เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 สำนักวังหลวง

บทที่ 7 สำนักวังหลวง

บทที่ 7 สำนักวังหลวง


บทที่ 7 สำนักวังหลวง

【วันที่สอง】

【ท่านถูกราชครูเฉิงเทียนรุ่ยเรียกตัวไปพบ】

【ในฐานะหัวหน้าผู้คุมสอบการสอบขุนนาง ท่านจึงเรียกขานเขาว่า "อาจารย์" ด้วยความเคารพ】

【เฉิงเทียนรุ่ยเปิดบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมาว่า : "ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้เพราะมีธุระอยู่สองประการ ประการแรกพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องติดตามข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท ประการที่สอง ข้าต้องการจะคุยเรื่องระหว่างเจ้ากับบุตรสาวของข้า เฉิงหรงหรง"】

【เรื่องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท ท่านย่อมเตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ อยู่แล้ว แต่เรื่องที่สองกลับทำให้ท่านมึนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก: "ศิษย์กับบุตรสาวของอาจารย์ มีเรื่องอะไรกันด้วยหรือ?"】

【เฉิงเทียนรุ่ยพิจารณาท่านด้วยสายตาที่มีความหมายอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าท่านไม่รู้เรื่องจริงๆ จึงเรียกเฉิงหรงหรงออกมา】

【ชั่วขณะที่เห็นเฉิงหรงหรง ท่านก็ถึงกับตกตระลึงจนอ้าปากค้างพูดไม่ออก】

【เฉิงเทียนรุ่ยกล่าวต่อว่า: "ฟางเฉินเป็นบุตรชายของกั๋วกง ถือครองอำนาจทางการทหาร การที่เจ้าไปล่วงเกินเขาชีวิตในวันข้างหน้าของเจ้าจะต้องยากลำบากแน่"】

【"ทว่าการที่เจ้าสอบชิงตำแหน่งจอหงวนเพื่อดึงดูดสายตาของฝ่าบาท หมากตานี้ของเจ้า ถือว่าเดินถูกต้องแล้ว"】

【"แต่การจะใช้ชีวิตในเมืองหลวง อาศัยเพียงความฉลาดเล็กๆ น้อยๆ ยังนับว่าไม่เพียงพอ"】

【กล่าวจบ เขาก็ปลดปล่อยแรงกดดันระดับปรมาจารย์ออกมา และท่านก็พลันรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ่งราวกับต้องการจะคุกเข่า】

【หลังจากเก็บรำงับแรงกดดันแล้ว เขากล่าวด้วยเสียงที่เย็นชาว่า: "หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง ต่อให้เจ้าตายไป ฝ่าบาทก็จะไม่หันมามองหรือช่วยเจ้า"】

【วาจาของเขานับว่าชัดเจนยิ่งนัก ด้วยความสามารถของท่านตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นดาบในที่แจ้งหรือธนูในที่ลับ ท่านก็ล้วนยากจะป้องกัน】

【และจากสายตาและน้ำเสียงของเฉิงเทียนรุ่ยแล้ว ท่านก็รู้สึกว่าเขาไม่มีความรู้สึกดีๆ ต่อท่านเลยแม้แต่น้อย ท่านจึงคาดเดาว่าโอกาสครั้งนี้ หรงเอ๋อร์คงจะเป็นคนไปขอมาให้ท่านแน่】

【และท่านก็ลอบยินดีที่เลือกจะสอบเป็นขุนนางเช่นกัน ไม่เช่นนั้น ท่านก็คงจะตายไปโดยไม่รู้ตัว】

【ตอนนี้ เมื่ออยู่ในสายตาของจักรพรรดิแล้ว ท่านก็นับว่าปลอดภัยไปชั่วคราว】

【แต่ท่านก็ตระหนักดีว่า จอหงวนในอดีต ไม่ใช่ทุกคนจะมีจุดจบที่ดีนัก และด้วยพลังของท่านตอนนี้ ก็ยังนับว่าห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ】

【เฉิงเทียนรุ่ยกล่าวต่อว่า: "ข้าจะให้เวลาเจ้าสามปี"】

【"อีกสามปีจากนี้ หากเจ้าทำผลงานดี ข้าจะยกหรงเอ๋อร์ให้แต่งงานกับเจ้า"】

【"แต่หากไม่..." เขาก็ปรายตามองท่านด้วยสายตาที่มีความหมาย】

【และความหมายของสายตานั้นช่างชัดแจ้งยิ่งนัก: สามปีจากนี้ หากเจ้ามีคุณสมบัติเพียงพอ ข้าก็จะยกลูกสาวให้ แต่หากไม่ดีพอ ก็จงเดินไปตามยถากรรมของเจ้าเถิด】

