เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 บุตรสาวของของราชครู

บทที่ 5 บุตรสาวของของราชครู

บทที่ 5 บุตรสาวของของราชครู


บทที่ 5 บุตรสาวของของราชครู

【ปีที่สาม】

【เพียงแค่ครึ่งปีที่เข้าสู่สำนักวิถีอักษร ชื่อเสียงของท่านก็โด่งดังเป็นพลุแตก】

【แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับในตัวท่าน พยายามสรรหาหัวข้อสารพัดมากลั่นแกล้งลองภูมิท่านอยู่เสมอ แต่ก็ล้วนถูกท่านตอบโต้กลับไปอย่างง่ายดายอยู่ทุกครั้ง】

【ทุกๆ วัน ที่มีคนมาท้าประลองภูมิปัญญากับท่าน มันก็เริ่มทำให้ท่านชินชามากขึ้นเรื่อยๆ】

【เฉิงหรงหรง ยอดหญิงอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักวิถีอักษร ก็มาท้าประลองภูมิปัญญากับท่านเช่นกัน】

【และท่านก็รับคำท้าของนางอย่างตรงไปตรงมา】

【ท่านรู้สึกโชคดีอย่างมากที่เมื่อก่อน ท่านชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และนิยายแนวพระเอกอวดเก่ง ท่านจึงมีประโยคคลาสสิกเหล่านั้นอยู่ในหัวเต็มไปหมด】

【หัวข้อที่เฉิงหรงหรงตั้งขึ้นมา คือ: กุศโลบายการปกครองแผ่นดิน】

【ท่านขบคิดเพียงครู่เดียว ก็พลันนึกถึงกุศโลบายการปกครองเจ็ดประการ】

【ท่านนำมือไปไพล่หลัง พลางยืนแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะกล่าวว่า :】

【"โจทย์นี้ไม่ยากมากนัก เพียงแค่ต้องใช้เจ็ดกุศโลบาย"】

【"หนึ่งคือเสริมรากฐาน แผ่นดินคือรากฐาน รากฐานคือราษฎร การปกครองจะดีหรือไม่ อยู่ที่โอนอ่อนตามราษฎร จะล้มเหลวหรือไม่ อยู่ที่แข็งข้อกับราษฎร"】

【"สองคือกฎหมาย บัญญัติกฎหมายแพ่งเพื่อความสงบสุข บัญญัติกฎหมายพาณิชย์เพื่อสินค้า เข้มงวดกฎอัยการศึกเพื่อเสริมสร้างบารมีให้แก่เขตปกครอง กำหนดกฎยุทธ์เพื่อสยบสี่ทิศ"】

【"สามคือเลี้ยงดูราษฎร เลิกทาส มอบปัญญา ลดการเกณฑ์แรงงาน ลดภาษี คัดกรองขุนนางส่วนเกินเพื่อประหยัดงบประมาณ เมื่อขุนนางโปร่งใสราษฎรย่อมเป็นสุข"】

【"สี่คือทหารกล้า ทหารเน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ แม่ทัพเน้นกลยุทธ์ ไม่ใช่ความกล้า คัดเลือกพลทหาร เฟ้นหาแม่ทัพอย่างรอบคอบ แสนยานุภาพย่อมจะตามมา"】

【"ห้าคือส่งเสริมการศึกษา จัดตั้งโรงเรียนหลวงทั่วทุกเมือง เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มาอบรมบ่มเพาะคนเก่ง  แล้วเปิดโอกาสให้กับอัจฉริยะที่ยากไร้ให้มีหนทางก้าวหน้า"】

【"หกคือเข้มงวดต่อการตรวจสอบ ส่งผู้ตรวจการออกตรวจตราสี่ทิศ สืบสวนทั้งที่ลับและที่แจ้ง ลงโทษผู้กระทำผิด แม้คนผู้นั้นจะเป็นขุนนางระดับสูง"】

【"เจ็ดคือเจริญไมตรี ผูกมิตรเพื่อนบ้าน สร้างพันธมิตร แลกเปลี่ยนสินค้าขาย ต่างฝ่ายต่างแลกผลประโยชน์ชายแดนย่อมสงบสุข"】

【"หากทั้งเจ็ดกุศโลบายดำเนินควบคู่กัน แผ่นดินจะมั่งคั่ง กองทัพจะแข็งแกร่ง การศึกษาจะแพร่หลาย ผู้คนจะภักดีใต้หล้าจะสงบสุข"】

【กล่าวจบ ท่านก็ยืนหันหลังให้กับนางราวกับเป็นนักปราชญ์ผู้โดดเดี่ยวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองนางด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม】

