บทที่ 15
บทที่ 15
บทที่ 15
【ปีที่ยี่สิบหก】
【พ่อแม่ของท่านเดินทางจากเมืองหลงหยาง มาเยี่ยมท่านอย่างกะทันหัน】
【และเมื่อเห็นคนชราทั้งสองที่มีผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ท่านก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทง】
【ตอนแรกพวกเขาคิดว่าชิงเอ๋อร์คือภรรยาของท่าน แต่พอรู้ความจริงแล้ว ก็ถึงกับโกรธจนกระอักเลือดออกมา—ที่แท้เรื่องที่ท่านคุยโวว่าพบคนรักที่เมืองหลวงล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ!】
【ท่านมองดูแผ่นหลังที่งุ้มงอของพ่อแม่ที่กำลังเดินจากไป โดยยืนนิ่งงันอยู่ที่หน้าประตู พร้อมกับน้ำตาที่นองหน้า】
【แววตาแห่งความผิดหวังของพ่อและแม่คู่นั้น เพียงพอจะทำให้ท่านไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต】
【ปีที่ยี่สิบเจ็ด】
【ภาพแผ่นหลังที่งุ้มงอของพ่อแม่ ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของท่านเสมอ】
【ทุกครั้งที่หวนนึกถึง หน้าอกของท่านก็เหมือนกับถูกภูเขาทั้งลูกทับใส่】
【เรื่องการทำลายตระกูลฉิน ทำให้ท่านคิดหาแผนการใหม่อีกครั้ง แล้ว จู่ๆ ท่านก็นึกถึงวิธีการหนึ่งขึ้นมา】
【ท่านไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยสืบสวนของสำนักวังหลวง จึงไปหาหอวิหคเพลิงแทน】
【ที่นั่นไม่เพียงรับงานลอบสังหารเท่านั้น แต่ยังรับจ้างสืบข้อมูลข่าวสารอีกด้วย】
【ท่านสวมหน้ากากอำพรางตัวตน แล้วทุ่มเงินหนึ่งหมื่นตำลึง เพื่อประกาศจ้างวานให้สืบเรื่องราวของร้านสมุนไพรตระกูลหลิวแห่งเมืองหลงหยาง】
【สามเดือนต่อมา ท่านกลับมาที่หอวิหคเพลิงอีกครั้ง และข่าวที่ส่งกลับมาก็ทำเอาร่างกายของท่านต้องสั่นสะท้าน—】
【คนของหน่วยสืบสวนตายอย่างปริศนา แม้แต่เจ้าหอ เย่อู๋เหินที่อยู่ระดับปรมาจารย์ก็ยังหายสาบสูญ!】
【ท่านตื่นตระหนกจนหันหลังวิ่งหนีกลับไป แล้วหลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักวังหลวงนานถึงครึ่งปีโดยไม่กล้าโผล่หัวออกมา】
【ปีที่ยี่สิบแปด】
【หลายปีที่ผ่านมา เมืองหลวงยิ่งวุ่นวายขึ้นทุกวัน พันธมิตรยุทธ์และบ้านกั๋วกงไม่แม้แต่จะแสร้งทำดีต่อหน้าผู้คนอีกต่อไป วันๆ เอาแต่เข่นฆ่ากวาดล้างผู้เห็นต่าง】
【แต่ท่านก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ—เพราะคนระดับนั้นไม่เคยเห็นคนตัวเล็กๆ อยู่ในสายตามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว】
【 หลังจากอาศัยอยู่ในสำนักวังหลวงมาครึ่งปี ท่านก็ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านหลังน้อยๆของท่านอีกครั้ง】
【ช่วงนี้ มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งแพร่สะพัดไปทั่ว ซึ่งก็คือพันธมิตรยุทธ์และบ้านกั๋วกง เตรียมจะบีบบังคับจักรพรรดิให้สละราชสมบัติ เพื่อยกบัลลังก์มังกรให้กับอ๋องสาม】
