บทที่ 19
บทที่ 19
บทที่ 19
【ปีที่เก้า】
【ท่านเข้าร่วมงานประลองเป็นครั้งที่สาม】
【และในที่สุด ท่านก็ฝึกวิชาย่างก้าวไร้เงาและวิชาฝ่ามือมังกรคชสารจนบรรลุถึงขั้นความสำเร็จใหญ่ และมันก็ทำให้ท่านทะยานขึ้นสู่อันดับที่สิบเอ็ด】
【จินลี่ลี่และซ่งจานเผิง ที่ทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน โดยครองอันดับสุดท้ายและรองสุดท้ายตามลำดับ】
【ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความรู้สึกที่ท่านมีต่อสำนักวิถียุทธ์... คือที่นี่มีแต่อัจฉริยะเดินกันให้ขวักไขว่เต็มไปหมด】
【หากไม่ใช่เพราะท่านคอยแอบครูพักลักจำ หรือไม่ก็ขอคำชี้แนะจากจินลี่ลี่ วิชาระดับสูงทั้งสองวิชาก็คงไม่มีทางบรรลุถึงขั้นความสำเร็จใหญ่เร็วเช่นนี้แน่】
【ผู้คนต่างพากันนินทาท่านลับหลัง:】
【"นั่นใช่ฉินเฉินหรือไม่?"】
【"ใช่ นั่นคือเขา! ตอนเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ มีฉายาว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวตลกอันดับหนึ่งไปเสียแล้ว!"】
【"ว่ากันว่าเขาไม่ค่อยจะฉลาดนัก จึงต้องแอบฟังคนอื่นคุยเพื่อฝึกวิชา ข้าว่าเรียกว่าสวะอันดับหนึ่งยังจะเหมาะเสียกว่า"】
【ต่อนินทาเหล่านั้น ท่านไม่คิดจะสนเลยสักนิด】
【เพราะท่านเชื่อมั่นว่า...ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น】
เมื่อเห็นคำนินทาในการจำลอง สีหน้าของฉินเฉินก็เขียวคล้ำขึ้นมา
"บัดซบ! รากฐานของเขาแย่ขนาดนี้เลยรึ?"
"แค่ฝึกวิชาสักอย่าง เหตุใดถึงยากเย็นแสนเข็ญเช่นนี้กัน?"
"เฮ้อ ข้าทำให้เจ้าต้องลำบากเสียแล้ว"
เขารู้ดีว่าหากไม่พึ่งพาระบบจำลองการบำเพ็ญเซียน ชาตินี้เขาก็คงจะไม่มีปัญญาแม้แต่จะสัมผัสธรณีประตูของระดับเซียนเทียนด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าวิชา ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งฝึกยากเท่านั้น
จะพูดให้เห็นภาพก็คือ วิชาระดับต่ำเปรียบเสมือนคณิตศาสตร์เด็กประถม... 1+1=2
วิชาระดับกลางเปรียบเสมือนเรขาคณิตมัธยม... ที่ต้องรู้จักสูตร
วิชาระดับสูงก็คือคณิตศาสตร์ชั้นสูง... หากไม่มีพรสวรรค์ แม้จะอ่านออก แต่ก็เอามาปรับใช้ไม่เป็น
ส่วนวิชาระดับสุดยอดน่ะรึ? นั่นแทบจะเป็นระดับควอนตัมฟิสิกส์ ที่เป็นเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น!
เคราะห์ดีที่เขาอาศัยอยู่ในสำนักวิถียุทธ์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเฝ้ามองเหล่าอัจฉริยะฝึกฝนอยู่ทุกวัน จึงพอจะมีหนทางให้ตนเองคลำทางอยู่บ้าง
ตอนนี้เขาเปรียบเสมือนเศรษฐีใหม่ที่มีปราณแท้ระดับเซียนเทียน แต่กลับไม่รู้วิธีสำแดงอานุภาพสูงสุดของมันออกมา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าตัวประหลาดในสำนักวิถียุทธ์พวกนี้เลย แต่ละคนล้วนเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้าของราชวงศ์เยียนกันทั้งนั้น
"ชิ หลงระเริงกันไปก่อนเถิด ข้าอยากจะรู้นัก ว่าอัจฉริยะอย่างพวกเจ้ากับคนมีโปรโกงอย่างข้า สุดท้ายใครจะเก่งกว่ากัน!"
