เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 จอหงวน

บทที่ 6 จอหงวน

บทที่ 6 จอหงวน


บทที่ 6 จอหงวน

【ปีที่สี่】

【ท่านทุ่มเทให้กับการร่ำเรียนและฝึกยุทธ์อยู่ตลอดเวลา และบางทีอาจจะเป็นเพราะความเคยชิน ท่านจึงรู้สึกว่าการฝึกยุทธ์ไม่ใช่เรื่องยากลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป】

【เนื่องจากท่านมีชื่อเสียงในสถานศึกษา เรื่องที่มีหญิงสาวมอบเงินให้ท่านเดือนละหนึ่งร้อยตำลึง จึงแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว】

【ด้วยเหตุนี้เอง แม่นางคนอื่นๆ ที่ใคร่อยากจะมา "เลี้ยงดู" ท่านบ้าง ต่างก็พากันนำเงินมามอบให้ ซึ่งท่านก็ตอบรับไมตรีเหล่านั้นทั้งหมดโดยไม่มีการปฏิเสธ】

【ท่านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา พลางคิดว่า: คนที่ทั้งรูปงามและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์เช่นข้า ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ย่อมเป็นที่นิยมเสมอ!】

【แต่ก็ด้วยเหตุนั้นเอง ท่านจึงกลายเป็นศัตรูของศิษย์ชายทั้งสถานศึกษา ถึงขั้นมีคนปล่อยข่าวว่า: รอให้ท่านจบการศึกษาเมื่อไหร่ จะตามไปเล่นงานท่านให้สาสมแน่】

【 เจ้าสำนักหานก็เรียกท่านไปพบและพูดคุยด้วยเช่นกัน และคำพูดของเขาก็ไม่ต่างจากฟู่เชียนสักเท่าไหร่นัก โดยเตือนสติท่านว่าอย่าถูกเงินชักจูง】

【เขายังเอ่ยถามด้วยความเจ็บปวดว่า: "ผู้ที่เอ่ยสี่ประโยคแห่งเหิงฉวีและกุศโลบายครองเมืองเจ็ดประการออกมาอย่างท่าน ทำไมจึงถูกเศษเงินเพียงเล็กน้อยทำให้ลุ่มหลงมัวเมาไปเช่นนี้เล่า?"】

【ท่านตอบอย่างบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าเป็นการหยิบยืม วันหน้าจะหามาคืน】

【แม้ว่าเจ้าสำนักหานจะไม่กล่าวอะไรออกมาอีก แต่ท่านก็รู้สึกว่าเขาผิดหวังในตัวท่านไปเสียแล้ว】

【เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ท่านก็เลือกจะก้มหน้าโดยไม่กล่าวอะไรอีก】

【แต่ท่านก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน เพราะหากไร้เงิน ท่านก็เป็นเพียงคนไร้ค่า】

【ท่านรู้ดีว่าหากไม่มีเงิน ชาตินี้คงจะต้องติดอยู่ที่ระดับชำระร่างกายไปตลอดชีวิตแน่ และตัวท่านเองก็ไม่อยากจะมาโศกเศร้าในยามที่แก่เฒ่าด้วย】

【เพราะท่านรู้ดีว่าตนเองต้องการอะไรมากที่สุด】

【ท่านจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับคำนินทาต่างๆ นานาของผู้อื่นเลยสักนิด】

【มีเพียงท่านเท่านั้นที่รู้ว่าความรู้สึกไร้กำลังในตอนที่เห็นพ่อแม่ถูกรุมสังหารนั้นเป็นอย่างไร】

【ปีที่ห้า】

【ในที่สุดท่านก็ทะลวงเข้าสู่ระดับชำระร่างกายขั้นกลางสำเร็จ】

【หลักสูตรของสำนักวิถีอักษรใช้เวลาเรียนประมาณสามถึงห้าปี และหากเรียนครบแล้วก็จะมีสิทธิสอบหน้าพระที่นั่งถ้าผ่านการสอบก็จะกลายเป็นขุนนางสำรอง】

【ท่านกำลังลังเลว่าจะเข้าร่วมการสอบในปีนี้ดีหรือไม่】

【วันหนึ่ง จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มนามว่าฟางเฉินเข้ามาข่มขู่ท่าน เขาสั่งให้ท่านอยู่ห่างจากหรงเอ๋อร์ หากไม่ เขาจะทำให้ท่านไม่มีที่ยืนในราชวงศ์เยียนอีกต่อไป】

