เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12

บทที่ 12

บทที่ 12


บทที่ 12

【ปีที่สาม】

【ตลอดหนึ่งปีที่ถูกคุมขัง สำนักวังหลวงสรรหาวิธีการต่างๆ มาบีบคั้นท่านอยู่เสมอ แต่ท่านก็กัดฟันทนโดยยืนกรานว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่เห็นในความฝันเท่านั้น】

【แม้ท่านจะมีรอยแผลจากแส้บนร่างกายเต็มไปหมด แต่ทุกวันก็ยังยิ้มหน้าระรื่น จนทำเอาเหล่าผู้คุมจอมโหดเหล่านั้นต้องขนลุกซู่ทุกครั้งที่เห็นท่าน】

【แม้กระทั่งต้วนคุนเอง ก็ยังลงมือเฆี่ยนตีท่านจนเกิดความผูกพัน ตอนนี้ท่านไม่เพียงแต่ไม่ต้องสวมตรวนแล้วเท่านั้นแต่ยังมีการมอบอาหารอย่างดีให้แก่ท่านอีกต่างหาก】

【"ไม่กลัวว่าตระกูลฉินจะต้องโดนโทษประหารล้างโคตรไปด้วยหรือ?" ต้วนคุนข่มขู่ท่านอีกครั้ง】

【ท่านที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ ก็หัวเราะออกมาว่า: " เปลี่ยนมุกใหม่บ้างเถิดรองผู้บัญชาการต้วน? ในเมื่อข้าเป็นฝ่ายบุกมาถึงที่นี่เอง จะไม่ทันคิดเรื่องพรรค์นี้เชียวหรือ?"】

【 ต้วนคุนที่พลิกแฟ้มประวัติของท่านจนเปื่อยยุ่ยก็ยังคิดไม่ตกเสียที—ว่าเหตุใดคุณชายเสเพลจากเมืองบ้านนอก ถึงรู้จักองค์กรข่าวกรองอย่างสำนักวังหลวงดีถึงเพียงนี้?】

【และเมื่อไม่มีหลักฐานเอาผิด เขาจึงต้องโกหกพ่อแม่ของท่านว่าท่านถูกเกณฑ์ให้มาทำงานกับทางการ ขณะเดียวกันก็ส่งคนไปลอบจับตาดูตระกูลฉินอย่างลับๆ】

【ซึ่งนั่นกลับเข้าทางท่านพอดี—เพราะหากคนร้ายลงมือกับตระกูลฉินอีกครั้ง ก็ย่อมต้องตกอยู่ในแผนการของท่านอย่างแน่นอน!】

【"อยากเข้าร่วมสำนักวังหลวงจริงๆ หรือ?" ต้วนคุนก็กล่าวกับท่านด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม】

【" รองผู้บัญชาการต้วนยอมตกลงแล้วหรือ?" ท่านก็ย้อนถามด้วยรอยยิ้ม】

【" อันที่จริง สำนักวังหลวงก็ต้องการคนเก่งอย่างเจ้าเช่นกัน" ต้วนคุนหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อว่า"แต่หากเจ้ากล้าตุกติก... ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น"】

【ท่านเลียนิ้วมือของตนเอง พลางกล่าวขึ้นว่า: "หนึ่งปีมานี้ ก็ไม่ใช่ว่าข้าตายทั้งเป็นอยู่แล้วหรอกหรือ?"】

【"ต่อจากนี้ เจ้าจะอยู่หน่วยของข้า!" ต้วนคุนก็สายหน้าอย่างจนปัญญา】

【ปีที่สี่】

【นอกจากออกปฏิบัติภารกิจกับต้วนคุนแล้ว เวลาที่เหลือ ท่านก็จะทุ่มเทไปกับการฝึกยุทธ์】

【จดหมายที่ส่งถึงทางบ้านทุกฉบับของท่านจะต้องผ่านการตรวจสอบก่อนเสมอ ซึ่งเนื้อหาก็เหมือนเดิมทุกฉบับ—ขอเงิน】

【เบี้ยหวัดอันน้อยนิดของสำนักวังหลวง เพียงแค่ค่ากินค่าอยู่ก็หมดแล้ว จะเอาเงินจากไหนไปซื้อทรัพยากรมาฝึกฝนอีกเล่า】

