- หน้าแรก
- ระบบจำลอง จากคนไร้ค่า สู่บอสคนสุดท้าย
- บทที่ 6 จอหงวน
บทที่ 6 จอหงวน
บทที่ 6 จอหงวน
บทที่ 6 จอหงวน
【ปีที่สี่】
【ท่านทุ่มเทให้กับการร่ำเรียนและฝึกยุทธ์อยู่ตลอดเวลา และบางทีอาจจะเป็นเพราะความเคยชิน ท่านจึงรู้สึกว่าการฝึกยุทธ์ไม่ใช่เรื่องยากลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป】
【เนื่องจากท่านมีชื่อเสียงในสถานศึกษา เรื่องที่มีหญิงสาวมอบเงินให้ท่านเดือนละหนึ่งร้อยตำลึง จึงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว】
【ด้วยเหตุนี้เอง แม่นางคนอื่นๆ ที่ใคร่อยากจะมา "เลี้ยงดู" ท่านบ้าง ต่างก็พากันนำเงินมามอบให้ ซึ่งท่านก็ตอบรับไมตรีเหล่านั้นทั้งหมดโดยไม่มีการปฏิเสธ】
【ท่านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา พลางคิดว่า: คนที่ทั้งรูปงามและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์เช่นข้า ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ย่อมเป็นที่นิยมเสมอ!】
【แต่ก็ด้วยเหตุนั้นเอง ท่านจึงกลายเป็นศัตรูของศิษย์ชายทั้งสถานศึกษา ถึงขั้นมีคนปล่อยข่าวว่า: รอให้ท่านจบการศึกษาเมื่อไหร่ จะตามไปเล่นงานท่านให้สาสมแน่】
【 เจ้าสำนักหานก็เรียกท่านไปพบและพูดคุยด้วยเช่นกัน และคำพูดของเขาก็ไม่ต่างจากฟู่เชียนสักเท่าไหร่นัก โดยเตือนสติท่านว่าอย่าถูกเงินชักจูง】
【เขายังเอ่ยถามด้วยความเจ็บปวดว่า: "ผู้ที่เอ่ยสี่ประโยคแห่งเหิงฉวีและกุศโลบายครองเมืองเจ็ดประการออกมาอย่างท่าน ทำไมจึงถูกเศษเงินเพียงเล็กน้อยทำให้ลุ่มหลงมัวเมาไปเช่นนี้เล่า?"】
【ท่านตอบอย่างบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าเป็นการหยิบยืม วันหน้าจะหามาคืน】
【แม้ว่าเจ้าสำนักหานจะไม่กล่าวอะไรออกมาอีก แต่ท่านก็รู้สึกว่าเขาผิดหวังในตัวท่านไปเสียแล้ว】
【เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ท่านก็เลือกจะก้มหน้าโดยไม่กล่าวอะไรอีก】
【แต่ท่านก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน เพราะหากไร้เงิน ท่านก็เป็นเพียงคนไร้ค่า】
【ท่านรู้ดีว่าหากไม่มีเงิน ชาตินี้คงจะต้องติดอยู่ที่ระดับชำระร่างกายไปตลอดชีวิตแน่ และตัวท่านเองก็ไม่อยากจะมาโศกเศร้าในยามที่แก่เฒ่าด้วย】
【เพราะท่านรู้ดีว่าตนเองต้องการอะไรมากที่สุด】
【ท่านจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับคำนินทาต่างๆ นานาของผู้อื่นเลยสักนิด】
【มีเพียงท่านเท่านั้นที่รู้ว่าความรู้สึกไร้กำลังในตอนที่เห็นพ่อแม่ถูกรุมสังหารนั้นเป็นอย่างไร】
【ปีที่ห้า】
【ในที่สุดท่านก็ทะลวงเข้าสู่ระดับชำระร่างกายขั้นกลางสำเร็จ】
【หลักสูตรของสำนักวิถีอักษรใช้เวลาเรียนประมาณสามถึงห้าปี และหากเรียนครบแล้วก็จะมีสิทธิสอบหน้าพระที่นั่งถ้าผ่านการสอบก็จะกลายเป็นขุนนางสำรอง】
【ท่านกำลังลังเลว่าจะเข้าร่วมการสอบในปีนี้ดีหรือไม่】
【วันหนึ่ง จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มนามว่าฟางเฉินเข้ามาข่มขู่ท่าน เขาสั่งให้ท่านอยู่ห่างจากหรงเอ๋อร์ หากไม่ เขาจะทำให้ท่านไม่มีที่ยืนในราชวงศ์เยียนอีกต่อไป】
【ท่านเพิ่งเคยเห็นคนที่กล้าเอ่ยวาจาโอหังใหญ่โตเช่นนี้เป็นครั้งแรกในเมืองหลวง ท่านจึงคาดเดาว่าภูมิหลังของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน】
【แม้ท่านจะสับสนและโกรธกับการกระทำของเขาอยู่บ้าง แต่ท่านก็ไม่คิดจะโต้ตอบกลับไป เพราะท่านไม่อยากจะทำให้เรื่องใหญ่โต และท่านกับหรงเอ๋อร์ก็เป็นเพียงแค่เพื่อนที่ให้ยืมเงินกันเท่านั้น】
【สามวันต่อมา】
【 หรงเอ๋อร์นัดท่านไปที่หอชมจันทร์】