【อ๋องสามผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดาเลย ในปีนั้น ตอนที่จักรพรรดิน้อยขึ้นครองราชย์ จู่ๆ เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและตอนนี้ ก็หวนกลับมาราวกับพยัคฆ์คืนถิ่น!】
【เมืองหลวงเริ่มวุ่นวายมากขึ้นทุกวัน แต่บ้านหลังน้อยๆ ของท่านกลับยังคงเงียบสงบเช่นเดิม】
【ปีที่ยี่สิบเก้า】
【ความโกลาหลก็เริ่มขึ้น!】
【จู่ๆ ภายในวังหลวงก็เกิดการก่อรัฐประหารขึ้นอย่างฉับพลัน คืนนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงมีแต่เสียงฆ่าฟันไม่หยุดหย่อนชาวบ้านต่างก็ปิดประตูหน้าต่างกันอย่างแน่นหนา แม้แต่ตะเกียงก็ไม่กล้าจุด】
【ศึกนองเลือดครั้งนี้ กินเวลายาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน และกลิ่นคาวเลือดบนท้องถนนก็อบอวลอยู่ถึงครึ่งเดือนกว่าจะหายไป】
【และสุดท้ายก็ไม่ผิดไปจากที่ท่านคาดเดา อ๋องสามเหยียบย่ำกองซากศพและทะเลเลือดขึ้นสู่บัลลังก์มังกรสำเร็จ】
【และจากนั้น เมืองหลวงก็ประกาศกฎอัยการศึก—โดยจักรพรรดิองค์ใหม่กำลังพลิกแผ่นดินเพื่อค้นหาอดีตจักรพรรดิที่หลบหนีไป】
【ทุกวัน ท่านมักจะภาวนาว่า: ขออย่าให้เจ้าจักรพรรดิดวงซวยนั้น หนีมาทางนี้เลย!】
【แต่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกกับท่าน!】
【ท่านเพิ่งก้าวเท้าออกจากลานบ้าน ก็เห็นคนบาดเจ็บที่สวมชุดขันทีกำลังจ้องมองมาทางท่านเขม็ง—แม้จะไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน แต่แววตาอันทรงอำนาจคู่นั้น ก็ทำให้ท่านรู้ทันทีว่าเขาเป็นใคร】
【"มารดามันเถอะ! ทำไมต้องหนีมาที่บ้านของข้าด้วย?" ท่านสบถด่าออกมาอย่างลับๆ】
【เวลานั้นเอง ชิงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะจ่ายตลาดก็กลับมาพอดี และนางก็ถึงกับตกตระลึงเมื่อเห็นชายแปลกหน้าผู้นั้น】
【"ไสหัวไปเสีย!" ท่านชักดาบออกมา พลางตวาดไล่เขาไป】
【แต่ชายผู้นั้นกลับแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาออกมาว่า: "รีบส่งจักรพรรดิผู้นี้ไปที่วัดหลัวอินนอกเมืองเร็ว"】
【ร่างกายของท่านก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที—ชายผู้นี้คือจักรพรรดิน้อย เซียวอวี้จริงๆ ด้วย!】
【"ไม่ว่าง!" ท่านปฏิเสธอย่างเด็ดขาด】
【เขาก็พลันหรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวว่า : "ตอนที่เจ้าถูกขังในสำนักวังหลวง หากไม่ใช่เพราะข้าเอ่ยปากช่วยเจ้า ป่านนี้เจ้าคงจะกลายเป็นผีเฝ้าป่าช้าไปแล้ว"】
【"เหตุใดท่านถึงช่วยข้าอย่างงั้นรึ?" ท่านก็เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย】
【 "ส่งข้าไปที่วัดหลัวอินก่อน แล้วข้าจะบอกเจ้า" เซียวอวี้ก็เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก พลางกล่าวออกมา】
【แต่ท่านกลับถามกลับไปอีกว่า: " สำนักวังหลวงไม่ใช่สุนัขรับใช้ของท่านหรอกหรือ?"】
【"พวกเขาจงรักภักดีต่อบัลลังก์มังกร หาใช่ตัวบุคคลไม่" เซียวอวี้ก็ยิ้มเยาะราวกับสมเพชตัวเอง】