【พ่อของท่านส่งเงินมาให้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังกำชับเป็นพิเศษอีกว่า หนึ่งส่วนให้ท่านเอาไปใช้เอง อีกเก้าส่วนให้เอาไปใช้เบิกทางกับเพื่อนร่วมงาน】

【และด้วยเงินนั้น ก็ทำให้ท่านกลายเป็นคนดังในหน่วยไปโดยปริยาย】

【 แม้แต่ต้วนคุนเองก็เริ่มดูแลท่านดีขึ้นเรื่อยๆ หากมีภารกิจอันตรายก็จะคอยเตือนท่านล่วงหน้าอยู่เสมอ】

【ทว่า ตระกูลฉินกลับยังคงปลอดภัยไร้เรื่องราว ท่านจึงเริ่มสับสนแล้วว่า หรือว่าแผนการ "เอาตัวเข้าแลก" ของท่านจะทำให้พวกนั้นไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ?】

【แล้วเช่นนี้จะกระชากหน้ากากคนร้ายตัวจริงออกมาอย่างไรเล่า?】

【แต่พอคิดอีกที ท่านก็ปล่อยวางเรื่องนี้ไป—เพราะขอแค่แข็งแกร่งขึ้นเมื่อไหร่ จะอยู่ในที่มืดหรือที่สว่างก็ช่างหัวมันปะไร เดี๋ยววันหนึ่งก็จะต้องถูกกระชากออกมาเอง】

【โชคดีที่ทางบ้านสนับสนุนท่านเต็มที่ ทรัพยากรการฝึกฝนจึงไม่ขาดแคลน】

【ระดับโฮ่วเทียนต้องผลาญเงินซื้อสมุนไพรเดือนละหลายสิบตำลึง ซึ่งไม่แตกต่างจากหลุมไร้ก้นเลยสักนิด】

【และคนที่มีพรสวรรค์ย่ำแย่อย่างท่าน หากขาดสมุนไพรล้ำค่าช่วยเสริม ความเร็วในการฝึกก็คงจะช้าเป็นเต่าคลานเลยทีเดียว】

【ปีที่ห้า】

【ท่านทะลวงเข้าสู่ระดับโฮ่วเทียนขั้นกลางสำเร็จ】

【 ต้วนคุนพาท่านไปรับคดีหนึ่ง หลังจากอ่านสำนวนคดีแล้ว ท่านก็โกรธจนตัวสั่น—】

【เจ้าเดรัจฉาน ฟางเฉินไปข่มเหงรังแกหญิงชาวบ้านกลางวันแสกๆ ซ้ำยังฆ่าล้างครอบครัวของนางอีก!】

【ท่านไม่เคยลืมเจ้าสารเลวนี่เลย เพราะในการจำลองครั้งแรก เขาคือคนที่ฆ่าท่าน】

【ที่น่าเจ็บปวดก็คือ คดีเพิ่งจะมาถึงมือ ก็มีคนมามอบตัวรับสารภาพความผิดทั้งหมดแล้ว แล้วก็ชิงฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาไปอย่างดื้อๆ】

【 ต้วนคุนเองก็จนปัญญาเช่นกัน และเรื่องพรรค์นี้เขาก็เห็นมาจนชินแล้ว และเขาก็รู้ว่าตระกูลของกั๋วกง ไม่เคยเห็นสำนักวังหลวงอยู่ในสายตาเลยสักนิด】

【ท่านถามด้วยความเคียดแค้นว่า: "จะปล่อยฟางเฉินไปเช่นนี้หรือ?"】

【 ต้วนคุนบอกท่านว่าในเมืองหลวงมีสามกองกำลังที่ห้ามไปตอแยด้วย ซึ่งก็คือ: บ้านกั๋วกงที่กุมอำนาจทหารพันธมิตรยุทธ์ที่ดูแลเหล่าผู้ฝึกยุทธ์และราชครูผู้มีอำนาจล้นฟ้า】

【และนี่เองที่ทำให้ท่านเพิ่งตระหนักถึงกุศโลบายของจักรพรรดิน้อย—ว่าเขากำลังใช้สามกองกำลัง คานอำนาจซึ่งกันและกันเพื่อให้ตนเองนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างมั่นคง】

