เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13

บทที่ 13

บทที่ 13


บทที่ 13

【ปีที่สิบ】

【หลายปีที่ผ่านมา ท่านบ่มเพาะนิสัยการฝึกฝนที่ดี จนทะลวงเข้าสู่ระดับโฮ่วเทียนขั้นปลาย】

【รองผู้บัญชาการต้วนและเหล่าเพื่อนร่วมงานต่างก็มองท่านเป็นคนกันเองมาตั้งนานแล้ว】

【และจากการติดตามต้วนคุนมาหลายปี ท่านจึงเห็นความเย็นชาของโลกมากขึ้น—】

【คนมีเงินมีอำนาจ เมื่อทำผิด เพียงแค่จ่ายเงินก็ไม่ต้องรับโทษ ส่วนคนไม่มีเงิน เพียงแค่ขโมยหมั่นโถวลูกเดียว ก็อาจจะถูกส่งไปขายให้กับตลาดทาส】

【และท่านก็รู้เสียทีว่าเหตุใดทุกคนถึงบอกว่าหน่วยจับกุมอู่ฟู่ที่สุด】

【ท่านยังพบอีกว่า หลายปีมานี้ตระกูลฉินอยู่อย่างสงบสุขปลอดภัยมาโดยตลอด】

【ท่านรู้สึกสงสัยยิ่งนัก ว่าเหตุใดตระกูลฉินถึงรอดพ้นจากการถูกทำลาย】

ฉินเฉินจ้องมองการจำลองอยู่ครู่หนึ่ง และจังหวะนั้นเอง เขาก็ตบต้นขาจนเกิดเสียงดัง:

"หรือจะเป็นเพราะข้าไปล่วงเกินใครเข้าในการจำลองรอบแรก ตระกูลถึงถูกทำลาย?"

ยิ่งคิดเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกสมเหตุสมผลมากขึ้นเท่านั้น:

"การจำลองรอบที่สองตระกูลฉินปลอดภัย แสดงว่ารอบแรกข้าต้องไปก่อเรื่องบางอย่างมาแน่..."

"รอบแรกข้าไปยั่วโมโหใครกัน?"

ฉินเฉินเกาศีรษะพยายามนึกย้อนความทรงจำไปมา และทันใดนั้นเอง ร่างกายของเขาก็พลันแข็งทื่อไป:

"เวรแล้ว! หรือจะเป็น...ร้านสมุนไพรตระกูลหลิว? หลิวไฉ่ผิง?!"

ท่านยิ่งคิด ก็ยิ่งตื่นตระหนก:

"แค่เพราะข้าไปลวนลามนางนิดหน่อย ถึงกับต้องฆ่าล้างโคตรกันเลยรึ? นี่มันจะโหดเหี้ยมกันเกินไปแล้ว!"

แม้ในโลกจริง ฉินเฉินจะสงสัยเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่กล้าไปตรวจสอบร้านสมุนไพรตระกูลหลิวด้วยตนเอง

ทำเพียงภาวนาอย่างเงียบๆ ให้ "ตัวเขา" ในการจำลองคิดออกเร็วๆ

แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น...

"ตัวเขา" ในการจำลอง ดูเหมือนจะไม่มีความคิดไปในทิศทางนั้นเลยสักนิด

【ปีที่สิบห้า】

【ในที่สุดท่านก็บรรลุระดับโฮ่วเทียนขั้นสมบูรณ์】

【ท่านเขียนจดหมายไปหาพ่อแม่ เพื่อขอเงินมาซื้อทรัพยากรสำหรับทะลวงด่านทันที】

【สามเดือนต่อมา ท่านก็รับตั๋วเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงจากพ่อแม่】

【ท่านนำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงนั้นไปยังหอไป่เฉ่า เพื่อซื้อผงหนิงเจินและยาทะลวงชีพจร】

【ยาสองชนิดนี้ สำหรับคนที่มีรากฐานย่ำแย่อย่างท่าน จำเป็นต้องใช้ในปริมาณมหาศาล】

【หนึ่งเดือนต่อมา ท่านก็ทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนเทียนสำเร็จ】

【หลังจากทะลวงด่านแล้ว พลังภายในของท่านก็ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นปราณแท้ของเซียนเทียน】

【แม้จะทะลวงเข้าสู่ระดับเซียนเทียนแล้ว แต่ท่านกลับไม่รู้สึกยินดีปรีดาสักเท่าไหร่นัก—】

【เพราะระดับเซียนเทียนในวัยสามสิบกว่าปี ถือเป็นเรื่องดาดดื่นทั่วไป ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่บรรลุถึงระดับนี้ตอนอายุยี่สิบกว่า ส่วนพวกอัจฉริยะ แค่สิบกว่าปีก็บรรลุถึงระดับนี้กันแล้ว】

【แต่การทะลวงด่านก็มีข้อดีอยู่บ้างเช่นกัน เพราะการฝึกฝนวิชาก็จะง่ายดายขึ้นมากตามไปด้วย】

【หกเดือนต่อมา วิชาย่างก้าวไร้ร่องรอยและวิชาดาบทะลวงอากาศของท่านล้วนฝึกฝนจนถึงขั้นความสำเร็จรใหญ่】

【ท่านกระตือรือร้นไปหาเพื่อนร่วมงานที่มีระดับเดียวเพื่อขอประลองฝีมือด้วย แต่ผลปรากฏว่า—ท่านแพ้】

【ดูเหมือนว่าทุกคนต่างก็พยายามเหมือนกับท่าน】

【ท่านเบ้ปาก พลางครุ่นคิดว่า: ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะโอ้อวด】

【ปีที่สิบหก】

【รองผู้บัญชาการต้วนนำข่าวมาแจ้งท่านว่า: น้องสาวของท่านหายตัวไปแล้ว】

【หัวใจของท่านหยุดเต้นไปชั่วขณะ พลางครุ่นคิดว่า : หายไปอีกแล้วหรือ?】

【ท่านกัดฟันกรอด พลางครุ่นคิดว่า: รอให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย จะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่างแน่】

【ปีที่สิบเจ็ด】

【เมื่อรองผู้บัญชาการต้วนเริ่มผ่อนปรนการควบคุมท่านลงบ้าง ท่านก็เสนอขอย้ายออกจากสำนักวังหลวง และเขาก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย】

【ท่านซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในเขตตะวันออก และพอย้ายเข้ามาเพียงไม่นาน เพื่อนที่อยู่ทางซ้ายและขวาของท่าน ก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน จนเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น】

【ชีวิตของท่านดำเนินไปอย่างเรียบง่าย—กลางวันติดตามรองผู้บัญชาการต้วน กลางคืนกลับบ้านเพื่อฝึกยุทธ์】

【ดาบเหล็กเขียวของสำนักวังหลวงเริ่มจะรับรองปราณแท้ของท่านไม่ไหวแล้ว ท่านจึงไปที่หอเทียนจีเพื่อซื้อดาบเจ็ดดาวมาใช้】

【ตอนลองดาบ ท่านถ่ายเทปราณแท้เข้าสู่ตัวดาบ จนปรากฏประกายแสงเย็นวาบขึ้นมา จากนั้นท่านก็ฟันใส่ดาบเหล็กเขียวทันที แล้วดาบเหล็กเขียวเล่มเก่าก็ถูกฟันจนขาดสะบั้น】

【"ดูเหมือนฝีมือของเฉินน้อยจะพัฒนาขึ้นเสียแล้ว" จู่ๆ ก็มีชายชราผู้หนึ่งเดินโอนเอนเข้ามาในลานบ้านของท่าน】

【ชายชราผู้นี้ ทั้งผมและหนวดเคราขาวโพลนไปหมด กลางหน้าผากก็มีไฝสีแดงเม็ดหนึ่งอยู่ด้วย ซึ่งใครๆ ต่างก็เรียกเขาว่าลุงเฉิง】

【ลุงเฉิงคือเพื่อนบ้านของท่าน มักจะมาขอข้าวกินฟรีเสมอ แล้วยังชอบลากท่านไปเที่ยวที่หอลืมทุกข์อยู่บ่อยครั้ง—และแน่นอนว่าทุกครั้ง ท่านต้องเป็นคนจ่าย】