【ท่านเพิ่งเคยเห็นคนที่กล้าเอ่ยวาจาโอหังใหญ่โตเช่นนี้เป็นครั้งแรกในเมืองหลวง ท่านจึงคาดเดาว่าภูมิหลังของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน】

【แม้ท่านจะสับสนและโกรธกับการกระทำของเขาอยู่บ้าง แต่ท่านก็ไม่คิดจะโต้ตอบกลับไป เพราะท่านไม่อยากจะทำให้เรื่องใหญ่โต และท่านกับหรงเอ๋อร์ก็เป็นเพียงแค่เพื่อนที่ให้ยืมเงินกันเท่านั้น】

【สามวันต่อมา】

【 หรงเอ๋อร์นัดท่านไปที่หอชมจันทร์】

【 หอชมจันทร์เป็นร้านอาหารชั้นหนึ่งแห่งเมืองหลวง ห้องรับรองหรูหราไม่ต่างจากวัง มีครบครันทั้งเหล้า อาหารและความบันเทิง】

【ที่ห้องรับรองอักษรเทียนหมายเลขหนึ่งบนชั้นสูงสุด ท่านมองเห็นทัศนียภาพและความรุ่งเรืองของเมืองหลวงทั้งหมด】

【ท่านและหรงเอ๋อร์สนทนากันอย่างออกรส และนางก็มักจะคอยรินเหล้าให้ท่านอยู่เสมอ】

【และเมื่อดื่มไปดื่มมา ท่านก็เมามายจนหมดสติไป...】

เมื่อมองดูตัวเองในการจำลองที่เมามายอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ฉินเฉินก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที พลางพึมพำว่า: "คอข้าแข็งไม่ใช่รึ? เหตุใดถึงเมาง่ายเช่นนี้กัน!"

และทันใดนั้นเอง เขาก็เบิกตากว้าง ก่อนจะกล่าวว่า : "ในเหล้ามียา?!"

【เช้าวันรุ่งขึ้น】

【หลังจากตื่นขึ้นมา ท่านก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องรับรอง และในอ้อมแขนของท่านก็กำลังโอบกอดหรงเอ๋อร์อยู่ด้วย】

【เรือนผมสีดำขลับที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ไหปลาร้าที่งดงามและส่วนเว้าส่วนโค้งภายใต้เอี๊ยมบังทรงนั้น ก็ล้วนปรากฏแก่สายตาของท่านทั้งหมด】

【ท่านรู้ทันทีว่าเมื่อคืนตนเองคงจะถูกนางเผด็จศึกไปเสียแล้ว】

【เมื่อเห็นท่านตื่นแล้ว นางก็เริ่มซุกไซ้เข้าหาอ้อมอกของท่านเพื่อให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม】

【เมื่อคืนท่านสะลึมสะลือ จึงไม่รู้ว่าตนเองกระทำอะไรลงไปบ้าง】

【แต่เรื่องดีๆ เช่นนี้ ท่านย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว】

【เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา ความรู้สึกดีๆ ที่ท่านมีต่อนางก็เพิ่มพูนขึ้นไม่น้อยเช่นกัน】

【จากนั้น ท่านก็พลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของนางอย่างรวดเร็ว...】

【หนึ่งชั่วยามผ่านไป นางที่กำลังอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของท่านอยู่ ก็เอ่ยถามเสียงเบาว่า: "พี่ฉิน ท่านจะแต่งงานกับข้าหรือไม่?"】

【คำถามของนาง ทำเอาท่านชะงักงันไปครู่หนึ่ง พลางคิดว่า หรือว่าข้าจะต้องพลาดโอกาสที่จะกลายเป็นเขยของราชครูไปจริงๆ?】

【อีกทั้ง ท่านก็รู้สึกว่าหรงเอ๋อร์เป็นฝ่ายรุกมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ท่านรู้สึกแปลกๆ เท่านั้น แต่ยังทำให้คะแนนความรู้สึกดีๆ ลดลงไปอีกด้วย】

【เมื่อเห็นท่านลังเลเช่นนี้ น้ำตาของนางก็ไหลพรากราวกับมีปุ่มสั่งการ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า: "ข้าเพียงแค่ล้อเล่นกับท่านเท่านั้น~"】

【แต่ท่านกลับไม่รับมุกของนางเลย แต่กลับเอ่ยอย่างจริงจังว่า : "พ่อแม่ของข้าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ยังไม่รู้ ความแค้นก็ยังไม่ถูกชำระ ข้าขอเวลาสักหน่อย เมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว ข้าจะให้ครอบครัวไปสู่ขอเจ้าถึงบ้านแน่"】