【เมื่อนึกถึงตระกูลเฉิง ท่านก็กระจ่างทันที: ไม่น่าเล่า เฉิงเทียนรุ่ยถึงไม่คัดค้านที่ลูกสาวคบหากับท่าน เพราะจักรพรรดิไม่มีทางยอมให้ตระกูลเฉิงไปดองญาติกับขุนนางที่มีอำนาจจากฝ่ายอื่นอย่างเด็ดขาด】

【ดังนั้นคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างท่าน จึงเหมาะสมที่สุด】

【แต่ท่านก็รู้ดีว่าเฉิงหรงหรงชอบท่านเพราะความสามารถ】

【ส่วนฟางเฉินก็คงจะรักเฉิงหรงหรงข้างเดียว】

【ท่านก็เลือกที่จะเก็บตัวฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง โดยไม่ต้องการจะไปตอแยกับฟางเฉินเช่นกัน】

【ปีที่หก】

【จดหมายจากแม่ของท่าน—เร่งรัดให้ท่านกลับไปแต่งงานเป็นครั้งที่แปด】

【ท่านตอบจดหมายกลับไปว่าจะถอนหมั้น โดยอ้างว่ามีคนรักอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว】

【เมื่อนึกถึงการทรยศหักหลังของตระกูลเมิ่งในการจำลองครั้งก่อน ท่านก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่】

【หลังจากตอบจดหมายเสร็จ ท่านก็หวนนึกถึงเฉิงหรงหรงขึ้นมา แล้วจึงเดินไปที่หอชมจันทร์ราวกับถูกภูตผีชักจูง】

【ขณะนั่งอยู่บนระเบียงชั้นสอง พลางทอดสายตามองลงไปยังท้องถนน ท่านก็ร่ายบทกลอนออกมาอย่างแผ่วเบาว่า: "ชาติก่อน เจ้ามอบรักให้แก่ข้า และหอชมจันทร์เสียดเมฆาก็เป็นพยานให้แก่คำมั่นหมาย แต่ชาตินี้ วาสนาช่างน่าขันชาติหน้าข้าจะขอมอบรักให้แก่นาง"】

【"กลอนดี!" เสียงที่ใสกังวานของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน】

【ท่านหันไปมอง ก็พบว่าเป็นโฉมงามล่มเมืองที่มีดวงตาระยิบระยับ】

【"ตรงนี้ว่างหรือไม่?" นางเอ่ยถามท่านด้วยรอยยิ้ม】

【ท่านพยักหน้าเล็กน้อย】

【หลังจากนั่งลง นางก็เอ่ยถามว่า: "บทกลอนนี้ ท่านเป็นผู้แต่งหรือ?"】

【ท่านพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม】

【"ข้าชื่อเฉิงหรงหรง คุณชายมีนามว่าอะไรรึ?" นางถามท่านด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม】

【ชื่อของนาง ก็ทำให้ท่านชะงักงันไปชั่วครู่—แม้จะไม่มีความทรงจำจากการจำลอง แต่ใบหน้าตรงหน้านี้ กลับงดงามยิ่งกว่าที่ท่านจินตนาการมาก่อนเสียอีก】

【ไม่น่าเล่า ตัวเองในการจำลองถึงหลงนางจนหัวปักหัวปำ】

【" ฉินเฉิน " ท่านมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนราวกับกำลังมองสหายเก่า】

【"ท่านรู้จักข้าหรือ?" นางถามด้วยความสงสัย】

【"ธิดาสวรรค์แห่งสำนักวิถีอักษร ใครบ้างจะไม่รู้จักกันเล่า?"】

【เดิมทีท่านไม่ต้องการจะไปข้องเกี่ยวกับนางมากนัก แต่ในเมื่อบังเอิญเจอกันแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน】

【"ท่านมีพรสวรรค์ทางวรรณกรรมถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่เข้าสำนักวิถีอักษรหรือ?"】

【ท่านแต่งเรื่องราวความรักอันแสนเศร้าขึ้นมาให้นางฟัง โดยบอกว่าตนเองต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องคนที่รัก】

【 พอเฉิงหรงหรงฟังจบ ก็มีน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสาร】