【เฉิงหรงหรงก็อ้าปากค้าง พลางมองดูท่านด้วยสายตาระยิบระยับ】

【สายตาเทิดทูนบูชาเช่นนี้ ช่วงนี้ท่านเห็นมาจนชินตาเสียแล้ว】

【แม้หญิงสาวตรงหน้าจะงดงามอย่างยิ่ง แต่ท่านก็เพียงแค่เบ้ปาก พลางส่ายหน้าอย่างดูแคลน ก่อนจะหันหลังเดินจากไป】

【ความจริงท่านลอบสืบประวัติผู้หญิงที่มีฐานะดีที่สุดมาสักพักแล้ว และท่านก็เลือกเป้าหมายที่จะ "เกาะ" แล้วด้วย—ซึ่งก็คือเฉิงหรงหรง บุตรสาวของราชครูนั่นเอง】

【ท่านตระหนักดีว่า หากไร้ซึ่งเงิน ก็ไร้ซึ่งความแข็งแกร่งเช่นกัน】

"เชี่ยเอ๊ย เจ้าคนปัญญาอ่อน!"

"นางก็คือเป้าหมายที่เจ้าเล็งอยู่อย่างไรเล่า ไม่คิดจะถามไถ่ชื่อแซ่หรือฐานะของนางเลยหรืออย่างไร"

"เจ้าโง่!"

ฉินเฉิน ที่เห็นตัวเองในการจำลองโง่เง่าเช่นนี้ ก็อยากจะเข้าไปในการจำลอง แล้วกระชากคอของเขามาด่าต่อหน้าจริงๆ

【สามวันต่อมา】

【ท่านพบว่าตนเองโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างงงๆ ซึ่งสาเหตุก็มาจาก "กุศโลบายครองเมืองเจ็ดประการ" ที่ท่านกล่าวไปนั่นเอง】

【"กุศโลบายครองเมืองเจ็ดประการ" ของท่านแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง แม้แต่จักรพรรดิเอง พอรู้เข้า ก็ถือแผนงานของท่านอยู่กลางท้องพระโรง พลางด่ากราดขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นจนหัวหด】

【และนั่นก็ทำให้ขุนนางเกินครึ่งในราชสำนัก ต่างก็พากันเคียดแค้นท่านเป็นอย่างมาก】

【แต่เจ้าสำนักหานกลับยินดีจนเนื้อเต้น เจอใครก็เป็นต้องอวดอ้างว่าท่านคือศิษย์ของเขา ถึงขั้นจารึกกุศโลบายเจ็ดประการของท่านลงบนศิลาจารึก แล้วเอามาตั้งอยู่ที่หน้าประตูสำนัก】

【ตอนนี้ทุกครั้งที่ท่านก้าวเท้าออกจากประตู ก็จะรู้สึกถึงสายตาอิจฉาริษยาจากศิษย์ชายมากมาย】

【ส่วนเหล่าศิษย์หญิงนั่น ต่างก็มองท่านด้วยแววตาที่เป็นประกายวิบวับราวกับดวงดาว】

【แต่ละวันมีแม่นางแอบเฝ้ามองท่านไม่ต่ำกว่าร้อยคน และเฉิงหรงหรงก็คือหนึ่งในนั้นด้วย】

【ทว่าท่านกลับจมอยู่ในโลกของตัวเองโดยสมบูรณ์ นอกจากการเรียนและค้นหาข้อมูลแล้ว ก็คือการฝึกยุทธ์】

【ส่วนข้อมูลหลักๆ ที่ท่านค้นหาอยู่ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียน แต่น่าเสียดายที่สำนักวิถีอักษร กลับไม่มีบันทึกเหล่านั้นอยู่เลย】

【ท่านรู้สึกว่าการฝึกยุทธ์มันลำบากมากเกินไป ท่านจึงคิดว่า: หากเจอวิธีบำเพ็ญเซียนก็คงจะดีกว่านี้ ไม่ต้องมาทนทุกข์กับการฝึกยุทธ์อีกต่อไป】

【ท่านยังคิดอีกว่า: การฝึกยุทธ์ ไม่แตกต่างจากการเอาเงินมาเผาเล่นเลยสักนิด!】

【และนั่นก็ทำให้ท่านบรรลุถึงแก่นแท้ของคำว่า "วีรบุรุษตกม้าตายเพราะเงินแดงเดียว"】

【แม้เจ้าสำนักหานจะละเว้นค่าเล่าเรียนให้ แต่ค่าครองชีพรวมกับค่าใช้จ่ายในการฝึกยุทธ์ ก็ยังทำให้ท่านชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ดี】

