- หน้าแรก
- ระบบจำลอง จากคนไร้ค่า สู่บอสคนสุดท้าย
- บทที่ 4 เหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 4 เหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 4 เหตุไม่คาดฝัน
บทที่ 4 เหตุไม่คาดฝัน
【ห้าวันต่อมา】
【น้องสาวของท่าน ฉินอวี้ก็ทะลวงเข้าสู่ระดับโฮ่วเทียนสำเร็จ ทั่วทั้งบ้านตระกูลฉิน ประดับประดาไปด้วยโคมไฟเฉลิมฉลอง ผู้คนต่างวุ่นวายกันจ้าละหวั่น】
【ฉินอวี้ยังวิ่งมาเยาะเย้ยถึงลานบ้านของท่านด้วย: "ท่านพี่ เมื่อครู่ท่านพ่อรับปากกับข้าแล้ว ว่าอนาคตจะมอบตระกูลฉินให้แก่ข้า"】
【"สัญญาที่ตกลงกันคราวก่อน ท่านก็อย่าลืมเสียเล่า" นางมาทิ้งประโยคสั้นๆ เหล่านี้ แล้วก็จากไป】
【ท่านที่ไม่คิดจะเป็นหัวหน้าตระกูลอยู่แล้ว จึงกล่าวแสดงความยินดีกับนางไปอย่างลวกๆ】
【ก่อนรุ่งสาง จู่ๆ ก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมปลุกท่านให้ตื่นจากความฝัน】
【ท่านที่รีบวิ่งออกไปดูนอกลานบ้าน ก็พบว่าทั่วทั้งตระกูลฉิน มีเปลวเพลิงลุกโชนไปหมด พร้อมกับเสียงการต่อสู้ที่ดังระงมไปทั่ว】
【ฉู่ฉู่ ก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องข้างๆ ของท่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะติดตามท่าน เพื่อไปยังลานบ้านของตระกูล】
【ทันทีที่มาถึงลานบ้านของตระกูล ท่านก็เห็นพ่อแม่กำลังถูกกลุ่มชายชุดดำปิดหน้ารุมโจมตีอยู่】
【และจังหวะนั้นเอง ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง ก็ลอบโจมตีพ่อของท่านจากด้านหลัง คมดาบนั้น ฟันจนเลือดสาดกระเซ็นย้อมพื้นดินเป็นสีแดงฉาน】
【เมื่อท่านเพ่งมองดู ก็พบว่าคนผู้นั้น ก็คือผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลฉินนั่นเอง ซึ่งเขามีนามว่าเถียนหง】
【ในขณะเดียวกัน ผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลฉินอีกสิบคน จู่ๆ ก็หันมาร่วมมือกับกลุ่มชายชุดดำ เพื่อรุมเล่นงานพ่อแม่ของท่านด้วย】
【และเวลานั้นเอง ฉินอวี้ที่ถือหอกอยู่ก็รุดหน้ามาถึงพอดี และนางก็เข้าปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์ที่เตรียมจะลอบทำร้ายแม่ของท่านอย่างรวดเร็ว】
【เมื่อคนชุดดำปิดหน้าคนหนึ่งสังเกตเห็นท่าน เขาก็เลือกจะพุ่งตรงเข้ามาหาท่านโดยไม่ลังเล】
【แต่ฉู่ฉู่ ก็พุ่งตัวเข้ามาสกัดกั้นเสียก่อน นางพัวพันเหนี่ยวรั้งกับนักฆ่าผู้นั้นอย่างไม่คิดชีวิต พลางตะโกนใส่ท่านว่า : "นายน้อย รีบหนีไป!"】
【แต่เมื่อสิ้นเสียงของนาง ศีรษะของนางก็ถูกนักฆ่าผู้นั้น ฟันจนลอยกระเด็นออกไป ก่อนจะร่วงหล่นลงมากลิ้งกับพื้นอยู่สามตลบ】
【เมื่อท่านเห็นสถานการณ์เริ่มจะแย่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ท่านจึงรีบขบคิดหาหนทางแก้ไขสารพัดวิธีอย่างรวดเร็ว แต่กลับพบว่า ตนเองช่างอ่อนแอและไร้ความสามารถนัก และความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงนั้น ก็ทิ่มแทงท่านจนอยากจะกรีดร้องออกมา】
【พ่อของท่าน ฉินซิวเหวินดูเหมือนจะมีความคิดที่เด็ดเดี่ยวขึ้นมาเสียแล้ว เขาจึงตะโกนบอกหลินเสวี่ยผิงอย่างเด็ดขาดไปว่า: "รีบพาลูกหนีไปเสีย"】
【หลินเสวี่ยผิงที่มีขอบตาแดงก่ำ ก็เคลื่อนที่หลบหลีกไปมา ก่อนจะเข้ามาคว้าตัวท่านและฉินอวี้ขึ้นไปบนหลังคา แล้วพาพวกท่านหลบหนีออกจากเมืองหลงหยางด้วยกำลังทั้งหมดที่มี】