【แววตาของนางก็ฉายแววลังเลออกมาวูบหนึ่ง แต่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มทั้งน้ำตาออกมาแทน: "ข้าจะเชื่อฟังพี่ฉินทุกอย่าง~"】

【พวกท่านก็เริ่มพลอดรักกันอีกครั้งจนถึงพลบค่ำ ก่อนจะแยกย้ายกันไป】

【ก่อนจากกัน ท่านยังชำเลืองมองไปที่เตียงด้วย และก็เห็นรอยเลือดพรหมจรรย์สีแดง】

ฉินเฉินที่กำลังดูการจำลองอยู่ ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

"ทำไมเฉิงหรงหรงถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย? นางเป็นถึงบุตรสาวของราชครู ไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำเช่นนี้?"

"แล้วก็เจ้าฟางเฉินนั่นอีก ภูมิหลังจะต้องไม่ธรรมดาแน่ แต่เขามีความเกี่ยวข้องอะไรกับเฉิงหรงหรงกันแน่?"

ตนเองในการจำลองเป็นผู้เล่นในกระดาน จึงมองไม่ออกถึงสถานการณ์โดยรวม แต่ฉินเฉินที่เป็นผู้ชมอยู่ข้างสนามย่อมมองเห็นความผิดปกติทั้งหมด

【ห้าวันต่อมา】

【 ฟางเฉินนำกลุ่มองครักษ์บุกมาหาท่านด้วยท่าทางดุร้าย】

【เขาจ้องท่านด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ ราวกับอยากจะกลืนกินท่านทั้งเป็น】

【เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงเลยสักนิด ก็สั่งให้ลูกน้องลงมือกับท่านทันที】

【ท่านที่เป็นเพียงระดับชำระร่างกาย ย่อมไม่ใช่คู่มือของเหล่าองครักษ์ระดับโฮ่วเทียน เพียงไม่กี่กระบวนท่า ท่านก็ถูกอัดจนน่วม】

【ท่านเองก็นึกไม่ถึงเช่นกัน ว่าฟางเฉินจะกล้าลงมือกับท่านภายในสถานศึกษาเช่นนี้】

【และท่านรู้ดีว่าหากถูกพาตัวออกไปนอกสถานศึกษาเมื่อไหร่ ชีวิตของท่านก็คงจะต้องจบลงตรงนั้นแน่】

【แต่โชคดีที่หรงเอ๋อร์มาทันเวลา นางก็นำองครักษ์มาแย่งชิงตัวท่านกลับไป】

【คนสองกลุ่มตะลุมบอนกันในสถานศึกษา แม้จะบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยั้งมือโดยไม่ฆ่ากันและกัน】

【ก่อนจากไป ฟางเฉินชี้หน้าท่านอย่างอาฆาต พลางกล่าวว่า : "เจ้ามีหนทางสู่ความตายรออยู่เท่านั้น!"】

【ตลอดเหตุการณ์ ท่านมึนงงโดยไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ】

【 และหรงเอ๋อร์ก็ไม่คิดจะอธิบายให้ท่านฟังด้วย กลับเพียงแค่กำชับกับท่านว่าอย่าออกจากสถานศึกษา แล้วนางก็รีบร้อนจากไปอย่างรวดเร็ว】

【ภายหลังเกิดเหตุนั้น เจ้าสำนักหานมาหาท่านเป็นการส่วนตัว แล้วเกลี้ยกล่อมให้ท่านรีบหนีออกจากราชวงศ์เยียนเสีย】

【เขาบอกท่านว่า— ฟางเฉินไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะของสำนักวิถียุทธ์เท่านั่น แต่ยังเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก อีกด้วย และตระกูลของเขา ก็ยิ่งใหญ่เสียจนทางสถานศึกษายังต้องก้มหัวให้】

【ท่านรู้สึกเย็นวาบที่กลางหลังทันที—แม้แต่ระดับเจ้าสำนักหานก็ยังไม่มีกำลังจะปกป้องตนเองเลยหรือ】

【ท่านรู้ว่าเจ้าสำนักหานหวังดีต่อท่าน แต่ก็หวังดีต่อตัวเองมากกว่า ขอเพียงท่านไม่อยู่ในสำนักวิถีอักษร เขาก็ไม่ต้องแบกรับความผิดและถูกลากลงโลงไปกับท่านด้วย】