【 หอชมจันทร์เป็นร้านอาหารชั้นหนึ่งแห่งเมืองหลวง ห้องรับรองหรูหราไม่ต่างจากวัง มีครบครันทั้งเหล้า อาหารและความบันเทิง】
【ที่ห้องรับรองอักษรเทียนหมายเลขหนึ่งบนชั้นสูงสุด ท่านมองเห็นทัศนียภาพและความรุ่งเรืองของเมืองหลวงทั้งหมด】
【ท่านและหรงเอ๋อร์สนทนากันอย่างออกรส และนางก็มักจะคอยรินเหล้าให้ท่านอยู่เสมอ】
【และเมื่อดื่มไปดื่มมา ท่านก็เมามายจนหมดสติไป...】
เมื่อมองดูตัวเองในการจำลองที่เมามายอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ฉินเฉินก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที พลางพึมพำว่า: "คอข้าแข็งไม่ใช่รึ? เหตุใดถึงเมาง่ายเช่นนี้กัน!"
และทันใดนั้นเอง เขาก็เบิกตากว้าง ก่อนจะกล่าวว่า : "ในเหล้ามียา?!"
【เช้าวันรุ่งขึ้น】
【หลังจากตื่นขึ้นมา ท่านก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องรับรอง และในอ้อมแขนของท่านก็กำลังโอบกอดหรงเอ๋อร์อยู่ด้วย】
【เรือนผมสีดำขลับที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ไหปลาร้าที่งดงามและส่วนเว้าส่วนโค้งภายใต้เอี๊ยมบังทรงนั้น ก็ล้วนปรากฏแก่สายตาของท่านทั้งหมด】
【ท่านรู้ทันทีว่าเมื่อคืนตนเองคงจะถูกนางเผด็จศึกไปเสียแล้ว】
【เมื่อเห็นท่านตื่นแล้ว นางก็เริ่มซุกไซ้เข้าหาอ้อมอกของท่านเพื่อให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม】
【เมื่อคืนท่านสะลึมสะลือ จึงไม่รู้ว่าตนเองกระทำอะไรลงไปบ้าง】
【แต่เรื่องดีๆ เช่นนี้ ท่านย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว】
【เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา ความรู้สึกดีๆ ที่ท่านมีต่อนางก็เพิ่มพูนขึ้นไม่น้อยเช่นกัน】
【จากนั้น ท่านก็พลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของนางอย่างรวดเร็ว...】
【หนึ่งชั่วยามผ่านไป นางที่กำลังอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของท่านอยู่ ก็เอ่ยถามเสียงเบาว่า: "พี่ฉิน ท่านจะแต่งงานกับข้าหรือไม่?"】
【คำถามของนาง ทำเอาท่านชะงักงันไปครู่หนึ่ง พลางคิดว่า หรือว่าข้าจะต้องพลาดโอกาสที่จะกลายเป็นเขยของราชครูไปจริงๆ?】
【อีกทั้ง ท่านก็รู้สึกว่าหรงเอ๋อร์เป็นฝ่ายรุกมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ท่านรู้สึกแปลกๆ เท่านั้น แต่ยังทำให้คะแนนความรู้สึกดีๆ ลดลงไปอีกด้วย】
【เมื่อเห็นท่านลังเลเช่นนี้ น้ำตาของนางก็ไหลพรากราวกับมีปุ่มสั่งการ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า: "ข้าเพียงแค่ล้อเล่นกับท่านเท่านั้น~"】
【แต่ท่านกลับไม่รับมุกของนางเลย แต่กลับเอ่ยอย่างจริงจังว่า : "พ่อแม่ของข้าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ยังไม่รู้ ความแค้นก็ยังไม่ถูกชำระ ข้าขอเวลาสักหน่อย เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว ข้าจะให้ครอบครัวไปสู่ขอเจ้าถึงบ้านแน่"】
【แววตาของนางก็ฉายแววลังเลออกมาวูบหนึ่ง แต่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มทั้งน้ำตาออกมาแทน: "ข้าจะเชื่อฟังพี่ฉินทุกอย่าง~"】
【พวกท่านก็เริ่มพลอดรักกันอีกครั้งจนถึงพลบค่ำ ก่อนจะแยกย้ายกันไป】
【ก่อนจากกัน ท่านยังชำเลืองมองไปที่เตียงด้วย และก็เห็นรอยเลือดพรหมจรรย์สีแดง】
ฉินเฉินที่กำลังดูการจำลองอยู่ ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
"ทำไมเฉิงหรงหรงถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย? นางเป็นถึงบุตรสาวของราชครู ไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำเช่นนี้?"