【ปีที่สิบสอง】
【งานประลองก็เวียนมาอีกครั้ง ท่านก้าวขึ้นสู่ลานประลองเป็นครั้งที่สี่】
【ผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้ ล้วนเป็นศิษย์รุ่นเดียวกันกับท่านทั้งนั้น】
【สิ่งที่ทำให้ท่านคาดไม่ถึงก็คือ ศิษย์น้องทั้งชายทั้งหญิงที่เข้ามาทีหลังท่านประมาณสองถึงสามปี ตอนนี้ทุกคนล้วนแข็งแกร่งกว่าท่านเสียแล้ว】
【แต่ทว่าครั้งนี้ท่านเตรียมตัวมาดีเช่นกัน——เพราะท่านฝึกฝนวิชาย่างก้าวไร้เงา วิชาฝ่ามือมังกรคชสาร และวิชาเข็มล่าวิญญาณสิบแปดเล่มจนถึงขั้นสมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว!】
【ตลอดสามปีที่ผ่านมา ท่านกัดฟันศึกษาเนื้อหาวิชาทีละตัวอักษร ฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความยากลำบากนั้นมีเพียงท่านผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ซึ้ง】
【หลังจากฝึกวิชาจนถึงขั้นสมบูรณ์ ท่านถึงค้นพบว่า แท้จริงแล้วต้องทำเช่นนี้จึงจะสำแดงพลังของระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ】
【หากมีวิชาระดับสุดยอดแล้วล่ะก็ มันจะยิ่งขนาดไหนกัน?】
【เป็นไปตามคาด หลังจากวิชาย่างก้าวไร้เงาบรรลุขั้นสมบูรณ์ แม้ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัจฉริยะพวกนั้น ท่านก็พอจะมีแรงต่อกรอยู่บ้าง】
【กฎการแข่งขันเรียบง่ายอย่างยิ่ง ศิษย์ระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์กว่าสามสิบคนจับฉลากจับคู่ต่อสู้ แพ้สามรอบคัดออก ชนะสามรอบเข้ารอบ】
【ท่านชนะติดต่อกันสามรอบ แม้แต่ละรอบจะชนะมาอย่างเฉียดฉิว แต่ท้ายที่สุดก็ถือว่าชนะ】
【ในศึกชี้ชะตาเพื่อชิงอันดับสิบ ท่านใช้กลยุทธ์เผยช่องโหว่ออกมา แล้วฝ่ายตรงข้ามก็หลงกลเข้าเต็มเปา ท่านจึงใช้โอกาสนั้น ปลดปล่อยวิชาเข็มล่าวิญญาณสิบแปดเล่มออกไปเพื่อปิดทางหนีของเขา แล้วตามด้วยการใช้ฝ่ามือมังกรคชสารอีกหนึ่งกระบวนท่า แล้วคู่ต่อสู้ก็ถูกท่านซัดกระเด็นจนตกจากลานประลอง】
【เมื่อเข้าสู่สิบอันดับแรก ท่านจึงตระหนักว่าคนพวกนี้รับมือยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนมีวิชาระดับสูงที่ฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์อย่างน้อยคนละสามวิชา ส่วนสามอันดับแรกนั้น ถึงกับมีวิชาระดับสุดยอด!】
【แม้จะเป็นระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์เหมือนกัน แต่พวกเขากลับบดขยี้ท่านอย่างง่ายดาย】
【และนั่นเอง ก็ทำให้ท่านตระหนักว่า ต่อหน้ายอดฝีมือระดับสูง ยิ่งมีไพ่ตายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น】
【และโชคดีที่ครั้งนี้ท่านอยู่ที่อันดับสิบ จึงมียาทะลวงด่านหนึ่งเม็ดมอบให้เป็นรางวัล】