【จากนั้นท่านก็พูดคุยกับนางไปเรื่อย โดยแสดงความสามารถอันโดดเด่นออกมาจนหมดเปลือก】

【แต่ความจริงแล้ว ท่านก็แค่อดกลั้นไม่อยู่ที่จะอวดสาวก็เท่านั้น】

【เมื่อมองเห็นประกายแสงที่ค่อยๆ สว่างวาบมากขึ้นภายในดวงตาของนาง ท่านก็รู้ทันทีว่านางคงจะหลงไหลตัวท่านเสียแล้ว】

【เผลอแป๊บเดียวก็คุยกันจนมืดค่ำ ซึ่งนางก็ดูจะอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจะจากท่านไป】

【ก่อนจากกัน นางนัดให้ท่านมาเจออีกครั้งในสัปดาห์หน้า】

【แต่ท่านปฏิเสธ】

【เมื่อมองดูแผ่นหลังที่ผิดหวังของนาง ท่านก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา พลางครุ่นคิดว่า: ครั้งนี้ตนเองเพียงต้องการจะแข็งแกร่งขึ้นและหาตัวคนร้ายตัวจริงให้เจอ ไม่ต้องการจะมีความรักหรือความผูกพันกับใคร】

【นับตั้งแต่การพบกันโดยบังเอิญครั้งนั้น ท่านก็ไม่เคยไปเหยียบหอชมจันทร์อีกเลย】

【ปีที่แปด】

【จู่ๆ น้องสาวของท่าน ฉินอวี้ก็โผล่มาที่เมืองหลวง】

【นางโตเป็นสาวแล้ว รูปร่างหน้าตาสะสวยงดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม】

【ทันทีที่เจอหน้า ปากของนางก็ยังคงร้ายกาจเหมือนเช่นเคย: "โอ๊ะๆ นี่ไม่ใช่พี่ชายที่หนีออกมาจากบ้านหรอกหรือ?"】

【"เจ้ามาทำอะไรที่เมืองหลวง ?" ท่านถามด้วยความสงสัย】

【ดวงตาของนางโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ก่อนจะกล่าวว่า: "ประมือกับข้าสักสองสามกระบวนท่าก่อน เดี๋ยวท่านก็รู้เอง"】

【ท่านตอบรับคำท้า และผลปรากฏว่า ท่านถูกนางซัดร่วงด้วยกระบวนท่าเดียว ซึ่งต่อจากนั้น ท่านรู้ว่านางบรรลุระดับเซียนเทียนขั้นสมบูรณ์แล้ว!】

【 เซียนเทียนขั้นสมบูรณ์ในวัยสิบหกปี—แม้จะเป็นน้องสาวของท่านเอง แต่ท่านกลับยิ้มไม่ออกเลยสักนิด】

【เมื่อเห็นสภาพทุลักทุเลของท่าน นางก็หัวเราะอย่างเบิกบาน พลางกล่าวว่า: "ข้ามาเมืองหลวงด้วยธุระสองประการ"】

【"ประการแรก ท่านแม่ฝากมาบอกว่า การแต่งงานของท่านกับเมิ่งตั่วตั่วถูกยกเลิกแล้ว"】

【"ประการที่สอง... ข้าต้องการยาทะลวงด่าน "】

【หลังจากพูดจาเหน็บแนมท่านไปอีกหลายประโยค นางก็กระโดดโลดเต้นไปสมัครเรียนที่สำนักวิถียุทธ์】

【ท่านนวดไหล่ที่เจ็บแปลบเบาๆ พลางครุ่นคิดว่า นางช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ】

【ส่วนเรื่องการตามหายาทะลวงด่าน การเข้าสำนักวิถียุทธ์ถือว่าเป็นหนทางที่เร็วที่สุดแล้ว】

【ส่วนเหตุผลที่ไม่ใช้เส้นสายของตระกูลฉิน ก็เพราะว่าตระกูลฉินไม่มีความสามารถพอที่จะหายาทะลวงด่านนั้นเอง】

【และทันใดนั้นเอง สมองของท่านก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่า—หากตระกูลฉินมีสูตรปรุงยาของยาทะลวงด่านแล้วล่ะก็ การสร้างปรมาจารย์เป็นจำนวนมาก ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วไม่ใช่หรือ?】

จบบทที่ บทที่ 12

คัดลอกลิงก์แล้ว