【"ลุงเฉิง!" ท่านทักทายด้วยรอยยิ้ม】

【แม้ชายชราคนนี้ จะชอบเอาเปรียบท่าน แต่ท่านก็ไม่ถือสาเขา】

【เพราะเมื่อมองดูเขาแล้ว ท่านกลับรู้สึกเหมือนเห็นเงาของตัวเองในอีกหลายสิบปีข้างหน้าซ้อนทับกัน—ชายชราที่อาศัยอยู่ลำพังในบ้านหลังเล็ก ไร้ญาติขาดมิตร】

【ท่านรู้สึกว่า ความเมตตาไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นทางเลือก】

【"รีบไปทำกับข้าวเร็วๆ เข้า ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว" ลุงเฉิงทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้เอนกาย ก่อนจะกล่าวว่า "กินเสร็จแล้ว ก็ไปดื่มที่หอลืมทุกข์ต่อกันเถิด?"】

【"เป็นเดือนหน้าเถิด เบี้ยหวัดของข้าหมดเกลี้ยงแล้ว" ท่านยิ้มอย่างจนปัญญา】

【แม่นางในหอลืมทุกข์แม้จะดีเลิศ แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าหอเทียนเชียงอย่างมาก】

【อีกทั้งหลังจากท่านเลื่อนระดับเป็นเซียนเทียนแล้ว "ผงหนิงเจิน" ที่ต้องใช้ในการฝึกฝนก็แพงหูฉี่ เงินหนึ่งร้อยตำลึงต่อเดือนแทบจะไม่พอยาไส้แล้วด้วยซ้ำ】

【เมื่อคิดถึงตรงนี้ ท่านก็รู้สึกละอายเป็นอย่างมาก อายุสามสิบสี่เข้าไปแล้ว แต่ยังต้องให้ทางบ้านคอยส่งเสียให้อยู่เลย】

【ส่วนเรื่องแต่งงานรึ? พอมีเงื่อนไขดีๆ เขาก็มักจะมองข้ามท่านไป แต่พอมีเงื่อนไขแย่ๆ ท่านก็มักจะไม่มองข้ามเขาไปเช่นกัน】

【"เจ้าหนู เมื่อไหร่เจ้าจะมีครอบครัวเสียที" ลุงเฉิงหรี่ตาลง พลางกล่าวต่อว่า "อย่าทำอย่างข้า พลาดแล้วก็พลาดไปชั่วชีวิต"】

【"ถ้าข้าแต่งงาน แล้วใครจะพาท่านไปหอลืมทุกข์กันเล่า?" ท่านก็หัวเราะเยาะใส่ลุงเฉิงแต่ก็ดูเหมือนจะหัวเราะใส่ตัวเองเช่นกัน】

【เพราะบางครั้งท่านก็รู้สึกว่าตัวเองทั้งโดดเดี่ยว และเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าที่ไร้ความหมาย】

【ท่านเดินเข้าครัว แล้วทำอาหารสามอย่าง—ผัดมะเขือเทศใส่ไข่ ไข่ดาว และซุปไข่น้ำมะเขือเทศ】

【ลุงเฉิงกินสามเมนูเดิมๆ ของท่านทุกวัน แต่กลับกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ทุกครั้ง】

【ปีที่สิบแปด】

【ยามโพล้เพล้วันหนึ่ง ก็มีเด็กสาวมอมแมมคนหนึ่งมาขอทานแถวบ้านของท่าน】

【ท่านเห็นว่านางช่างน่าสงสารยิ่งนัก จึงทำเมนูถนัดสามอย่างให้นางทาน—ผัดมะเขือเทศใส่ไข่ ไข่ดาว และซุปไข่น้ำมะเขือเทศ】

【เมื่อมองดูท่าทางกินข้าวของนางแล้ว ท่านก็หวนนึกถึงน้องสาวในวัยเด็ก แล้วจมูกของท่านก็พลันรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาทันที】

【"เจ้าชื่ออะไร?"】

【"ข้าไม่มีชื่อ... ข้าเป็นเด็กถูกทิ้ง เร่ร่อนในเมืองหลวงมาสามปีแล้ว" นางตอบท่านด้วยดวงตาที่หมองหม่น】

【สถานการณ์เช่นนี้ ท่านพบเห็นในเมืองหลวงจนชินตาไปเสียแล้ว】

【ท่านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ก่อนจะกล่าวว่า: "เช่นนั้น... ก็อยู่ที่นี่ดีหรือไม่?"】