【ทุกๆ วันที่ต้องใช้เงิน ท่านก็มักจะคิดถึงอดีตในตอนที่อยู่ในตระกูลเสมอ】

【ท่านเคยคิดจะหาเงินเพิ่มแล้ว แต่ท่านก็ต้องปวดหัวขึ้นมา เพราะพบว่าโลกนี้มันช่างหาเงินยากเสียเหลือเกิน】

【ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม เกลือ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย ของพวกนี้ล้วนมีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าสิ่งที่ท่านรู้จากชาติก่อนเลยสักนิด ซึ่งนั่นก็ทำให้วิธีรวยทางลัดต่างๆ ของท่านต้องไร้ประโยชน์ไปทันที】

【ราชวงศ์เยียนสืบทอดมานานกว่าเก้าร้อยปี ลู่ทางทำมาหากินที่พอจะนึกออก ก็ล้วนถูกผู้อื่นจับจองไปหมดแล้ว】

【ที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ยุคสมัยนี้ หากคิดจะหาเงินก็ต้องมีกองกำลังคอยหนุนหลัง เพราะถ้าธุรกิจของท่านไปกระทบกับกองกำลังอื่นล่ะก็ ท่านก็คงจะตายโดยไม่รู้ตัวแน่】

【ท่านส่ายหน้าอย่างจนปัญญา พลางคิดว่า: ไม่มีเงินแล้วจะฝึกยุทธ์ต่อไปอย่างไรกันเล่า!】

【ตอนนี้ ลำพังแค่น้ำยาสมุนไพรชำระร่างกาย ท่านก็ยังไม่มีปัญญาจะจ่ายเลย ยาเม็ดก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้แต่อุปกรณ์ฝึกยุทธ์พื้นฐานที่สุดก็ยังไม่มีเงินจะซื้อด้วยซ้ำ】

【ในบรรดาสี่สถานศึกษาทั้งหมด สำนักวิถีอักษรถือว่ายากจนที่สุด และนั่นก็ทำให้ท่านเริ่มสงสัยแล้วว่า ตนเองเลือกเรียนผิดสายหรือไม่】

【แต่หากไปสำนักวิถียุทธ์ ท่านก็ไร้พรสวรรค์ ไปสำนักวิถีช่าง ท่านก็ไร้ฝีมือ ไปสำนักวิถีการค้า ท่านก็ไร้เส้นสายและภูมิหลังอีก】

【และที่สำนักวิถีอักษรตอบรับท่าน ก็เพราะว่าท่านอาศัยใบบุญจากการเป็นผู้ข้ามมิตินั้นเอง】

【ท่านก็รำพึงรำพันอย่างแผ่วเบาว่า : หากไม่มีระบบ ข้าคงไม่ต่างจากมดปลวกแน่】

【ท่านซาบซึ้งในบุญคุณของระบบจากก้นบึ้งของหัวใจ ถึงขั้นอยากจะตะโกนเรียกระบบว่า "ท่านพ่อ" เลยทีเดียว】

"ข้าไร้ประโยชน์ขนาดนั้นเชียวหรือ?" ฉินเฉินที่มองดูการจำลองอยู่ ก็ขมวดคิ้วจนมุ่น

และเมื่อเห็นประโยคสุดท้ายนั้น ฉินเฉินก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ทันที

"ระบบ ประโยคสุดท้ายนั้นอะไรกัน?"

"เจ้ากำลังกดหัวข้า แล้วทำให้ตัวเองสูงขึ้นอยู่ใช่หรือไม่?"

【ติ๊ง! โฮสต์โปรดอย่าขัดจังหวะการจำลอง】

【อือ... เมื่อครู่จำลองถึงไหนแล้วนะ?】

【เจอเส้นเวลาแล้ว เชิญชมการจำลองต่อ...】

【หลังจากใคร่ครวญไปมา ท่านก็คิดว่าจะต้องรีบไปเกาะแข้งเกาะขาบุตรสาวของราชครูโดยเร็วที่สุดเสียแล้ว】

【ท่านไปพบนักศึกษาฐานะยากจนผู้หนึ่งที่มีนามว่า ฟู่เชียน เพื่อสอบถามข่าวคราวของเฉิงหรงหรง】

【ฟู่เชียนมองเจตนาของท่านออกอย่างรวดเร็ว จึงถลึงตาใส่ด้วยความโกรธ พลางกล่าวว่า: "ศิษย์พี่ฉิน การยอมก้มหัวเพื่อเข้าหาความก้าวหน้า นั่นคือการกระทำของวิญญาชนหรืออย่างไร?"】