【หลังจากตะบึงหนีมาถึงสองชั่วยาม หลินเสวี่ยผิงก็หยุดฝีเท้าลง แล้วเอ่ยอย่างเร่งรีบว่า: "อวี้เอ๋อร์ พาพี่ชายของเจ้าไปเปลี่ยนชื่อแซ่แล้วซ่อนตัวเสีย และอย่าคิดเรื่องแก้แค้นเด็ดขาด!"】
【หลินเสวี่ยผิงไม่รอให้พวกท่านตอบกลับ ก็หันหลังวิ่งกลับไปยังทิศทางของเมืองหลงหยางเสียแล้ว และเพียงพริบตาเดียว ก็หายลับไปในความมืด】
【ท่านรู้ดีว่าแม่กำลังจะกลับไปหาพ่อ และการไปครั้งนี้ เกรงว่าจะมีภัยมากกว่าโชค...】
【ฉินอวี้ จ้องมองไปยังทิศทางของเมืองหลงหยางด้วยดวงตาที่แผดเผาไปด้วยเพลิงโทสะและน้ำตาแห่งความโศกเศร้า】
【แต่นางก็รีบปาดน้ำตานั้นออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้ามือของท่าน แล้วกล่าวว่า: "ไป!"】
【ท่านวิ่งตามร่างเล็กๆ ของฉินอวี้ด้วยความสงสัย】
【ท่านรู้สึกว่าน้องสาวฉินอวี้ ช่างแปลกยิ่งนัก ไม่เหมือนกับเด็กเก้าขวบเลยสักนิด】
ฉินเฉินที่กำลังดูการจำลองอยู่ ก็มีขอบตาแดงก่ำขึ้นมา มือก็กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
"ในตระกูลมีคนทรยศตั้งสิบกว่าคนเลยรึ?"
"แล้วตระกูลไปล่วงเกินใครกัน ถึงต้องฆ่าล้างโคตรตระกูลฉินของข้าเช่นนี้?"
"…เรื่องนี้…ดูเหมือนว่าเกิดขึ้นหลังจากการถอนหมั้น... หรือว่าผู้ว่าการอำเภอจะร่วมมือกับตระกูลอื่น?"
"ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!"
แม้ฉินเฉินจะเป็นสวะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลงหยาง แต่เขาก็รู้สถานการณ์ในเมืองหลงหยางเป็นอย่างดี
เมืองหลงหยางไม่มีระดับปรมาจารย์ และห้ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ— ฉินซิวเหวินแห่ง สมาคมการค้าตระกูลฉิน, ผู้ว่าการอำเภอ เมิ่งเหวินปิน, จีอู๋หมิง ประมุขของพรรคงูน้ำ, จ้าวกัง เจ้าสำนักแห่งสำนักยุทธ์แขนเดียว และหัวหน้าสาขาเฉียวแห่งหอเทียนเชียง
กองกำลังทั้งห้าต่างก็สูสีกัน ไม่มีใครเป็นรองใคร
และนี่ยังเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ฉินเฉิน ทำตัวเหลวไหลมาตลอดโดยไม่กลัวใครด้วย
ร่ำรวย ขี้เกียจ ไร้พรสวรรค์ มีน้องสาวอัจฉริยะ พ่อแม่ไม่เคยห้าม—นี่คือคุณสมบัติของคุณชายเจ้าสำราญโดยกำเนิด
และอันที่จริง หากมองในบางมุม ตระกูลฉินนับว่าแข็งแกร่งที่สุด เพราะตระกูลฉินร่ำรวยที่สุด—ซึ่งมีเงินมากพอจะว่าจ้างผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียนเป็นจำนวนมาก
ส่วนการว่าจ้างยอดฝีมือระดับเซียนเทียนน่ะหรือ เลิกคิดไปเสียเถิด—เพราะระดับเซียนเทียน ล้วนเป็นขาใหญ่ประจำถิ่นกันทั้งนั้น
ยิ่งการว่าจ้างระดับปรมาจารย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย—นั่นคือบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของราชวงศ์เยียน
ส่วนผู้ว่าการอำเภอแห่งเมืองหลงหยาง ภายใต้อำนาจของเขามียอดฝีมือระดับโฮ่วเทียนเพียงแค่สิบกว่าคนเท่านั้น จึงแทบไม่มีทางเลยที่เขาจะกล้าลงมือกับตระกูลฉิน
ฉินเฉินก็เรียบเรียงข้อมูลจากการจำลองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพบเบาะแสสำคัญบางอย่าง:
ผู้ว่าการอำเภอ มาขอเชื่อมสัมพันธ์ดองญาติอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วจู่ๆ ก็ถอนหมั้นไปเฉยๆ และพอถอนหมั้นแล้ว…ก็…เกิดเรื่อง...