【"ขอบคุณท่านลุง!" นางก็ตอบท่านพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา】

【และคำว่า "ลุง" ก็ทำเอาท่านชะงักงันไปครู่หนึ่ง—ที่แท้ท่านก็กลายเป็นคนวัยกลางคนไปแล้วหรือนี่】

【"วันหน้า เจ้าใช้ชื่อชิงเอ๋อร์ก็แล้วกัน"】

【"ชิงเอ๋อร์จะเชื่อฟังท่านลุง!"】

【วันเวลาต่อมา ท่านก็พบว่าเด็กคนนี้ช่างรู้ความยิ่งนัก งานซักผ้า ทำอาหาร นางจะแย่งทำทุกอย่างไปหมด】

【ท่านมักจะเหม่อมองนาง พลางครุ่นคิดว่า: ขยันขันแข็งกว่าน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก...】

【แต่ถึงอย่างนั้น ท่านก็ยังรักน้องสาวปากร้ายคนนั้นมากกว่า】

【ปีที่สิบเก้า】

【ตอนเย็นขณะกลับบ้าน ท่านพบชายชราเลือดท่วมตัวนอนร่อแร่จมกองเลือดอยู่ในตรอกเปลี่ยว】

【ท่านนั่งยองๆ เพื่อตรวจชีพจรของเขา แล้วพบว่าชีพจรของเขาแทบจะไม่เหลือแล้ว】

【ท่านไม่คิดอะไรอีกต่อไป แล้วแบกร่างคนเจ็บกลับบ้านทันที】

【ชิงเอ๋อร์เห็นท่านแบกคนเจ็บกลับมา ก็ไม่ซักถามให้มากความ แล้วรีบไปลงกลอนประตูหน้าบ้านอย่างเงียบๆ】

【ท่านป้อน "ยาสมานกระดูก" สำหรับรักษาภายนอก และ "ยาคุ้มกันหัวใจ" สำหรับรักษาภายในให้แก่เขา】

【แน่นอนว่ายาเหล่านี้ ไม่มีฤทธิ์ในการชุบชีวิตคนตาย ถ้าหากอวัยวะภายในแหลกเหลว ยาเหล่านี้ก็มีผลแค่เพียงยื้อชีวิตเฮือกสุดท้ายของเขาออกไปอีกเล็กน้อยก็เท่านั้น】

【พอยาตกถึงท้อง ชายชราคนนั้นก็ฝืนลืมตาขึ้น และเมื่อเห็นว่าท่านเป็นคนแปลกหน้า ริมฝีปากของเขาก็สั่นระริกเพื่อพยายามเค้นคำพูดออกมา】

【ท่านยื่นหูเข้าไปฟังคำพูดที่ขาดห้วงนั่น: "กบฏ...ราชครู...ฝ่าบาท..."】

【สิ้นเสียง ชายชราก็แน่นิ่งไป】

【ส่วนสีหน้าของท่านกลับถอดสีไปทันที คำไม่กี่คำของเขา เมื่อนำมาต่อกันแล้ว มันก็คือการลอบปลงพระชนม์เพื่อก่อกบฏชัดๆ! หรือว่าราชครูคิดจะก่อกบฏอย่างงั้นรึ?】

【คราวนี้ชิบหายเสียแล้ว คนก็ช่วยไม่ทัน และยังชักนำภัยมาสู่ตัวเองอีก】

【"ท่านลุงเฉิน เราจะทำอย่างไรต่อดี?" ชิงเอ๋อร์เอามือปิดปาก พร้อมกับขาที่สั่นพับๆไม่หยุด】

【"นำเขาไปฝังที่หลังบ้าน แล้วห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด" ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม】

【คืนนั้น ท่านขุดหลุมลึกที่หลังบ้าน แล้วฝังศพอย่างระมัดระวัง และทำความสะอาดคราบเลือดจนหมดจด】

【สามวันต่อมา ท่านเห็นภาพวาดเหมือนของชายชราบนใบประกาศจับที่หอวิหคเพลิง และเพิ่งมารู้ว่า—ชายชราที่ท่านฝังไป คือหัวหน้าหมอหลวงแห่งสำนักหมอหลวง ฉายา "ยาโพธิสัตว์"!】

จบบทที่ บทที่ 13

คัดลอกลิงก์แล้ว