【แต่ท่านก็ไม่โทษเขาเช่นกัน เพราะใครบ้างที่อยากจะตายกันเล่า และยิ่งตายเพื่อผู้อื่นอีก】

【ท่านคาดเดาว่า— ฟางเฉิน หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ก็จะต้องเป็นบุตรขุนนางผู้มีอำนาจล้นฟ้าแน่ ไม่เช่นนั้น เขาจะกล้าจับคนในสำนักวิถีอักษรอย่างงั้นหรือ?】

【หากไม่ใช่เพราะเฉิงหรงหรงมาช่วยทันเวลา ท่านก็คงจะตายไปโดยไม่มีใครเหลียวแลแล้ว!】

【ในเมืองหลวงแห่งนี้ ท่านมีค่าน้อยยิ่งกว่ามดปลวกเสียอีก】

【และเมื่อนึกถึงความคิดก่อนหน้านี้ ที่คิดจะไปเกาะขาบุตรสาวของราชครู ท่านก็อยากจะเยาะเย้ยตัวเองเสียเหลือเกิน】

【ตัวเองเป็นตัวอะไรกัน?】

【ความแข็งแกร่งก็ไม่มี ภูมิหลังก็ไม่ดี】

【ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่เมืองหลงหยางเสียหน่อย!】

【แล้วท่านก็พลันนึกถึงหลิวไฉ่ผิงที่เมืองหลงหยางขึ้นมา】

【ตอนนั้นตนเองก็มองนางกับจี้ปินไม่ต่างจากที่ฟางเฉินมองท่านในตอนนี้เลยไม่ใช่หรือ?】

【ท่านคิดทบทวนถึงวิธีรอดต่างๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีความคิดดีๆ บางอย่างขึ้นมา】

【นั่นคือการพึ่งพาผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวง—หรือก็คือจักรพรรดินั่นเอง แผนของท่านนั้นง่ายมาก นั่นก็คือการยอมเป็นขุนนางผู้โดดเดี่ยวที่ภักดีต่อองค์เหนือหัวแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น】

【เมื่อมีแผนการแล้ว ท่านจึงเริ่มเตรียมตัวสอบขุนนางทันที ขอเพียงแค่การสอบของท่านเข้าสู่สายตาของจักรพรรดิชีวิตของท่านก็จะถือว่าปลอดภัยไปเปราะหนึ่ง】

【สามเดือนต่อมา】

【ท่านก็กลายเป็นจอหงวนด้วยบทความว่า :ด้วยการบำเพ็ญตน ปกครองบ้าน บริหารเมืองและทำนุบำรุงใต้หล้า】

【กระดาษคำตอบของท่านถูกติดประกาศหน้าวังหลวง: การตั้งตนต้องมีคุณธรรมเป็นรากฐาน ทำจิตใจให้เที่ยงธรรมเจริญปัญญาให้รู้แจ้ง จึงจะปกครองบ้านเรือนอย่างสงบสุข เมื่อบ้านเรือนสงบ เก้าชั่วโคตรย่อมปรองดอง เมื่อเก้าชั่วโคตรปรองดอง ท้องถิ่นย่อมสงบสุข เมื่อนำวิถีนี้ไปใช้กับปวงประชาราษฎร์ เลิกทาส ลดทัณฑ์ ลดภาษี ส่งเสริมการค้าฟื้นฟูการศึกษา สร้างความโปร่งใส แผ่นดินก็จะสงบสุข เมื่อแผ่นดินสงบสุข ทั่วหล้าย่อมชื่นชม ผู้ใกล้ชิดย่อมสวามิภักดิ์ด้วยใจจริง ผู้ห่างไกลจะเดินทางมาพึ่งพิง ใช้วิถีแห่งบุ๋นโอบอ้อมอารี ใช้วิถีแห่งบู๊เพื่อสยบข่ม ผสานสัมพันธ์กับผู้คิดต่าง...】

【เหล่านักศึกษามากมายที่อ่านบทความของท่าน บ้างก็ตื่นตะลึงจนเลื่อมใส บ้างก็อิจฉาริษยาจนตาแดงก่ำ】

【และไม่เพียงเท่านั้น ในเมืองหลวงยังมีคุณหนูตระกูลผู้ดีจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวท่านมากยิ่งขึ้น】

จบบทที่ บทที่ 6 จอหงวน

คัดลอกลิงก์แล้ว