【ดูเหมือนเฉิงเทียนรุ่ยจะมองทะลุถึงความคิดของท่านที่ต้องการจะเป็นขุนนางผู้โดดเดี่ยวออกเสียแล้ว】

【ต้องยอมรับเลยว่า สายตาจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ช่างเฉียบคมยิ่งนัก】

【หลังจากสนทนาจบ เฉิงหรงหรงก็เดินมาส่งท่านที่หน้าประตู】

【นางเอ่ยกับท่านด้วยขอบตาที่แดงก่ำว่า: "ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ข้าจะรอท่านเสมอ หากท่านไม่ทอดทิ้งข้า ข้าจะขอร่วมเป็นร่วมตายไปพร้อมกับท่าน"】

【พวกท่านมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันอยู่แล้ว ท่านจึงไม่คิดจะเอ่ยให้มากความ แล้วโอบกอดนางแทนคำพูด】

【นางร่ำไห้ระบายความอัดอั้นอยู่ภายใต้อ้อมกอดของท่าน และท่านก็สัมผัสถึงสิ่งที่นางต้องแบกรับมาตลอดเช่นกันว่ามันรู้สึกกดดันและเหนื่อยมากแค่ไหน】

【และท่านก็เพิ่งจะรู้ว่าเหตุใดระยะนี้ถึงไม่เจอนางเลย ที่แท้นางก็ถูกที่บ้านสั่งกักบริเวณนี่เอง】

【ท่านรู้สึกผิดต่อเฉิงหรงหรงเป็นอย่างมาก เพราะท่านรู้ดีว่า การเลือกเดินบนเส้นทางของขุนนางผู้โดดเดี่ยว ย่อมมีจุดจบที่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่นัก】

【แต่ท่านก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน เพราะนี่เป็นหนทางรอดเดียวของท่าน】

【สำนักวังหลวงเปรียบเสมือนเขี้ยวเล็บของจักรพรรดิ มีกฎห้ามคบหากับขุนนางในราชสำนักโดยเด็ดขาด และนั่นจึงทำให้ท่านกลายเป็นปรปักษ์กับเหล่าขุนนางมากมาย】

【และในเวลาเดียวกัน สำนักวังหลวงก็จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันภัยของท่านเช่นกัน ขอเพียงท่านไม่กระทำความผิด ก็จะไม่มีใครกล้าแตะต้องท่าน】

【วันที่สอง】

【ราชครูเฉิงเทียนรุ่ยพาท่านเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาท】

【ยามเมื่อท่านพบจักรพรรดิ ท่านก็ถึงกับตะลึงงันไปทันที】

【เพราะบนบัลลังก์มังกรนั้น กลับมีเด็กน้อยอายุราวสิบขวบนั่งอยู่!】

【เด็กคนนั้น คือคนที่ถือนโยบายการปกครองของตนเองยืนด่ากราดเหล่าขุนนางกลางท้องพระโรงอย่างงั้นหรือ?】

【ท่านจินตนาการภาพเหตุการณ์นั้นไม่ออกเลยจริงๆ】

【ตามหลักเหตุผลแล้ว จักรพรรดิที่ยังเยาว์เช่นนี้ ควรจะเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด...】

【แต่คนที่อยู่ตรงหน้านี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนหุ่นเชิดเลยสักนิด】

【ท่านเริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นในตัวจักรพรรดิน้อยตรงหน้าขึ้นมาเสียแล้ว】

【ส่วนจักรพรรดิน้อยเอง ก็กำลังพิจารณาท่านด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน ดวงตากลมโตของเขาก็ขยับขึ้นลงไปมาไม่หยุด】

【หลังจากถามคำถามไม่กี่ข้อแล้ว จักรพรรดิน้อยก็รู้สึกว่าท่านมีความคิดที่แปลกใหม่และกล้าหาญดี ถือว่าเป็นนักอุดมคตินิยมที่ควรจะให้ความสำคัญผู้หนึ่ง】

【เขาถามท่านว่า: "เจ้าอยากรับราชการในตำแหน่งไหนรึ?"】

【ท่านตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมาว่า: "ข้าต้องการไปอยู่ที่สำนักวังหลวง"】

【คำกล่าวของท่าน ก็ทำเอาจักรพรรดิน้อยถึงกับชะงักงันไปเลยทีเดียว】

【ราชครูเฉิงเทียนรุ่ยที่อยู่ข้างๆ เอง ก็เผยสีหน้าแปลกประหลาดออกมาเช่นกัน ก่อนจะเริ่มส่งสายตาให้ท่าน เพราะเดิมทีเขาแนะนำให้ท่านไปสังกัดกรมขุนนาง】

