เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18

บทที่ 18

บทที่ 18


บทที่ 18

【ปีที่สาม】

【การประลองประจำสำนักวิถียุทธ์ที่จัดขึ้นทุกสามปี ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ】

【ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกจะมีรางวัลมอบให้ โดยเฉพาะผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่ง ไม่เพียงแต่จะมีฉายา "จอหงวนบู๊" เท่านั้นแต่ยังมีรางวัลที่ถูกพระราชทานจากราชสำนักมอบให้อีกด้วย】

【ของรางวัลสำหรับแชมป์ นับว่าล่อตาล่อใจยิ่งนัก: ยาทะลวงด่าน, ดาบรุ้งขาว, และเกราะอ่อนไหมทองครบชุด】

【ส่วนอันดับสองถึงอันดับสิบ จะมีแค่ยาทะลวงด่านเท่านั้น】

【อันที่จริงการประลองครั้งนี้ ถือว่าเป็นการสอบเพื่อจบการศึกษาด้วย ขอเพียงบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ก็ถือว่าจบการศึกษาจากสำนักแล้ว】

【ผู้เข้าแข่งขันกว่าสามสิบคนล้วนอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์ ท่านคือคนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม—ซึ่งน้อยจนน่าตกตะลึง】

【ท่านรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่ร่ำเรียนในสำนักมาหลายสิบปี ประสบการณ์ก็โชกโชนและหลายคนยังเป็นศิษย์เก่าที่ลงแข่งมาหลายรอบแล้ว】

【ท่านรู้ดีว่า ความแข็งแกร่งของท่าน มีผลกับแค่กับคนรุ่นราวคราวเดียวกันเท่านั้น แต่พอนำมาเทียบกับศิษย์พี่เหล่านี้แล้ว ท่านยังนับว่าห่างไกลอีกเยอะ】

【เป็นไปตามคาด ท่านพ่ายแพ้ตั้งแต่นัดแรก】

【คู่ต่อสู้ของท่านฝึกฝนวิชาระดับสูงจนถึงขั้นความสำเร็จใหญ่ ประสบการณ์ต่อสู้ก็เหนือกว่าท่านมาก เพียงสิบกว่ากระบวนท่า ก็ซัดท่านจนร่วงลงมาจากลานประลองเสียแล้ว】

【แล้วท่านก็ลิ้มรสชาติของการเป็นขยะอีกครั้ง】

【แม้ท่านจะแพ้ตั้งแต่รอบแรก แต่กลับไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะท่านเลยสักคน—เพราะท่านเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปี คนหนุ่มสาวเก้าในสิบส่วนของราชวงศ์เยียนจึงไม่มีคุณสมบัติพอจะมาหัวเราะท่าน】

【การแข่งนัดต่อๆ มา ท่านก็แพ้ติดต่อกันรวด】

【ศิษย์พี่เหล่านี้ช่างสมคำร่ำลือยิ่งนัก แต่ละคนเชี่ยวชาญวิชาระดับสูงสามถึงห้าวิชา แถมอย่างน้อยก็ฝึกถึงขั้นความสำเร็จใหญ่กันแล้วทั้งนั้น】

【ในสถานการณ์ที่ทุกคนต่างเป็นระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์เหมือนกัน ท่านจึงไม่มีโอกาสชนะเลย】

【ผลสุดท้าย ท่านถูกจัดให้อยู่อันดับสุดท้าย】

【ท่านหดหู่เป็นอย่างมาก】

【การประลองครั้งนี้ ทำให้ท่านตระหนักว่า มีเพียงแค่ระดับยุทธ์มันยังไม่พอ ประสบการณ์ต่อสู้ ความชำนาญในวิชาและเทคนิคต่างๆ ก็ล้วนสำคัญไม่แพ้กัน】

【ท่านรู้สึกว่าปราณแท้ภายในร่างกายที่ราวกับเป็นมหาสมุทร ยังไม่มีโอกาศจะปลดปล่อยอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาเลย】

【หลังจบการแข่งขัน ท่านขังตัวเองอยู่ในห้อง เพื่อฝึกฝนสองวิชานั้นอย่างบ้าคลั่ง】

【ปีที่ห้า】

【แม่ของท่านส่งจดหมายมาเร่งรัดให้กลับไปแต่งงาน แต่ท่านกลับตอบกลับไปว่าให้ถอนหมั้น】

【สามวันต่อมา ฟางเฉินชวนท่าน จินลี่ลี่และซ่งจานเผิงไปดื่มเหล้าที่หอชมจันทร์】

【ช่วงนี้การฝึกฝนของท่านไม่คืบหน้าสักเท่าไหร่นัก พอมีคนชวนไปผ่อนคลายที่หอชมจันทร์ ท่านจึงตอบตกลงทันที】

【ตอนนี้ ทั้งฟางเฉินและอีกสองคน ต่างก็ทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนเทียนขั้นกลางกันหมดแล้ว ท่านจึงตระหนักว่า คนที่สอบเข้าสำนักวิถียุทธ์ล้วนเป็นยอดคนกันทั้งนั้น】

【ขณะเดินผ่านแผงขายน้ำชา หญิงสาวหน้าตาดีผู้หนึ่งก็ดึงดูดสายตาของฟางเฉินเข้า】

【แม่นางน้อยผู้นี้มีนามว่า สวี่หลิงซาน เป็นบุตรสาวของสองสามีภรรยาเจ้าของแผงน้ำชา ซึ่งตอนนี้นางกำลังช่วยต้อนรับแขกอยู่】

【ฟางเฉินยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยเข้าไปหาอย่างช้าๆ: "แม่นาง ไปกินข้าวที่หอชมจันทร์กับพวกเราดีหรือไม่?"】

【แต่สวี่หลิงซานกลับถอยหลังด้วยความระแวง พลางส่ายหน้าปฏิเสธ】

【ฟางเฉินกลับไม่ยอมแพ้: "ข้าเป็นถึงบุตรชายของกั๋วกง หากเจ้าติดตามข้าไป ข้ารับรองว่าเจ้าจะเสพสุขสำราญไปชั่วชีวิต"】

【เมื่อกล่าวว่าเป็นบุตรชายกั๋วกง สวี่หลิงซานก็ถึงกับตื่นตระหนกจนรีบหลบไปอยู่หลังพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่ของนาง ก็รีบกางแขนปกป้องลูกสาว พลางมองฟางเฉินด้วยความหวาดกลัว】

【สีหน้าของฟางเฉินบึ้งตึงทันที พลางครุ่นคิดว่า—อุตส่าห์แสดงฐานะแล้วยังจะปฏิเสธอีกรึ คิดจะทำให้ข้าเสียหน้าหรืออย่างไร】

【จินลี่ลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่นางเห็นเรื่องพรรค์นี้ในเมืองหนานเจียงมาจนชินแล้ว จึงไม่คิดจะเอ่ยปากห้ามปราม】

【แต่ซ่งจานเผิงกลับรีบเข้าไปไกล่เกลี่ยทันที: "คุณชายฟาง ช่างเถอะน่า"】

【แต่ฟางเฉินกลับตวาดใส่เขาอย่างโมโห: "ขนาดพ่อข้ายังไม่กล้าห้ามข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสาระแนกัน?"】

【ท่านพลันนึกถึงการจำลองครั้งก่อน ที่ฟางเฉินข่มเหงหญิงชาวบ้านกลางตลาดแล้วฆ่าครอบครัวของนาง】

【หรือว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้?】

【ท่านจึงรีบเดินเข้าไปไกล่เกลี่ยเช่นกัน: "นายน้อยฟาง อย่าให้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ต้องมาทำลายบรรยากาศเลย เห็นแก่หน้าข้า ถือว่าแล้วกันไปเถิด"】

【พอเห็นท่านเอ่ยปากเช่นนี้ ฟางเฉินก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว: "อือๆ เห็นแก่หน้าพี่ฉินก็แล้วกัน"】

【ก่อนไป ฟางเฉินยังไม่ลืมหันไปถลึงตาใส่อย่างอาฆาตให้กับสวี่หลิงซานด้วย】

【ไม่นานนัก พวกท่านก็มาถึงหอชมจันทร์】

【ท่านยิ้มอย่างขมขื่น พลางครุ่นคิดว่า ทำไมข้าถึงหนีหอชมจันทร์ไม่พ้นสักทีนะ?】

【แต่ใครใช้ให้หอชมจันทร์เป็นร้านอาหารที่โด่งดังที่สุดในเมืองหลวงกันเล่า โดยเฉพาะห้องรับรองพิเศษชั้นบนสุดนั่นอีก ที่สามารถมองเห็นความรุ่งเรืองทั่วทั้งเมืองหลวง】

【หลังจากดื่มไปเพียงสามแก้ว ซ่งจานเผิงจู่ๆ ก็ถามท่านว่า: "พี่ฉิน ปีหน้าจะมีการประลองยุทธ์ในรอบสามปีอีกครั้งท่านจะลงแข่งอีกหรือไม่?"】

【"แน่นอน" ท่านพยักหน้าอย่างไม่ลังเล】

【จินลี่ลี่ก็ขมวดคิ้วขึ้น พลางกล่าวว่า: "พวกศิษย์พี่เหล่านั้น เข้าสำนักมาก่อนพวกเราตั้งสิบปี ทั้งวิชาและประสบการณ์ก็มากกว่าพวกเราตั้งเยอะ ดูอย่างไรก็ไม่ยุติธรรมกับพวกเราเลย"】

【"ถือว่าไปหาประสบการณ์ก็แล้วกัน ทุกครั้งที่ข้าประมือกับพวกเขา ก็มักจะเรียนรู้บางอย่างจากพวกเขาเช่นกัน" ท่านตอบไปอย่างส่งเดช】

【ฟางเฉินก็รีบสนับสนุน: "พี่ฉินพูดถูก!"】

【ท่านไม่รู้สึกแปลกกับท่าทีของฟางเฉินสักเท่าไหร่นัก เพราะท่านรู้ว่า หลายปีที่ผ่านมา เขาเที่ยวคบหาผูกมิตรกับเหล่าอัจฉริยะในสำนักวิถียุทธ์ไปทั่ว ซึ่งบ่งบอกถึงความทะเยอทะยานที่สูงเทียมฟ้าของเขา】

【จู่ๆ ท่านก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมา ว่าอีกยี่สิบกว่าปีหลังจากนี้ อ๋องสามจะก่อรัฐประหาร แล้วบ้านกั๋วกงในตอนนั้น ก็มีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก】

【เดี๋ยวก่อน... อ๋องสามมีที่มาลึกลับมาโดยตลอด แล้วจู่ๆ ก็ปรากฏตัว...】

【หรือว่าเขาจะซ่อนตัวอยู่ในสำนักวิถียุทธ์มาโดยตลอด แล้วค่อยไปร่วมมือกับฟางเฉิน?】

【ยิ่งคิด ท่านก็ยิ่งรู้สึกว่ามีโอกาสสูงมาก!】

【สามวันต่อมา】

【จินลี่ลี่เผลอหลุดปากบอกข่าวท่านว่า: ครอบครัวของแม่นางแผงน้ำชานั้น ถูกฆ่าตายระหว่างกำลังขนของหนีออกจากเมืองหลวง】

【ท่านเชื่อเต็มร้อย ว่าเป็นฝีมือของฟางเฉินแน่นอน】

【เฮ้อ สุดท้ายก็หนีเคราะห์กรรมไม่พ้นอย่างงั้นหรือ】

【คืนนั้น ท่านเริ่มแผนการสังหารฟางเฉินโดยไม่มีความลังเล】

【กลางดึก ท่านสวมชุดดำปิดหน้า แล้วหลบเลี่ยงสายตาของสำนักวังหลวง แอบหนีออกจากสำนักวิถียุทธ์ไปอย่างเงียบๆ】

【ท่านพบขอทานคนหนึ่งในตรอกเปลี่ยว แล้วยื่นเงินห้าตำลึงให้แก่เขา: "ช่วยข้าทำงานอย่างหนึ่ง ถ้าสำเร็จ ข้าจะให้อีกสิบตำลึง"】

【ขอทานถึงกับเบิกตาโตเป็นไข่ห่านทันที—เพราะเงินห้าตำลึงนี่ มากพอจะให้เขากินดีอยู่ดีไปสักพักแล้ว แถมยังมีเหลือไปเที่ยวหอนางโลมอีกหลายรอบ】

【เขารับเงินมา แล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า: "จะให้ไปฆ่าใครหรือ?"】

【แต่ท่านกลับส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าวว่า: "ไม่ใช่ให้ไปฆ่าใคร แค่ให้ไปเล่นละครต่างหาก"】

【จากนั้นท่านก็อธิบายสิ่งที่ต้องทำว่า เขาจะต้องปลอมเป็นพ่อค้าต่างถิ่น อ้างว่าเคยไปเมืองหลงหยางมาก่อน แล้วบังเอิญไปพบกับหลิวไฉ่ผิงแห่ง "ร้านสมุนไพรตระกูลหลิว" ต่อจากนั้นก็ปล่อยข่าวลือว่านางงดงามราวกับเทพธิดาจำแลง...】

【ห้าเดือนต่อมา】

【ข่าวสะท้านฟ้าแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง—บ้านกั๋วกงถูกฆ่าล้างโคตร ฟางเฉินตายอย่างอนาถ ศพถูกเฆี่ยนตีจนแหลกเหลวเป็นกองเนื้อ!】

【ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ พ่อค้าทุกคนที่มีการติดต่อค้าขายกับเมืองหลงหยาง ต่างก็ประสบเคราะห์กรรมตามไปด้วย】

【เรื่องนี้ทำเอาเมืองหลวงปั่นป่วนไปหมด】

【นั่นคือบ้านกั๋วกงเชียวนะ! กองกำลังระดับแนวหน้าของราชวงศ์เยียน!】

【แม้แต่บ้านกั๋วกงยังถูกลบหายไปอย่างเงียบเชียบ? นี่ต้องเป็นฝีมือของผู้มีอำนาจระดับไหนกัน?】

【ท่านฟันธงทันทีว่า: บุคคลลึกลับผู้นั้น ถ้าไม่ใช่จี้ปิน ก็จะต้องเป็นหลิวไฉ่ผิงแน่】

【วันเวลาต่อจากนั้น ท่านก็ใช้ชีวิตอย่างอกสั่นขวัญแขวน】

【ท่านทนทุกข์ทรมานด้วยความหวาดระแวงอยู่หลายเดือน】

【ปีที่หก】

【การประลองทุกๆสามปีของสำนักวิถียุทธ์ก็เวียนมาถึงกำหนดอีกครั้ง และท่านก็ลงชื่อสมัครเหมือนเช่นเดิม】

【อาศัยย่างก้าวไร้เงาและฝ่ามือมังกรคชสารที่ฝึกจนถึงขั้นความสำเร็จเล็ก ท่านจึงคว้าอันดับที่ยี่สิบสองมาครอง】

【ตอนที่ฝึกฝน ท่านก็ค้นพบว่าวิชาระดับสูงสองวิชานี้ มันยากเกินไปสำหรับท่าน】

【ท่านที่หน้าหนาพอ จึงบากหน้าไปขอคำชี้แนะจากจินลี่ลี่】

【และทุกๆวัน ท่านก็มักจะชอบแอบไปด้อมๆ มองๆ ข้างวงสนทนาของศิษย์คนอื่นๆ เพื่อแอบฟังพวกเขาถกเถียงเรื่องวิชาต่างๆด้วย】

【และอาศัยการผสมเล็กผสมน้อยอย่างอดทน ท่านจึงฝึกสองวิชานี้จนถึงขั้นความสำเร็จเล็ก】

จบบทที่ บทที่ 18

คัดลอกลิงก์แล้ว