แม้ผู้ว่าการอำเภอจะไม่ใช่หัวโจก
แต่ผู้ว่าการอำเภอจะต้องล่วงรู้เรื่องราวล่วงหน้าแน่!
จากนั้น ฉินเฉินก็จ้องมองชื่อคนทรยศ "เถียนหง" ที่ปรากฏในการจำลองด้วยแววตาเย็นชา
"ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอนัก ไม่ควรจะแหวกหญ้าให้งูตื่น"
เขาก็หลับตาลงอยู่ครู่หนึ่งเพื่อข่มกลั้นความโกรธให้สงบลง ก่อนจะกลับมาดูการจำลองต่อ
【ทิศทางที่ท่านและน้องสาวฉินอวี้ กำลังมุ่งหน้าไป ก็คือเมืองหลวงของราชวงศ์เยียน】
【ท่านที่คาดเดาถึงทิศทางการเดินทางออกแล้ว ก็กล่าวว่า: "เราจะไปเมืองหลวงอย่างงั้นหรือ?"】
【"อืม คนที่กล้าลงมือกับตระกูลฉินในเมืองหลงหยางตรงๆ ย่อมไม่ใช่กองกำลังในท้องถิ่นแน่ ข้าคิดว่ามีโอกาสถึงแปดส่วนที่จะเป็นกองกำลังของเมืองหนานเจียง ส่วนการไปที่เมืองหลวง เพราะข้าคิดว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเราในตอนนี้แล้ว" ฉินอวี้ ก็ตอบกลับด้วยสีหน้าที่สงบอย่างน่าประหลาด】
【ท่านย่อมรู้จักเมืองหนานเจียงเป็นอย่างดี เพราะนั่นเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองหลงหยางมากที่สุด】
【แต่ท่านรู้สึกตกตะลึงกับความคิดของฉินอวี้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งที่นางมีอายุแค่นี้ แต่กลับมองสถานการณ์อย่างเฉียบขาดราวกับเป็นผู้มีประสบการณ์ในยุทธภพไม่มีผิด】
【เพื่อปิดบังสายตาของผู้คน ตลอดการเดินทาง พวกท่านทั้งสองจึงปลอมตัวเป็นผู้ลี้ภัยด้วยการทำตัวให้ดูมอมแมมแล้วปะปนกับคนอื่นๆ ที่ท้ายขบวนของกองคาราวานสินค้า】
【ยุคสมัยนี้ การที่ผู้ลี้ภัยเดินตามกองคาราวานถือว่าเป็นเรื่องปกติ และกองคาราวานเองก็ไม่คิดจะมาไล่พวกผู้ลี้ภัยออกไปด้วย】
【เพราะพวกเขากลัวว่า หากไล่ไป ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ จะหันมาลงมือทำร้ายพวกเขา】
【ท่านเคยเสนอให้เดินทางน้ำมาก่อน แต่ฉินอวี้กลับบอกว่าทางน้ำอันตรายเกินไป】
【สิบวันต่อมา】
【พวกท่านเดินเท้ามากว่าสามร้อยกิโลเมตร ผ่านไปหนึ่งเมือง สามตำบล และหมู่บ้านอีกนับสิบแห่ง】
【ตลอดเส้นทาง พวกท่านยังพบเจอกับกลุ่มโจรถึงสามกลุ่ม แต่กลุ่มโจรเหล่านั้น กลับไม่หันมามอง "ผู้ลี้ภัย" อย่างพวกท่านเลยแม้แต่คนเดียว】
【ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพราะผู้ลี้ภัยยากจนเกินไปและโจรส่วนใหญ่ก็มีพื้นเพมาจากผู้ลี้ภัยเช่นกัน】
【และท่านยังเห็นกองคาราวาน จ่ายค่าผ่านทางให้กลุ่มโจรเหล่านั้นด้วย และพวกนั้นก็เปิดทางให้กองคาราวานผ่านทางไปอย่างปลอดภัย】
【ดูเหมือนนี่จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว】
【ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมโจรเหล่านี้ถึงยังไม่ถูกราชวงศ์ปราบปรามไปเสียที…ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดเช่นกัน】
【สามเดือนต่อมา】
【ในที่สุดพวกท่านก็มายืนอยู่ที่หน้าประตูเมืองของเมืองหลวงแห่งราชวงศ์เยียน】
【การเดินทางครั้งนี้ ทำให้ท่านพบเจออะไรหลายๆ อย่าง】
【ระยะทางกว่าสามพันกิโลเมตร ปีนเขาข้ามห้วย ผ่านเมืองมาแปดเมือง สามสิบกว่าตำบล และหมู่บ้านอีกกว่าสองร้อยแห่ง】
【ระหว่างทาง ท่านพบเจอกลุ่มโจรไม่ต่ำกว่าสามสิบกลุ่ม แต่เนื่องด้วยความยากจนข้นแค้นที่เห็นด้วยตาเปล่าของพวกท่านทั้งสอง เหล่าโจรจึงไม่หันมามองพวกท่านเหมือนเช่นเคย】
【พวกท่านทั้งสอง ก็รีบล้างหน้าล้างตาที่คูเมือง ก่อนจะหยิบเอาป้ายผ่านทางออกมา แล้วผ่านเข้าไปในเมืองอย่างราบรื่น】
【ป้ายผ่านทางทั้งสองอัน ไม่ใช่ของพวกท่านเอง แต่เป็นของที่เก็บมาระหว่างทาง ซึ่งตกเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด】
【คนที่ทำป้ายผ่านทางตก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนดีที่ถูกฆ่าไปแล้ว ดังนั้น ป้ายผ่านทางของพวกท่าน จึงไม่มีปัญหาอะไร】
【ทันทีที่เข้าเมือง ฉินอวี้ก็เสนอว่า: "ท่านพี่ไปสอบเข้าสำนักวิถีอักษร ส่วนข้าจะไปสำนักวิถียุทธ์"】
【ท่านเห็นด้วยกับข้อเสนอของนางอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้ท่านไม่มีตระกูลคอยหนุนหลังแล้ว หากไม่ลงมือทำอะไรเลย แล้วให้น้องสาวคอยปกป้องอย่างเดียว ท่านก็คงจะกลายเป็นสวะอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์เยียนแน่ 】
【เมื่อตกลงกันเสร็จ พวกท่านก็แยกย้ายกันไปคนละทาง】
【สถานศึกษาที่มีสถานะสูงส่งในราชวงศ์เยียน มีอยู่ด้วยกันสี่แห่ง คือ: สำนักวิถียุทธ์ สำนักวิถีอักษร สำนักวิถีการค้าและสำนักวิถีช่าง】
【ผู้ที่จบจากสี่สถานศึกษาเหล่านี้ จะมีโอกาสกลายเป็นบุคคลสำคัญระดับ ราชครู แม่ทัพใหญ่ กั๋วกง หรือ เสนาบดี】
【ฉินอวี้ มีพรสวรรค์สูงมาก การสอบเข้าสำนักวิถียุทธ์ จึงเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง】
【ส่วนทางท่าน ก็อาศัย "สี่ประโยคแห่งเหิงฉวี" สำนักวิถีอักษรจึงตอบรับการสมัครของท่านเช่นกัน】
【และเพราะสี่ประโยคนี้ของท่าน เจ้าสำนักแห่งสำนักวิถีอักษร นามว่า หานหงเหวิน ถึงกับมาพบท่านด้วยตนเองและยังต้องการจะรับท่านเป็นศิษย์อีกด้วย】
【ท่านไม่มีความลังเลเลยสักนิด รีบก้มลงกราบอาจารย์ทันที】
【ฉินอวี้แวะมาดูท่านอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าท่านเข้าสู่สถานศึกษาแล้ว นางก็เลือกจากไปโดยไม่มาหาท่าน】
【หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน】
【ท่านจัดสรรเวลาจนแน่นขนัด ทุกๆวัน ถ้าไม่ท่องตำราก็จะฝึกยุทธ์ 】
【เจ้าสำนักหาน ก็มักจะมาพูดคุยกับท่านอยู่เสมอ และยิ่งคุยกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าท่านมีความรู้กว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งโปรดปรานท่านมากขึ้นทุกวัน จนถึงขั้นเปรยๆ ว่าจะปั้นท่านให้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป】
【และทุกครั้งที่คุยกัน เขาก็มักจะหลอกเอากลอนดีๆ ของท่านไปไม่น้อย จากนั้น เขาจะเอากลอนของท่านไปเขียนใส่กระดาษ แล้วเอาไปแขวนที่ห้องหนังสือของตนเอง】