ, แม่ทัพ และสูงสุดคือแม่ทัพใหญ่】

【ควงเทียนโย่วพลิกดูรายงานการรบของท่านไปมา แต่จู่ๆ ก็ตบโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืน และกล่าวว่า : "บังอาจ! เจ้ากล้าแอบอ้างผลงานทางทหารอย่างงั้นรึ?"】

【ท่านเตรียมการมาแต่เนิ่นๆ อยู่แล้ว จึงรีบควักหลักฐานออกมา——ซึ่งคือป้ายห้อยเอวระบุตัวตนของปรมาจารย์ผู้นั้น】

【ใครจะรู้ว่าควงเทียนโย่วกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเลยด้วยซ้ำ แต่กลับโยนป้ายห้อยเอวนั้นให้กับนายกองพันนามว่าอู๋ปินทันที——และคนผู้นี้คือหลานชายแท้ๆ ของโหวตระกูลอู๋!】

【"นี่คือผลงานของนายกองพันอู๋!" ควงเทียนโย่วหัวเราะเยาะใส่ท่าน แล้วกล่าวว่า "ทหาร! จงลากตัวเขาไปโบยหนึ่งร้อยไม้ตามกฎกองทัพเสีย!"】

【แต่จินลี่ลี่ก็รีบเข้ามาออกหน้าขอร้องให้ท่าน: "แม่ทัพควง เห็นแก่ความเป็นศิษย์ร่วมสำนักเถิด..."】

【"ใช่ๆ" ซ่งจานเผิงก็ช่วยพูดเสริมเช่นกัน "โปรดผ่อนหนักเป็นเบาด้วยเถิด"】

【"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่..." จางรุ่ยจู่ๆ ก็พูดแทรกขึ้นว่า: "โบยสักสามสิบไม้ก็พอแล้ว?"】

【"แต่นี่คืออัจฉริยะเชียวนะ" อู๋ปินมองท่านด้วยสายตาดูแคลน "กองทัพเจิ้นซีของเรา คงจะเล็กเกินไปสำหรับผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา เหตุใดไม่ขับไล่ออกไปจากกองทัพเลยเล่า?"】

【ท่านก็ยิ้มออกมาอย่างขมขืน】

【ท่านที่ไร้ซึ่งกำลังและไม่มีคนค่อยหนุนหลัง จึงจำต้องฝืนกล้ำกลืนความอัปยศนี้ลงไปโดยไม่มีสิทธิโต้เถียง】

【และท้ายที่สุด ท่านก็ถูกขับไล่ออกจากกองทัพเจิ้นซี】

【แต่ขณะที่เดินจากไป ก็มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาจากกระโจมด้านหลัง——】

【"ฮ่าๆๆ นี่น่ะหรืออัจฉริยะอันดับหนึ่งที่เขาร่ำลือกัน?"】

【"ดูอย่างไรก็เป็นสวะไม่ใช่หรือ!"】

【"เจ้าสำนักไม่ชอบขี้หน้าเขามาตั้งนานแล้ว!"】

【ท่านกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ】

【ท่านรู้อยู่แล้วว่า——อู๋ปินเป็นคนของบ้านโหว ส่วนควงเทียนโย่วและจางรุ่ยก็กำลังเลือกข้างอยู่】

【พวกเขาจึงไม่มีใครกล้าล่วงเกินโหวตระกูลอู๋】

【จะโทษก็ต้องโทษตัวเอง ที่หลังจากบ้านกั๋วกงล่มสลาย บ้านโหวก็เข้ามาควบคุมกองทัพเจิ้นซีแทน】

【"อัจฉริยะ" ที่ไร้ภูมิหลัง ไร้กำลัง ก็สมควรแล้วที่จะถูกกีดกัน】

【แต่ความอัปยศในครั้งนี้ ท่านจะไม่มีวันลืมแน่นอน】

【และท่านก็หวังว่าตัวท่านในโลกจริงจะไม่ลืมเช่นกัน และช่วยระบายความแค้นแทนตนเองในวันหน้าด้วย!】

โลกจริง ฉินเฉินที่กำลังง่วงเงียอยู่ ก็แง้มเปลือกตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ

"ไม่ต้องห่วงๆ…พี่ชายคนนี้…จะไม่…ลืมแน่…วันหน้าจะล้างแค้นแทน…"

แต่ยังพูดไม่ทันจบ เปลือกตาของเขาก็ปิดลงพร้อมกับศีรษะก็เอียงไปทางซ้ายอย่างไม่มีแรง แล้วเขาก็วูบหลับไป

【ปีที่สิบห้า】

【นับตั้งแต่ออกจากกองทัพเจิ้นซี ท่านก็กลับมายังเมืองหลวง แล้วซื้อบ้านหลังหนึ่งและใช้ชีวิตเยี่ยงฤาษี】