"แล้วก็เจ้าฟางเฉินนั่นอีก ภูมิหลังจะต้องไม่ธรรมดาแน่ แต่เขามีความเกี่ยวข้องอะไรกับเฉิงหรงหรงกันแน่?"
ตนเองในการจำลองเป็นผู้เล่นในกระดาน จึงมองไม่ออกถึงสถานการณ์โดยรวม แต่ฉินเฉินที่เป็นผู้ชมอยู่ข้างสนามย่อมมองเห็นความผิดปกติทั้งหมด
【ห้าวันต่อมา】
【 ฟางเฉินนำกลุ่มองครักษ์บุกมาหาท่านด้วยท่าทางดุร้าย】
【เขาจ้องท่านด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ ราวกับอยากจะกลืนกินท่านทั้งเป็น】
【เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงเลยสักนิด ก็สั่งให้ลูกน้องลงมือกับท่านทันที】
【ท่านที่เป็นเพียงระดับชำระร่างกาย ย่อมไม่ใช่คู่มือของเหล่าองครักษ์ระดับโฮ่วเทียน เพียงไม่กี่กระบวนท่า ท่านก็ถูกอัดจนน่วม】
【ท่านเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน ว่าฟางเฉินจะกล้าลงมือกับท่านภายในสถานศึกษาเช่นนี้】
【และท่านรู้ดีว่าหากถูกพาตัวออกไปนอกสถานศึกษาเมื่อไหร่ ชีวิตของท่านก็คงจะต้องจบลงตรงนั้นแน่】
【แต่โชคดีที่หรงเอ๋อร์มาทันเวลา นางก็นำองครักษ์มาแย่งชิงตัวท่านกลับไป】
【คนสองกลุ่มตะลุมบอนกันในสถานศึกษา แม้จะบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยั้งมือโดยไม่ฆ่ากันและกัน】
【ก่อนจากไป ฟางเฉินชี้หน้าท่านอย่างอาฆาต พลางกล่าวว่า : "เจ้ามีหนทางสู่ความตายรออยู่เท่านั้น!"】
【ตลอดเหตุการณ์ ท่านมึนงงโดยไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ】
【 และหรงเอ๋อร์ก็ไม่คิดจะอธิบายให้ท่านฟังด้วย กลับเพียงแค่กำชับกับท่านว่าอย่าออกจากสถานศึกษา แล้วนางก็รีบร้อนจากไปอย่างรวดเร็ว】
【ภายหลังเกิดเหตุนั้น เจ้าสำนักหานมาหาท่านเป็นการส่วนตัว แล้วเกลี้ยกล่อมให้ท่านรีบหนีออกจากราชวงศ์เยียนเสีย】
【เขาบอกท่านว่า— ฟางเฉินไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะของสำนักวิถียุทธ์เท่านั่น แต่ยังเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก อีกด้วย และตระกูลของเขา ก็ยิ่งใหญ่เสียจนทางสถานศึกษายังต้องก้มหัวให้】
【ท่านรู้สึกเย็นวาบที่กลางหลังทันที—แม้แต่ระดับเจ้าสำนักหานก็ยังไม่มีกำลังจะปกป้องตนเองเลยหรือ】
【ท่านรู้ว่าเจ้าสำนักหานหวังดีต่อท่าน แต่ก็หวังดีต่อตัวเองมากกว่า ขอเพียงท่านไม่อยู่ในสำนักวิถีอักษร เขาก็ไม่ต้องแบกรับความผิดและถูกลากลงโลงไปกับท่านด้วย】
【แต่ท่านก็ไม่โทษเขาเช่นกัน เพราะใครบ้างที่อยากจะตายกันเล่า และยิ่งตายเพื่อผู้อื่นอีก】