【ท่านคิดว่าที่ฟู่เชียนยังคงยากจนอยู่เช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว】

【และท่านก็สวนกลับไปอย่างปากดีว่า: "รอให้เจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางเสียก่อนเถิด แล้วเจ้าจะรู้ว่าข้าคิดถูก"】

【น่าเสียดายที่ฟู่เชียนก็ไม่รู้จักเฉิงหรงหรงเช่นกัน เพราะตัวตนของลูกหลานผู้มีอำนาจเหล่านี้ ล้วนถูกเก็บเป็นความลับในสถานศึกษาทั้งสิ้น】

【ขณะที่ท่านกำลังกลัดกลุ้มว่าจะหาตัวเฉิงหรงหรงอย่างไรดี แม่นางที่เคยทดสอบท่านด้วยกุศโลบายครองเมืองก็มาหาท่านด้วยตัวเอง】

【ท่านทำหน้าตาไม่รับแขกใส่ทันที เพราะเดิมที "กุศโลบายครองเมืองเจ็ดประการ" นั้น ก็รู้กันอยู่แค่สองคนเท่านั้น】

【ตอนนี้กลับรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองเสียแล้ว จึงจะต้องเป็นนางแน่ ที่แพร่งพรายออกไป】

【แต่ท่านคิดไม่ตกเช่นกัน ว่าทำไมนางถึงต้องทำให้ท่านมีชื่อเสียงเช่นนี้ด้วย】

【เมื่อนางเดินมาถึงตรงหน้าท่าน ก็แนะนำตัวด้วยรอยยิ้มว่า: "ข้าชื่อ หรงเอ๋อร์"】

【ด้วยคำกล่าวที่ว่า ไม่ควรยื่นมือออกไปตบคนที่กำลังยิ้ม ท่านจึงตอบกลับนางไปตามมารยาท】

【หลังจากทักทายกันพอเป็นพีธีแล้ว จู่ๆ นางก็ยัดถุงเงินใส่มือของท่าน และเมื่อลองเปิดดู ท่านก็พบว่ามีตั๋วเงินถึงหนึ่งร้อยตำลึงอยู่ในนั้น!】

【ท่านมองนางด้วยความหวาดระแวง】

【แต่นางก็อธิบายว่า: "ข้ารู้มาว่าท่านเป็นเด็กกำพร้า ทั้งต้องเรียนหนังสือและฝึกยุทธ์ ข้าจึงคิดว่าท่านคงจะขัดสนเรื่องเงินทองใช่หรือไม่?"】

【ท่านก็ครุ่นคิดว่า: เหตุใดนางถึงรู้เรื่องของข้าดีเช่นนี้กัน?】

【แน่นอนว่าท่านย่อมไม่รู้ ว่านางคอยแอบเฝ้าดูท่านอยู่ตลอด ทุกการกระทำของท่าน รวมถึงเรื่องที่ท่านร้อนเงินก็ล้วนอยู่ในสายตาของนางทั้งหมด】

【และเมื่อนางเห็นท่านมุ่งมั่นทั้งเรื่องเรียนและเรื่องฝึกยุทธ์ นางก็ยิ่งเทิดทูนบูชาท่านจนถอนตัวไม่ขึ้น】

【นางคาดหวังให้ท่านก้าวหน้ายิ่งกว่าตัวท่านเองเสียอีก】

【และเมื่อมองดูเงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้แล้ว ค่าความรู้สึกดีๆ ที่ท่านมีต่อนางก็เพิ่มขึ้น +1】

【ท่านถอนหายใจออกมา พลางครุ่นคิดว่า: ใครกันที่บอกว่าความรู้สึก อยู่เหนือกว่าเงินตรา】

【แต่ท่านกลัวว่าบุตรสาวของราชครูจะเข้าใจผิด จึงรีบเอ่ยว่า: "ถือเสียว่าข้ายืมมาก็แล้วกัน วันหน้าจะหามาคืนให้แน่"】

【นางป้องปากหัวเราะเบาๆ ออกมา ก่อนจะกล่าวว่า: "อือ ไม่ต้องรีบหรอก ข้าจะรอท่าน~"】

【จากนั้นพวกท่านทั้งสองก็สนทนากันอย่างถูกคอ และท่านก็พบว่านาง ดูเหมือนจะคิดเผื่อท่านในทุกๆ เรื่องอยู่เสมอ】

จบบทที่ บทที่ 5 บุตรสาวของของราชครู

คัดลอกลิงก์แล้ว