【หนึ่งปีที่ผ่านมา ท่านราวกับระเหยหายไปจากโลกมนุษย์】

【ส่วนเพื่อนที่เคยสนิทที่สุดอย่างจินลี่ลี่และซ่งจานเผิงกลับไม่เคยติดต่อท่านมาอีกเลย】

【แต่ท่านกลับรู้สึกยินดีเสียมากกว่า เพราะท่านต้องการความเงียบสงบเช่นนี้】

【วันๆ ท่านเอาแต่ฝึกฝน มีบ้างที่ไปรับภารกิจล่าค่าหัวจากหอวิหคเพลิงเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า】

【แต่วันนี้ท่านกลับรู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน จึงมาที่หอชมจันทร์】

【เพิ่งนั่งลงไปเพียงไม่นาน คุณชายเจ้าสำราญที่แต่งกายหรูหราผู้หนึ่งก็พาองครักษ์สองคนบุกเข้ามา】

【ผู้ติดตามตะเบ็งเสียงตะโกนลั่นว่า: "เถ้าแก่มุดหัวไปตายอยู่ที่ไหนกัน? จงรีบไสหัวออกมาเสีย!"】

【ท่านเป็นลูกค้าประจำของหอชมจันทร์ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าเถ้าแก่มีนามว่าโหลวหยาง】

【แต่ทว่าเบื้องหลังที่แท้จริงของหอชมจันทร์คือราชครู】

【กล้ามาก่อเรื่องที่นี่? พวกเขาเบื่อชีวิตแล้วรึ?】

【แต่ทว่าฉากถัดมากลับทำให้ท่านต้องตกตะลึงจนตาค้าง——】

【เถ้าแก่โหลวพอเห็นคุณชายผู้นั้นแล้ว กลับรีบก้มหัวประจบสอพลอทันที: "ที่แท้ก็เป็นซื่อจื่อตระกูลอู๋ที่ให้เกียรติมาเยือนนี่เอง มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือ?"】

【ซื่อจื่อตระกูลอู๋โยนเงินหนึ่งตำลึงออกไป แล้วกล่าวว่า: "นับแต่วันนี้ไป หอชมจันทร์เป็นของข้า"】

【โหลวหยางจ้องมองเงินตำลึงบนพื้นด้วยสีหน้ามืดมน】

【นี่มันปล้นกันซึ่งๆ!】

【"ซื่อจื่อ เรื่องนี้ข้าไม่กล้าตัดสิน..."】

【"หุบปาก!" ซื่อจื่อตระกูลอู๋ก็โบกมืออย่างรำคาญ "ไปบอกเจ้านายของเจ้าเสีย"】

【โหลวหยางก็กัดฟันไปส่งข่าวทันที】

【ท่านรออยู่บนห้องรับรองชั้นสองตั้งครึ่งค่อนวัน คนของราชครูก็ยังไม่โผล่มาเสียที】

【ดูท่าแม้แต่ราชครูก็ยังไม่อยากล่วงเกินบ้านโหวเช่นกัน】

【นับตั้งแต่โหวตระกูลอู๋เข้ามาแทนที่บ้านกั๋วกง บ้านโหวก็ยิ่งกำเริบเสิบสานหนักข้อขึ้นทุกวัน และซื่อจื่อตระกูลอู๋ผู้นี้ก็โหดเหี้ยมยิ่งกว่าฟางเฉินเสียอีก——แย่งชิงบ้านคนธรรมดา ฆ่าคนกลางถนน ข่มเหงรังแกหญิงชาวบ้าน...】

【ลับหลังผู้คนต่างเรียกขานเขาว่า "คนชั่วอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง"】

【แต่ที่น่าแปลกก็คือ แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังเลือกจะปิดตาข้างหนึ่ง】

【ท่านหันหน้าหนีโดยไม่เข้าไปยุ่ง——หลักๆ เพราะเรื่องนี้เกินกำลังความสามารถของท่าน】

【ปีที่สิบหก แม่ของท่านเขียนจดหมายมาว่า——ฉินอวี้หายตัวไป】

【ปีที่สิบเจ็ด มีข่าวใหญ่จากหอวิหคเพลิงกล่าวว่า——ฉายายาโพธิสัตว์ หัวหน้าหมอหลวงแห่งสำนักหมอหลวง ถูกลอบสังหาร】

【ปีที่สิบแปด ซื่อจื่อตระกูลอู๋สู่ขอเฉิงหรงหรงแต่ถูกปฏิเสธ บ้านโหวถึงขั้นร่วมมือกับพันธมิตรยุทธ์ ใส่ร้ายป้ายสีราชครูจนถูกประหารล้างโคตร เฉิงเทียนรุ่ยหายสาบสูญ เฉิงหรงหรงถูกบีบคั้นจนต้องปลิดชีพตนเอง】