【ท่านคาดเดาว่า— ฟางเฉิน หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็จะต้องเป็นบุตรขุนนางผู้มีอำนาจล้นฟ้าแน่ ไม่เช่นนั้น เขาจะกล้าจับคนในสำนักวิถีอักษรอย่างงั้นหรือ?】
【หากไม่ใช่เพราะเฉิงหรงหรงมาช่วยทันเวลา ท่านก็คงจะตายไปโดยไม่มีใครเหลียวแลแล้ว!】
【ในเมืองหลวงแห่งนี้ ท่านมีค่าน้อยยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีก】
【และเมื่อนึกถึงความคิดก่อนหน้านี้ ที่คิดจะไปเกาะขาบุตรสาวของราชครู ท่านก็อยากจะเยาะเย้ยตัวเองเสียเหลือเกิน】
【ตัวเองเป็นตัวอะไรกัน?】
【ความแข็งแกร่งก็ไม่มี ภูมิหลังก็ไม่ดี】
【ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่เมืองหลงหยางเสียหน่อย!】
【แล้วท่านก็พลันนึกถึงหลิวไฉ่ผิงที่เมืองหลงหยางขึ้นมา】
【ตอนนั้นตนเองก็มองนางกับจี้ปินไม่ต่างจากที่ฟางเฉินมองท่านในตอนนี้เลยไม่ใช่หรือ?】
【ท่านคิดทบทวนถึงวิธีรอดต่างๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีความคิดดีๆ บางอย่างขึ้นมา】
【นั่นคือการพึ่งพาผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวง—หรือก็คือจักรพรรดินั่นเอง แผนของท่านนั้นง่ายมาก นั่นก็คือการยอมเป็นขุนนางผู้โดดเดี่ยวที่ภักดีต่อองค์เหนือหัวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น】
【เมื่อมีแผนการแล้ว ท่านจึงเริ่มเตรียมตัวสอบขุนนางทันที ขอเพียงแค่การสอบของท่านเข้าสู่สายตาของจักรพรรดิชีวิตของท่านก็จะถือว่าปลอดภัยไปเปราะหนึ่ง】
【สามเดือนต่อมา】
【ท่านก็กลายเป็นจอหงวนด้วยบทความว่า :ด้วยการบำเพ็ญตน ปกครองบ้าน บริหารเมืองและทำนุบำรุงใต้หล้า】
【กระดาษคำตอบของท่านถูกติดประกาศหน้าวังหลวง: การตั้งตนต้องมีคุณธรรมเป็นรากฐาน ทำจิตใจให้เที่ยงธรรมเจริญปัญญาให้รู้แจ้ง จึงจะปกครองบ้านเรือนอย่างสงบสุข เมื่อบ้านเรือนสงบ เก้าชั่วโคตรย่อมปรองดอง เมื่อเก้าชั่วโคตรปรองดอง ท้องถิ่นย่อมสงบสุข เมื่อนำวิถีนี้ไปใช้กับปวงประชาราษฎร์ เลิกทาส ลดทัณฑ์ ลดภาษี ส่งเสริมการค้าฟื้นฟูการศึกษา สร้างความโปร่งใส แผ่นดินก็จะสงบสุข เมื่อแผ่นดินสงบสุข ทั่วหล้าย่อมชื่นชม ผู้ใกล้ชิดย่อมสวามิภักดิ์ด้วยใจจริง ผู้ห่างไกลจะเดินทางมาพึ่งพิง ใช้วิถีแห่งบุ๋นโอบอ้อมอารี ใช้วิถีแห่งบู๊เพื่อสยบข่ม ผสานสัมพันธ์กับผู้คิดต่าง...】
【เหล่านักศึกษามากมายที่อ่านบทความของท่าน บ้างก็ตื่นตะลึงจนเลื่อมใส บ้างก็อิจฉาริษยาจนตาแดงก่ำ】
【และไม่เพียงเท่านั้น ในเมืองหลวงยังมีคุณหนูตระกูลผู้ดีจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวท่านมากยิ่งขึ้น】