【จินลี่ลี่และซ่งจานเผิง แข็งแกร่งกว่าท่านมาก โดยคว้าอันดับที่สี่และอันดับที่เจ็ดไปครอง】
【อันดับหนึ่งคือศิษย์น้องนามว่า จางรุ่ย ที่เข้าสำนักมาทีหลังท่านสองปี และยังมีตำแหน่งเป็นจอหงวนบู๊เพราะการประลองครั้งนี้อีกด้วย】
【หลังจบการแข่ง จางรุ่ยมาหาท่าน: "ศิษย์พี่ฉิน ข้ากะว่าพอบรรลุถึงระดับปรมาจารย์แล้วจะไปสมัครเป็นทหาร ท่านอยากจะไปด้วยกันหรือไม่?"】
【เมื่อท่านทราบว่า จินลี่ลี่และคนอื่นๆ ก็จะไปด้วยเช่นกัน ท่านจึงตอบตกลง】
【หลังจากรับรางวัลแล้ว พวกท่านต่างก็ทยอยเก็บตัวเพื่อทะลวงด่านเข้าสู่ระดับปรมาจารย์】
【หลังจากจางรุ่ยทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ ก็ถูกแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เป็นจอหงวนบู๊และนายกองพันทันที】
【ท่านเองก็เริ่มเก็บตัวเพื่อทะลวงด่านเข้าสู่ระดับปรมาจารย์เช่นกัน】
【หลังจากการทะลวงด่านแล้ว ท่านถึงรู้ซึ้งเสียทีว่า ระดับปรมาจารย์และระดับเซียนเทียนเป็นคนละเรื่องกันเลย—— เมื่อปราณแท้สามารถเปลี่ยนเป็นปราณเกราะคุ้มกาย จะมีความสามารถในการสร้างอาณาเขตเพื่อใช้โจมตีในระยะสามจั้ง!】
【ตามกฎแล้ว เมื่อทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ก็จะต้องออกจากสำนัก】
【ดังนั้นพวกท่านจึงมุ่งหน้าสู่ค่ายทหารที่อยู่ตรงชายแดนพร้อมกัน】
【ปีที่สิบสาม】
【พวกท่านก็อยู่ที่กองทัพเจิ้นซีมานานถึงครึ่งปีแล้ว กองทัพนี้รับผิดชอบการป้องกันราชวงศ์ต้าจิ้นทางทิศตะวันตกโดยเฉพาะ】
【ชายแดนมีศึกสงครามไม่หยุด แม้จะไม่ใช่การรบครั้งใหญ่ แต่ก็เป็นการปะทะกันย่อยๆ ที่เกิดขึ้นทุกเดือน】
【ปัจจุบัน กองทัพเจิ้นซีขึ้นตรงต่อโหวตระกูลอู๋ นับตั้งแต่บ้านกั๋วกงถูกฆ่าล้างตระกูล บ้านโหวก็เข้ามาแทนที่และกลายเป็นหนึ่งในสามขั้วอำนาจใหม่】
【คนที่ออกมาจากสำนักวิถียุทธ์ไม่ธรรมดาเลยสักคน ยกตัวอย่างเช่น จางรุ่ยที่กลายเป็นนายกองพันที่ต้องบัญชาการทหารนับพันคน】
【ส่วนท่านรวมถึงจินลี่ลี่ และซ่งจานเผิงล้วนเป็นนายกองร้อย ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจางรุ่ย】
【การจัดวางตำแหน่งเช่นนี้น่าสนใจยิ่งนัก——เพราะเมื่อคนใต้บังคับบัญชาของท่าน สร้างความดีความชอบ ผลงานใหญ่ที่สุดย่อมตกเป็นของท่าน และถ้าหากท่านสร้างความดีความชอบ ผลงานใหญ่ที่สุดก็ย่อมตกเป็นของจางรุ่ย】
【ดังนั้นคนที่จบจากสำนักวิถียุทธ์ ไม่ช้าก็เร็วก็กลายเป็นแม่ทัพหรือนายกองระดับสูง】
【ส่วนคนเบื้องล่าง——ไม่ว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียนหรือระดับเซียนเทียนจะทุ่มเทชีวิตเสี่ยงตายมากแค่ไหน สุดท้ายผลงานที่ใหญ่ที่สุด ก็จะเป็นของพวกท่านอยู่ดี】