【ปีที่สิบเก้า เกิดรัฐประหารในวังหลวง ฝ่าบาทหายสาบสูญ อ๋องสามขึ้นครองราชย์】

【เหตุการณ์สำคัญที่ควรจะเกิดขึ้นเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นก่อนกำหนดทั้งหมด!】

【ท่านครุ่นคิดว่า——วิธีการของบ้านโหวอำมหิตกว่าบ้านกั๋วกงนัก ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาเลยสักนิด】

【ด้วยความกลัดกลุ้ม ท่านจึงไปหาเย่อู๋เหิน ซึ่งเป็นเจ้าหอของหอวิหคเพลิง】

【หลายปีมานี้ ท่านรับภารกิจที่หอวิหคเพลิงอยู่บ่อยครั้ง บวกกับสถานะปรมาจารย์ เย่อู๋เหินจึงพยายามชักชวนท่านเข้าร่วมหอวิหคเพลิงมาโดยตลอด】

【"ท่านฉิน เมืองหลวงเปลี่ยนมือแล้ว ไม่คิดจะเข้าร่วมหอวิหคเพลิงบ้างหรือ?" เย่อู๋เหินรินชาให้ท่าน พร้อมกับกล่าวชักชวนไปด้วย】

【"ข้ามันก็แค่ปรมาจารย์ปลายแถว น้องเย่ก็ยกยอข้าเกินไปแล้ว" ท่านแกล้งเย้าแหย่เย่อู๋เหิน ซึ่งความจริงเขาแก่กว่าท่านถึงสิบปี】

【"หากอดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างท่านเรียกว่าปลายแถว ถ้าเช่นนั้นปรมาจารย์ทั่วหล้าจะต้องเรียกว่าอะไรกันเล่า?"】

【"นั่นก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอมในวัยหนุ่มเท่านั้น"】

【"จริงสิ มีข่าวที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ท่านอยากฟังหรือไม่?"】

【"รีบว่ามา! รีบว่ามา! ข้าชอบฟังเรื่องชาวบ้านที่สุด!" 】

【"หนึ่งข่าวแลกกับยาปราณแท้หนึ่งขวด?"】

【"นั่นต้องดูก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่!"】

【เย่อู๋เหินกดเสียงลงต่ำ พลางกล่าวว่า: "จอหงวนบู๊ จางรุ่ยที่อยู่รุ่นเดียวกับท่าน แท้จริงแล้วคืออ๋องสามนามว่าเซียวรุ่ย"】

【เมื่อกล่าวจบ ถ้วยชาในมือของท่านก็ถึงกับร่วงหล่นลงกับพื้นจนเกิดเสียง "เพล้ง" ทันที】

【ไม่น่าเล่า เหตุใดจางรุ่ยถึงชวนตนเองไปกองทัพเจิ้นซี!】

【ไม่น่าเล่าบ้านโหวถึงช่วยอ๋องสามชิงบัลลังก์!】

【ที่แท้เรื่องราวทั้งหมด ล้วนเป็นอ๋องสามที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง!】

【"หลายปีที่ผ่านมา บ้านโหวทำให้เมืองหลวงวุ่นวายโกลาหลไปหมด ความจริงก็เพื่อกำจัดขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้าม" เย่อู๋เหินกล่าวต่อ】

【ท่านพลันตระหนักทันทีว่า: "นี่คือการทดสอบความจงรักภักดี! ผู้ไม่ต่อต้านจะถูกเก็บไปใช้งาน ผู้ต่อต้านจะถูกกำจัดทิ้ง"】

【"ถูกต้อง" เย่อู๋เหินพยักหน้า "ทั้งกำจัดศัตรู และจัดสรรขั้วอำนาจใหม่ ยิงปืนนัดเดียว ฆ่านกถึงสองตัว"】

【ท่านมองไปยังทิศทางของวังหลวง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจนปัญญา】

【ใครจะไปคาดคิดกันเล่า ว่าจู่ๆวันหนึ่งจางรุ่ยจะกลายมาเป็นจักรพรรดิ!】

【ทันใดนั้นเอง ท่านก็นึกถึงจุดสำคัญบางอย่างขึ้นมา: "มหาปรมาจารย์ของราชวงศ์ไม่ลงมาจัดการเรื่องนี้หรือ?"】

【"ฮ่าๆ" เย่อู๋เหินหัวเราะออกมาทันที "ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าสำนักแห่งสำนักวิถียุทธ์คือใคร?"】

【"เซียวเทียนชื่อ?" ท่านก็ตอบกลับด้วยความสับสน】

【"ถูกต้อง! ตราบใดที่มีตาเฒ่าหนังเหนียวผู้นั้นอยู่ บัลลังก์ของตระกูลเซียวก็จะมั่นคงดุจขุนเขา" เย่อู๋เหินจิบชาช้าๆพลางกล่าวอย่างไม่รีบร้อน】

จบบทที่ บทที่ 20

คัดลอกลิงก์แล้ว