【จักรพรรดิน้อยก็กล่าวว่า: "เจ้าเป็นถึงจอหงวนฝ่ายบุ๋น ไปอยู่ที่สำนักวังหลวง จะไม่เป็นการดูแคลนความสามารถเกินไปหน่อยหรือ อีกทั้งด้วยความแข็งแกร่งและรากฐานของเจ้า... เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยนัก"】

【ดูท่าจักรพรรดิน้อยจะทราบตัวตนของท่านเป็นอย่างดี แม้กระทั่งเรื่องฝีมือและพรสวรรค์ของท่าน เขาก็ยังทราบเช่นกัน】

【เขายังเตือนท่านอีกว่า: "เส้นทางในสำนักวังหลวงเดินยากนัก ซึ่งจะต้องกลายเป็นหนามยอกอกของเหล่าขุนนางมากมาย เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะไม่มีหนทางให้หันหลังกลับอีก"】

【ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า สำนักวังหลวงเป็นทั้งดาบและดวงตาของจักรพรรดิ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะกลายเป็นศัตรูกับขุนนาง】

【ท่านตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า: "มีเพียงสำนักวังหลวงเท่านั้นที่เหมาะสมกับข้า เพราะต่อให้ข้ากลายเป็นขุนนางใหญ่โต แต่หากผู้ใต้บังคับบัญชาทำตัวต่อหน้าอย่าง และลับหลังอย่าง ข้าก็คงจะเป็นเพียงแค่ตัวตลกเท่านั้น"】

【อันที่จริงคำกล่าวเหล่านี้ล้วนเป็นข้ออ้างของท่านทั้งนั้น เพราะเหตุผลที่ท่านอยากจะเข้าสำนักวังหลวง ก็เพียงเพื่อต้องการจะตรวจสอบความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์การทำลายตระกูลของตนเองเท่านั้น】

【จักรพรรดิน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้าอนุญาต】

【หลังจากออกจากวัง เฉิงเทียนรุ่ยกลับไม่กล่าวอะไรกับท่านมากนัก เพียงแค่บอกให้ท่านดูแลตัวเองให้ดี】

【ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าท่านจะเลือกสำนักวังหลวง】

【ท่านถือหนังสือแต่งตั้งจากจักรพรรดิ มุ่งหน้าไปยังสำนักวังหลวงทันที】

【รองผู้บัญชาการแห่งสำนักวังหลวงที่มีนามว่าต้วนคุน พินิจพิจารณาท่านอยู่นานด้วยความสงสัย】

【ประการแรก ท่านคือจอหงวนฝ่ายบุ๋น】

【ประการที่สอง จักรพรรดิไม่มอบหมายตำแหน่งหน้าที่เฉพาะเจาะจงให้แก่ท่าน】

【สิ่งนี้ จึงทำให้เขากลัดกลุ้มเป็นอย่างยิ่ง】

【ต้องรู้ก่อนว่า ในสำนักวังหลวง นอกจากผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการแล้ว คนอื่นไม่มีสิทธิ์เข้าเฝ้าจักรพรรดิ】

【และการที่จอหงวนฝ่ายบุ๋นเข้ามาทำงานในสำนักวังหลวงถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน】

【เขาจึงคาดเดาว่าจักรพรรดิอาจจะส่งท่านมาเพื่อหาประสบการณ์หรือไม่】

【ต้วนคุนอธิบายโครงสร้างของสำนักวังหลวงให้ท่านฟัง ซึ่งแบ่งออกเป็นห้าหน่วยงาน คือ: จับกุม สอบสวน คุมขังข่าวกรอง และเสบียง】

【เมื่อเขาอธิบายจบ ก็ไม่ลืมที่จะข่มขู่ท่านว่า : "สำนักวังหลวงคือสุนัขของฝ่าบาท สั่งให้กัดใครก็ต้องกัด หากอยากมีชีวิตรอดก็จงเป็นสุนัขที่เชื่อฟัง หากไม่ คนแรกที่จะตายก็คือเจ้า!"】

【"และข้าขอเตือนด้วยความหวังดีอีกข้อ..."】

【"ทำงานในสำนักวังหลวง จงอยู่ให้ห่างจากขุนนางบุ๋นบู๊เหล่านั้นเสีย ไม่งั้น เจ้าจะตายโดยไม่รู้ตัว"】