【แต่นี่ก็สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะอย่างไรเสีย ความแข็งแกร่งของพวกท่านก็เหนือกว่าพวกเขามากนัก】
【สามเดือนต่อมา】
【ท่าน จินลี่ลี่ ซ่งจานเผิงและนายกองร้อยอีกกว่ายี่สิบคนก็มีคำสั่งทหาร ให้ไปลอบโจมตีกองคาราวานขนส่งเสบียงของราชวงศ์ต้าจิ้น】
【แต่ละหน่วยจะนำโดยนายกองร้อยหนึ่งคน และนำทหารฝีมือดีไปเพียงหน่วยละยี่สิบนาย】
【ทุกคนถูกส่งไปยังจุดต่างๆ เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าศัตรูจะใช้เส้นทางไหน】
【ท่านนำพี่น้องยี่สิบชีวิต เร่งรุดออกเดินทาง】
【เจ็ดวันต่อมา】
【โชคของท่านนับว่าดียิ่งนัก เพราะบังเอิญไปจ๊ะเอ๋เข้ากับกองคาราวานขนส่งเสบียงกลุ่มนั้นเข้าพอดี】
【ท่านไม่พูดพร่ำทำเพลง นำพี่น้องยี่สิบชีวิตบุกเข้าโจมตีจากรอบทิศทาง】
【ฝ่ายตรงข้ามมีองครักษ์กว่าสามสิบคน รวมกับคนขนเสบียงอีกร้อยกว่าคน รวมแล้วร้อยกว่าชีวิต】
【ท่านพบว่า ผู้นำของฝ่ายตรงข้ามก็เป็นระดับปรมาจารย์เช่นกัน】
【ท่านไม่กล้าประมาท จึงใช้วิชาย่างก้าวไร้เงาขั้นสมบูรณ์ออกมาทันที แล้วต่อด้วยการซัดฝ่ามือมังกรคชสารออกไปหนึ่งกระบวนท่า】
【ฝ่ายตรงข้ามรีบปลดปล่อยปราณเกราะคุ้มกายออกมาอย่างร้อนรน จนเกิดเป็นอาณาเขตรัศมีสามจั้งรอบกาย】
【ท่านเองก็ไม่รีรอ ปลดปล่อยอาณาเขตของตนเองออกมาเช่นกัน】
【ชั่วขณะที่สองอาณาเขตปะทะกัน——】
【"เปรี๊ยะ ปราด" อากาศก็บิดเบี้ยวจนผิดรูป ก่อเกิดเป็นสนามพลังอันน่าสะพรึงกลัว】
【พวกทหารธรรมดาที่อยู่ในอาณาเขตปรมาจารย์ ต่างก็หยุดนิ่งราวกับถูกสกัดจุด แต่ละคนหน้าแดงก่ำ หน้าอกก็แน่นไปหมดราวกับถูกภูเขากดทับ】
【และเพียงชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ฝ่ามือของพวกท่านก็ปะทะกันกันอย่างจัง——】
【"ตูม!"】
【เมื่อเสียงที่ราวกับฟ้าผ่านั้นหยุดลง ฝ่ายตรงข้ามก็ลอยละลิ่วออกไปราวกับว่าวที่สายขาด ส่วนท่านกลับยืนอย่างมั่นคง โดยมีเพียงชายเสื้อที่สะบัดไปมาเล็กน้อย】
【ท่านฉวยโอกาสนั้น รีบใช้วิชาเข็มล่าวิญญาณสิบแปดเล่มทันที แล้วแสงสีเงินสิบแปดเล่ม ก็พุ่งเข้าสกัดเส้นชีพจรของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว】
【และท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย ท่านก็ตวัดดาบตัดศีรษะของเขาจนลอยกระเด็น】
【และเมื่อท่านหันกลับมามองฝ่ายของตนเอง ก็พบว่าพี่น้องของท่านกำลังถูกรุมล้อมอยู่ สถานการณ์นับว่าคับขันยิ่งนัก】
【ร่างของท่านก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งทะยานไปมาท่ามกลางวงล้อมของศัตรู และเหล่าองครักษ์ระดับเซียนเทียน และทหารขนเสบียงระดับโฮ่วเทียน ต่างก็ล้วนตกตายภายใต้มือของท่านราวกับผักปลา】