【ท่านพลันกระจ่างทันที—ไม่น่าเล่า สำนักวังหลวงถึงยังไม่ถูกกวาดล้างจนถึงตอนนี้】
【"คิดเสร็จหรือยัง?" เซียวอวี้ก็รีบเร่งเร้าท่าน】
【ท่านจ้องมองเซียวอวี้เขม็ง พลางครุ่นคิดว่า : หรือว่าจักรพรรดิปัญญานิ่มนี่ จะถูกหลอกด้วยกลอุบายของตนเองเมื่อหลายปีก่อน แล้วคิดว่าตนเองเป็นยอดฝีมือผู้ลึกลับที่ซ่อนเร้นกายอยู่จริงๆ!】
【"เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า!" ท่านก็หันหลังเตรียมจะเดินหนี】
【 แต่เซียวอวี้ก็พลันเอ่ยเสียงที่เย็นยะเยือกออกมาเสียก่อน: "หากข้าถูกจับ คนแรกที่ข้าจะซัดทอดก็คือเจ้า โดยจะบอกว่าเจ้าคือ 'หมากลับ' ของข้า"】
【ท่านคาดไม่ถึงเลยว่า จู่ๆ ตนเองจะถูกจักรพรรดิวางกับดักเอาดื้อๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย】
【ท่านกัดฟันจนแทบจะหักเพราะความโมโห พลางครุ่นคิดว่า—เจ้าสารเลวนี่กะจะลากตนเองไปเป็นเพื่อนตายด้วยชัดๆ!】
【ท่านหันไปสั่งชิงเอ๋อร์ว่า: "ลงกลอนประตูให้ดี ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด"】
【 ชิงเอ๋อร์พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง】
【ท่านคว้าชุดเครื่องแบบของสำนักวังหลวง แล้วโยนให้เซียวอวี้อย่างลวกๆ ก่อนจะลากตัวเขาไปยังนอกเมือง พลางครุ่นคิดว่า :】
【นี่มันเผือกร้อนชัดๆ ต้องรีบสลัดทิ้งให้เร็วที่สุด ตนเองถึงจะมีโอกาสรอด!】
【โชคดีที่ช่วงนี้คนของสำนักวังหลวงยังไม่ถูกเช็คบิล พวกปลาซิวปลาสร้อยระดับล่างอย่างท่าน จึงไม่มีใครให้ความสำคัญนัก】
【เมื่อท่านเห็นประตูเมืองตรงหน้าแล้ว ท่านก็ยิ้มแป้น—】
【แต่ความยินดีนั้นก็หายไปอย่างฉับพลัน "ฟิ้วๆ!" จู่ๆ ก็มีคนจำนวนมากโผล่ออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเข้ามาล้อมกรอบท่านจากทุกทิศทาง!】
【และจังหวะที่ท่านมองไปรอบๆด้วยความตึงเครียด รูม่านตาของท่านก็พลันหดเกร็งพร้อมกับร่างกายที่สั่นสะท้านราวกับถูกสายฟ้าฟาด เพราะท่านกลับสังเกตเห็นร่างที่คุ้นเคยในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งก็คือ— ชิงเอ๋อร์นั้นเอง?!】
【เวรเอ๊ย! ที่แท้นังเด็กนี่ก็คือสายลับของสำนักวังหลวงนี่เอง!】
【ต้องยอมรับเลยว่าการแทรกซึมของสำนักวังหลวงช่างน่าเลื่อมใสนัก—สายลับที่ถูกชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กเช่นนี้ ยากที่จะจับผิดที่สุด】
【ต่อให้ท่านไม่รับเลี้ยงนาง นางก็คงจะมาขอทานอยู่แถวบ้านของท่านบ่อยๆ เพื่อคอยจับตาดูท่านอยู่ดี】
【ดีไม่ดี ตอนนั้นแถวบ้านของท่าน อาจจะมีขอทานอย่างนางมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ】
【ท่านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา พลางครุ่นคิดว่า—สมกับที่เป็นสำนักวังหลวง ที่ไม่สนวิธีการนอกจากผลลัพธ์】
【ท่านจ้องเขม็งไปที่ชิงเอ๋อร์ พร้อมกับความผูกพันในวันวานที่พังทลายลง】