【"แล้วก็... อีกอย่าง อยู่ที่นี่ไม่มีใครสนหรอกว่าเจ้าจะเป็นจอหงวนหรือไม่ คนที่มาอยู่ที่นี่ถือว่าเป็นพี่น้องกันหมด"】

【ท่านผงกศีรษะรับคำ ก่อนจะเริ่มกล่าวคำสอพลอต่างๆ ออกมาไม่หยุด】

【อาทิเช่น: ท่านช่างมีสง่าราศีของมังกร, วาสนาดั่งขงเบ้ง, อายุยืนหมื่นปีราวกับเต่าและกระเรียน, ย่างก้าวหนักแน่นดุจพยัคฆ์...】

【ต้วนคุนขบขันกับการกระทำของท่านอย่างยิ่ง จึงตบไหล่ท่าน พลางหัวเราะ พลางกล่าวว่า: "เวลาบัณฑิตประจบสอพลอ มักจะใช้คำลิเกแบบนี้ตลอดเลยรึ?"】

【"เห็นแก่ที่เจ้ารู้ความดี... เจ้าจงว่ามาเถิด ว่าอยากไปอยู่ที่หน่วยไหน?"】

【ท่านแสดงเจตจำนงอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการจะไปอยู่หน่วยข่าวกรอง】

【ต้วนคุนก็ทำสีหน้าแปลกๆ ก่อนจะกล่าวว่า : " เจ้าอยากจะอยู่หน่วยข่าวกรองจริงๆอย่างงั้นหรือ?"】

【ในสายตาของเขา หน่วยข่าวกรองคือหน่วยงานที่จืดชืดไร้ผลประโยชน์ให้กอบโกย】

【แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่กุมความลับทั่วหล้า แต่หากไร้ซึ่งอำนาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด คิดจะสร้างผลงานให้โดดเด่น ก็นับว่าเป็นเรื่องยากราวกับปีนป่ายขึ้นสู่สวรรค์】

【อีกทั้งคนที่นั่น ทำงานตั้งแต่หนุ่มแน่นยันแก่เฒ่า ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ก้าวหน้าไปไหนเลยสักคน】

【เขาก็ส่ายหน้าออกมา พลางคิดว่าพวกบัณฑิตมีแต่พวกเพี้ยนๆ】

【ไม่นานนัก เขาก็ส่งตัวท่านให้กับหัวหน้างานแซ่เซียวแห่งหน่วยข่าวกรอง】

【หัวหน้างานเซียววัยหกสิบปี ก็พาท่านมายังหอเก็บข้อมูลข่าวกรอง】

【หอนั้นสูงเก้าชั้น แต่ละชั้นเต็มไปด้วยกองเอกสารและบันทึกมากมาย ภายในมีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ยุ่งจนเท้าแทบไม่ติดพื้น】

【หัวหน้างานเซียวมอบหมายให้ท่านจัดระเบียบเอกสาร】

【เอกสารเหล่านี้ ล้วนถูกเก็บอยู่ในกล่องไม้กลไกชนิดพิเศษ กล่องแบ่งระดับตามสี และมีป้ายระบุเนื้อหาย่อๆ แปะอยู่ที่หน้ากล่อง】

【ภายในจะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ของราชวงศ์เยียน ไปจนถึงเรื่องราวของดินแดนเพื่อนบ้าน】

【งานของท่านคือการจัดเก็บเอกสารเข้าชั้นตามลำดับสี คือ: ขาว -> เขียว -> ฟ้า -> ม่วง -> ส้ม -> ทอง -> แดง】

【กล่องไม้เหล่านี้ ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษ หากพยายามทำลายหรือเปิดอย่างไม่ถูกวิธี เอกสารภายในจะเสียหายทันที】

【แต่ยังดีที่ภายนอกกล่องมีเนื้อหาย่อๆให้อ่านอยู่ เวลาจัดเรียงเพียงแค่อ่านเนื้อหาย่อๆ เหล่านั้นก็พอแล้ว】

【และท่านในฐานะเด็กใหม่ จึงรับผิดชอบกล่องไม้สีขาวซึ่งเป็นระดับต่ำสุด】

【เอกสารเหล่านี้มาจากหมู่บ้านและตำบลต่างๆ บันทึกเรื่องราวสัพเพเหระของตระกูลขนาดกลางและขนาดเล็ก】

【และสำหรับท่านแล้ว งานนี้นับว่าตรงกับความต้องการของท่านพอดี!】

【เพราะด้วยวิธีนี้ การตรวจสอบว่าใครคือคนร้ายที่ทำลายตระกูลฉินก็จะง่ายขึ้นมาก】

จบบทที่ บทที่ 7 สำนักวังหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว