- หน้าแรก
- ระบบจำลอง จากคนไร้ค่า สู่บอสคนสุดท้าย
- บทที่ 3 ยิ้มเยาะ
บทที่ 3 ยิ้มเยาะ
บทที่ 3 ยิ้มเยาะ
บทที่ 3 ยิ้มเยาะ
【และขณะนั้นเอง ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินกร่างเข้ามา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนที่นั่งข้างๆ ของท่าน โดยมีที่กั้นบางๆขวางระหว่างท่านกับเขาอยู่】
【คนผู้นี้คือจีหยาง นายน้อยแห่งพรรคงูน้ำนั่นเอง】
【และเนื่องด้วยเรื่องตำแหน่งประธานสมาคมสมุนไพร จึงทำให้ตระกูลจีและตระกูลฉินไม่ลงรอยกันมาโดยตลอด】
【ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ จีหยางทะลวงเข้าสู่ระดับโฮ่วเทียนตั้งแต่อายุยังน้อย จึงมีฉายาว่าอัจฉริยะอันดับสอง แห่งเมืองหลงหยาง】
【ตั้งแต่เล็กจนโต เขามักจะหาเรื่องท่านอยู่เสมอ และท่านก็มักจะเพลี่ยงพล้ำภายใต้เงื้อมมือของเขาอยู่บ่อยครั้ง】
【และหากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวการแก้แค้นของตระกูลฉินแล้วล่ะก็ คาดว่าเขาคงจะลงมือสังหารท่านไปนานแล้ว】
【จีหยางเหลือบมองท่านด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแดกดันว่า: "เอะๆ นี่ไม่ใช่คุณชายฉิน สวะอันดับหนึ่งผู้โด่งดังหรอกรึ?"】
【ท่านไม่มีท่าทีจะต่อปากต่อคำกับเขาเลยสักนิด แต่กลับจดชื่อของเขาลงบนบัญชีดำอย่างลับๆ เสียแล้ว พลางครุ่นคิดว่า: รอให้พ่อของข้าทะลวงระดับเมื่อไหร่ ข้าจะทำให้เจ้าต้องคุกเข่าขอความเมตตาเสีย!】
【การก่อกวนของเขา ก็ทำให้ท่านหมดอารมณ์สุนทรีย์ไปทันที ท่านจึงลุกขึ้นปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไป】
【เดือนที่สอง ท่านมักจะไปสังสรรค์กับเหล่าสหายเสเพลอย่างจ้าวกังและเมิ่งฮ่าวที่หอเทียนเชียงทุกสัปดาห์ และพวกท่านก็มักจะดื่มกันจนเมามาย แล้วต้องให้คนมาหามพวกท่านส่งกลับบ้านอยู่บ่อยครั้ง】
【เดือนที่สาม แม่ของท่านบอกว่านางหมั้นหมายให้ท่านแล้ว ซึ่งฝ่ายหญิงคือเมิ่งตั่วตั่ว บุตรสาวของผู้ว่าการอำเภอท่านไม่มีข้อคัดค้านกับเรื่องนี้เช่นกัน เพราะเมิ่งตั่วตั่วเป็นโฉมงามเลื่องชื่อแห่งเมืองหลงหยาง】
【เดือนที่สี่】
【ท่านที่เดินผ่านตลาดทาส บังเอิญพบหญิงสาวหน้าตามอมแมมผู้หนึ่งกำลังขายตัวเพื่อนำเงินไปฝังศพของแม่อยู่】
【รูปร่างหน้าตาของนาง ทำให้ท่านเกิดความเวทนานัก】
【ท่านจึงใช้เงินยี่สิบตำลึงซื้อนางมา และยังหาคนไปช่วยจัดการฝังศพแม่ของนางด้วย】
【นางมีนามว่า ฉู่ฉู่ และกลายมาเป็นสาวใช้ข้างกายของท่าน】
【ท่านเกิดนึกสนุกบางอย่างขึ้นมา จึงคิดจะปั้นฉู่ฉู่ให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์】
【และท่านก็อยากเห็นกับตาตัวเองด้วยเช่นกัน ว่าผู้อื่นทนทุกข์ทรมานจากการฝึกยุทธ์กันอย่างไร】
【ภายใต้การจัดการของท่าน ฉู่ฉู่จะต้องฝึกฝนทั้งเช้า ทั้งกลางวัน และเย็น ครั้งละหนึ่งชั่วยามพร้อมทั้งแช่น้ำยาสมุนไพรโดยไม่ขาดตกบกพร่อง】
【ฉู่ฉู่ ซาบซึ้งในบุญคุณที่ท่านชุบเลี้ยงนางอย่างมาก จึงฝึกฝนอย่างหนักในทุกๆ วันโดยไม่มีขาด】
【ท่านเองก็นับถือในความพยายามของนางจนแทบจะกราบกรานนางเช่นกัน】
【เดือนที่เก้า】
【ฉู่ฉู่ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนฝีมือของนางแทบจะไล่ตามท่านทันเสียแล้ว】
【เมื่อท่านเห็นว่าตัวเองที่ฝึกฝนมาเป็นสิบปี กลับมีระดับพอๆ กับคนที่เพิ่งจะฝึกฝนแค่ครึ่งปี ในลำคอของท่าน ก็รู้สึกถึงรสชาติฝาดเฝื่อนที่แปลกพิกลขึ้นมา】
【หรือว่าตนเองจะเป็นสวะจริงๆ?】
【ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด ผู้ข้ามมิติมักจะมีพรสวรรค์พิเศษติดตัวมาไม่ใช่หรือ?】
【ความสามารถของฉู่ฉู่ ก็ทำให้ท่านเริ่มสงสัยในชีวิตของตัวเองขึ้นมา ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่!】
【และท่านยังนึกถึงประโยคหนึ่งที่เป็นหนึ่งในสามมายาคติของชีวิตขึ้นมาด้วย ซึ่งกล่าวว่า: นางมีดี ข้าก็ต้องมีดีเช่นกัน】
ฉินเฉินที่ดูการจำลองอยู่ ก็แอบรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ขึ้นมาว่า : โชคดีที่ข้า ข้ามมิติมาเป็นนายน้อยตระกูลร่ำรวย
ในโลกใบนี้ การที่ชาวบ้านตาดำๆ จะมีชีวิตรอดไปถึงบั้นปลายชีวิต นับว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
ส่วนเรื่องอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ยากเย็นยิ่งกว่า
เขาเคยคำนวณค่าครองชีพของที่นี่มาก่อนแล้ว : คนธรรมดาทำงานหนักทั้งปี จะมีเงินเก็บประมาณห้าถึงสิบตำลึง ซึ่งแค่พอประทังชีวิตในยามที่คับขันเท่านั้น แต่ถ้าหากเจ็บป่วยขึ้นมาล่ะก็ ก็คงจะไม่พอสำหรับซื้อยาอย่างแน่นอน
ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียน ก็จะดีขึ้นมาหน่อย แม้จะต้องจ่ายค่าฝึกฝนในแต่ละเดือน แต่ปีหนึ่ง ก็น่าจะมีเงินเก็บประมาณห้าสิบตำลึง ซึ่งก็พอจะมีชีวิตที่ดีกว่าคนส่วนใหญ่
ส่วนระดับชำระร่างกาย ยิ่งน่าอนาถกว่านั้นเสียอีก—เพราะนี่เป็นช่วงเริ่มต้นที่จะต้องควักเงินจ่ายอย่างเดียว ซึ่งจะไม่มีเงินเก็บเลยสักตำลึงเดียว
และที่สำคัญที่สุดก็คือ การฝึกฝนจำเป็นต้องใช้เวลา และยิ่งการฝึกฝนให้ถึงระดับโฮ่วเทียน ก็ยิ่งต้องใช้เวลาเข้าไปอีก
ดังนั้นการปั้นผู้ฝึกยุทธ์ขึ้นมาสักคน ช่วงแรกๆ จึงเป็นการผลาญเงินเล่นล้วนๆ
และยิ่งรากฐานแย่ ก็ยิ่งต้องผลาญเงินมาก ต่อให้มีพรสวรรค์สูงส่ง ถ้าไม่ขยันก็เป็นเพียงแค่ความสามารถที่สูญเปล่า
ลูกหลานครอบครัวยากจน ต่อให้มีรากฐานที่ดี แต่เส้นทางข้างหน้าของพวกเขา ก็คงไม่แคล้วจะต้องมากลายเป็นสมุนรับใช้ของกองกำลังระดับสูงอยู่ดี
เหมือนอย่างฉู่ฉู่ ที่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องมากลายเป็นสาวใช้ข้างกายของฉินเฉิน
และเมื่อหันกลับมาดูฉินเฉินเอง—แค่เงินค่าขนมอย่างเดียว เดือนหนึ่งก็มีตั้งห้าสิบตำลึงแล้ว!
ถ้าไม่เอาไปใช้กับการฝึกฝน เงินเก็บหนึ่งปีของเขา ก็คงจะมากกว่าเงินเก็บของคนธรรมดาทั้งชีวิตเสียอีก!
แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ซึ่งก็คือผู้ว่าการอำเภอที่มีเบี้ยหวัดรายปีประมาณห้าสิบตำลึง
ซึ่งผู้ว่าการอำเภอที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนเทียน จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเงินสักเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด ก็คือผลประโยชน์ที่มาพร้อมกับตำแหน่ง
【ปีที่สอง】
【ตั้งแต่เช้าตรู่ ท่านก็เดินออกมาจากหอเทียนเชียงอีกครั้ง พร้อมกลิ่นเหล้าคละคลุ้งเหมือนเช่นเคย】
【แต่ท่านยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ เพราะอยากจะเดินระบายกลิ่นเหล้าเสียหน่อย จึงเริ่มเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว】
【ท่านเดินไปเดินมา ก็มาถึงตลาดสมุนไพรโดยไม่รู้ตัว】
【และขณะที่ท่านเดินผ่านร้านที่มีชื่อว่า "ร้านสมุนไพรตระกูลหลิว" หญิงสาวผู้หนึ่งที่มีเอวบาง อกอิ่ม สะโพกผาย ก็ดึงดูดสายตาของท่านเข้าพอดี】
【ท่านสงสัยว่าแม่นางที่มีทั้งกิริยาและหน้าตาที่เป็นเลิศเช่นนี้ เหตุใดตนเองถึงไม่เคยพบเห็นมาก่อน?】
【ความรักในความงามเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ท่านจึงเดินเข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเองว่า: "แม่นาง มีนามว่าอะไรรึ?"】
【หญิงสาวตอบกลับตามมารยาท: "หลิวไฉ่ผิง"】
【ท่านก็เอ่ยชวนนางด้วยรอยยิ้ม: "แม่นางผิงเอ๋อร์ คืนนี้ไปนั่งเล่นที่หอเทียนเชียงกับข้าดีหรือไม่?"】
【เมื่อท่านกล่าวถึงหอเทียนเชียง แววตาของนางก็ฉายแววรังเกียจออกมา แล้วก็เอ่ยเสียงที่เย็นชาว่า: "ไสหัวไป เจ้าคนบ้ากาม!"】
【"หนึ่งตำลึงเล่า?" ท่านกลับชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว】
【แต่นางก็ยังไม่สนใจท่านอยู่ดี】
【"สองตำลึง?" ท่านชูนิ้วเพิ่มขึ้นอีก】
【"ข้าบอกให้ไสหัวไป เจ้าไม่เข้าใจหรืออย่างไร?" นางก็เผยสีหน้าที่เย็นชายิ่งขึ้นกว่าเดิม】
【ท่านที่ทั้งเมามายและถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที จึงกล่าวออกมาว่า: "ในเมืองหลงหยาง ทุกสิ่งที่ข้าต้องการจะต้องเป็นของข้าเสมอ เจ้าควรคิดให้ดี ก่อนที่จะปฏิเสธข้าดีกว่า"】
【หลิวไฉ่ผิงเองก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาเช่นกัน : "ออกไปเสีย เจ้าคนโสโครก!"】
【ปกติหลิวไฉ่ผิงมักจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเสมอ นานๆ ครั้งถึงจะมาช่วยงานที่ร้านบ้างเป็นครั้งคราว จึงเป็นเรื่องปกติที่นางจะไม่รู้จักท่าน】
【หากนางรู้ว่าท่านคือคุณชายเจ้าสำราญอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลงหยาง การกระทำของนาง ก็อาจจะแตกต่างออกไป】
【และจังหวะนั้นเอง ก็มีชายหนุ่มแบกตะกร้าสมุนไพรผู้หนึ่งเดินเข้ามา และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ด้วย】
【ชายหนุ่มผู้นั้น มีนามว่า จี้ปิน ทำการค้ากับตระกูลหลิวมานานแล้ว จึงค่อนข้างสนิทสนมกับหลิวไฉ่ผิง】
【จี้ปินเห็นท่านกำลังรังแกหลิวไฉ่ผิงอยู่ ก็รีบวิ่งเข้ามาขวางตรงหน้านางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวว่า : "เจ้ากำลังรนหาที่ตายอยู่รึ!"】
【หลิวไฉ่ผิงที่เห็นว่าเรื่องชักจะไปกันใหญ่แล้ว ก็รีบดึงจี้ปินทันที พลางตะโกนใส่ท่านว่า: "ถ้าเจ้ายังไม่ไปอีก ข้าจะแจ้งทางการเสีย"】
【แต่คำกล่าวของนาง กลับทำให้ท่านรู้สึกอย่างขบขันออกมา】
【แจ้งทางการในเมืองหลงหยางอย่างงั้นหรือ?】
【น่าขันสิ้นดี!】
【และท่านก็เริ่มข่มขู่พวกเขาว่า: "คุณชายผู้นี้ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ นามของข้าคือฉินเฉิน พวกเจ้าเชิญไปแจ้งทางการตามสบายเลย ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าพวกเจ้าจะซุกหัวอยู่ที่เมืองหลงหยางต่อไปอย่างไร!"】
【"ฉินเฉิน เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?" จู่ๆ ก็มีเสียงสตรีผู้หนึ่งแทรกเข้ามาอย่างกะทันหัน】
【เมื่อท่านหันไปมอง ก็พบว่าเป็นเมิ่งตั่วตั่ว คู่หมั้นของท่านนั่นเอง】
【ท่านยิ้มเยาะให้นาง พลางหยอกล้อว่า: "อ้าวๆ ว่าที่ฮูหยินของข้านี่เอง ช่างบังเอิญเสียจริง พอดีเลย ข้า…"】
【"ข้าต้องการจะถอนหมั้น เจ้ากลับไปบอกพ่อแม่ของเจ้าเสีย" ท่านที่ยังกล่าวไม่ทันจบ ก็ถูกเมิ่งตั่วตั่วขัดขึ้นเสียก่อน】
【"แล้วทำไมเจ้าไม่ไปบอกพ่อของเจ้าเองเล่า?" ท่านก็เยาะเย้ยกับคำกล่าวของนางออกมาทันที】
【ท่านรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเป็นคนกำหนดกันเอง พวกท่านทั้งคู่ จึงไม่มีสิทธิ์คัดค้าน】
【คำกล่าวของท่าน ก็ทำให้เมิ่งตั่วตั่วกำหมัดจนซีดขาวไปหมด พร้อมกับจ้องมองท่านเขม็งด้วยคิ้วที่ขมวดกันมุ่น】
【นางรังเกียจคุณชายเสเพลอย่างท่านเป็นที่สุด】
【อีกทั้งเรื่องเละเทะระหว่างท่านกับพี่ชายของนาง เมิ่งฮ่าว นางเองก็รู้ดีทุกอย่าง】
【แต่น่าเสียดายที่นางไม่กล้าขัดคำสั่งของพ่อ... นางจึงมาหาท่านแทน เพื่อหวังว่าท่านจะเป็นฝ่ายมาขอถอนหมั้นด้วยตนเอง】
【ท่านยิ้มเยาะเย้ยให้กับเมิ่งตั่วตั่วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้มร่าให้กับจี้ปินต่อ แล้วชี้ไปที่เมิ่งตั่วตั่ว: "เจ้าเห็นนางหรือไม่พ่อของนางก็คือผู้ว่าการอำเภอ และนางยังเป็นคู่หมั้นของข้าด้วย"】
【"รีบเข้าหน่อยเล่า ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ตระกูลฉิน!" ท่านก็ชูนิ้วกลางให้เขา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป】
【คนกระจอกอย่างจี้ปิน ท่านมีวิธีทำให้เขาหายไปเป็นร้อยวิธี】
【แต่แน่นอนว่าท่านจะไม่ทำเช่นนั้นแน่ เพราะว่าท่านไม่ใช่ปีศาจที่ชอบฆ่าคนเสียหน่อย】
【แต่สิ่งที่ท่านไม่รู้ก็คือ... "ร้านสมุนไพรตระกูลหลิว" กลับปิดกิจการหนีไปในชั่วข้ามคืน ย้ายออกจากเมืองหลงหยางไปอย่างไร้ร่องรอย】
【แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ เพียงแค่ท่านหันหลังก็ลืมไปเสียสนิทแล้ว ราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมาก่อน】
【และนี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะหลายปีมานี้ ผู้คนที่ถูกท่านข่มขู่ ต่างก็หนีออกจากเมืองหลงหยางอยู่ตลอดเวลา】
【และท่านก็ไม่รู้สึกผิดเลยเช่นกัน เพราะถ้าหากเปลี่ยนเป็นคนอย่างจีหยางแล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาก็คงจะลักพาตัวคนๆ นั้นไปทันทีแล้ว!】
【สามวันต่อมา】
【แม่ของท่านมาบอกกับท่านอย่างกะทันหันว่า การหมั่นหมายระหว่างท่านกับเมิ่งตั่วตั่ว ถูกยกเลิกแล้ว】
【แม้ท่านจะบอกว่า "ไม่เป็นไร" แต่ลึกๆ ข้างใน ท่านกลับรู้สึกเจ็บอย่างเงียบๆ】
【ส่วนฉู่ฉู่ที่อยู่ข้างๆ ท่าน กลับยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่】