【นางหลบสายตาของท่าน แล้วเอ่ยเสียงที่แผ่วเบาว่า: "ท่านลุงเฉิน... ขออภัยด้วย"】
【กล่าวจบ นางก็ถอยไปอยู่ด้านข้าง และใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นก็กลายเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็ว】
【ชายที่เป็นหัวหน้าแสยะยิ้มกว้าง พลางกล่าวว่า: " เจ้าคือฉินเฉินอย่างงั้นหรือ?"】
【"เจ้าเป็นใครรึ?" ท่านหรี่ตาลง พลางถามกลับ】
【"เจิ้นกั๋วกง ฟางเฉิน " เขาค่อยๆ ชักดาบออกมาอย่างเชื่องช้า พลางกล่าวว่า" ข้าเพิ่งจะเปิดอ่านแฟ้มประวัติของเจ้าจึงเพิ่งจะรู้ว่า สาเหตุที่เฉิงหรงหรงยอมตายดีกว่าแต่งงานกับข้าก็เพราะสวะอย่างเจ้านี่เอง"】
【ฟางเฉินมีเป็นตำแหน่งเป็นเจิ้นกั๋วกงเลยหรือ?】
【วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน!】
【อารมณ์ของท่านก็ดิ่งลงทันที—นี่มันคือเหตุการณ์ที่ศัตรูความรักตามมาล้างแค้นชัดๆ!】
【ท่านก็คาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าครั้งนี้แม้ตนเองจะไม่เข้าไปตอแยฟางเฉิน แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นต้องมาเจอเขาอยู่ดี】
【 ฟางเฉินโบกมือขึ้น: "หากข้ารู้แต่แรกว่าเป็นเจ้า หญ้าบนหลุมศพของเจ้าคงจะสูงจนท่วมหัวไปแล้ว"】
【"ตู้ม!" ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ก็พุ่งทะยานออกมาจากด้านหลังของเขา แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นก็ทำให้เข่าของท่านแทบจะทรุดลงกับพื้น】
【ท่านพยายามที่จะใช้วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอย แต่กลับพบว่าการยกเท้าขึ้นมันช่างยากลำบากนัก—】
【ท่านสบถด่าออกมาว่า—มารดาเถอะ ระหว่างระดับปรมาจารย์กับระดับเซียนเทียน มันแตกต่างกันมากเช่นนี้เลยหรือ!】
【วินาทีถัดมา ฝ่ามือของระดับปรมาจารย์ ก็ฟาดลงใส่ท่าน!】
【"กร๊อบ" ศีรษะของท่านก็ระเบิดออกราวกับเป็นแตงโม และร่างไร้ศีรษะของท่านก็ล้มคว่ำลงกับพื้น】
【และภาพเบื้องหน้าก็มืดลง จากนั้นวิญญาณของท่านก็ล่องลอยออกมาจากร่างกายอย่างช้าๆ】
【ฉากที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้ง—วิญญาณนับไม่ถ้วนราวกับหิ่งห้อยก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วก็ถูกกระจกทองแดงดูดกลืนเข้าไป】
【แต่ครั้งนี้ ท่านกลับไม่คิดจะดิ้นรนเลยสักนิด แล้วปล่อยให้กระจกนั้นดูดกลืนท่านเข้าไป】
【ห้าวินาทีต่อมา สติของท่านก็ดับไป...】
【ท่านตายแล้ว】
【ติ๊ง! การจำลองจบลง โปรดเลือกรางวัล:】
【หนึ่ง พลัง: ระดับเซียนเทียนขั้นปลาย, วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอยขั้นความสำเร็จใหญ่, วิชาดาบทะลวงอากาศขั้นความสำเร็จใหญ่, วิชาเข็มล่าวิญญาณสิบแปดเล่มขั้นพื้นฐาน】
【สอง ของนอกกาย: เงินแท่งสิบหกตำลึง, ดาบเจ็ดดารา】
【สาม รางวัลพิเศษ: ประสบการณ์การฝึกฝน, ประสบการณ์การต่อสู้, ความทรงจำ】