- หน้าแรก
- ระบบจำลอง จากคนไร้ค่า สู่บอสคนสุดท้าย
- บทที่ 2 การจำลองครั้งที่หนึ่ง
บทที่ 2 การจำลองครั้งที่หนึ่ง
บทที่ 2 การจำลองครั้งที่หนึ่ง
บทที่ 2 การจำลองครั้งที่หนึ่ง
【ติ๊ง! การจำลองครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้น...】
【ท่านพยายามเรียกระบบอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่มีการตอบกลับเสียที ท่านจึงรู้ทันทีว่าตัวเองเข้าสู่การจำลองแล้ว】
【ท่านตั้งมั่นที่จะฝึกฝนอย่างจริงจังอีกครั้ง จึงไปหาหลินเสวี่ยผิงผู้เป็นแม่ของท่าน เพื่อขอวัตถุดิบสำหรับการผสมน้ำยาสมุนไพรชำระร่างกาย】
【หลินเสวี่ยผิงมองดูท่านด้วยความปลื้มปิติ ก่อนจะกล่าวว่า: "เฉินเอ๋อร์ ดูเหมือนว่าเจ้าจะโตขึ้นเสียแล้ว!"】
【ส่วนฉินอวี้ที่อยู่ข้างๆ กลับเบ้ปาก พลางกล่าวว่า: "เหอะ เจ้าคนจอมปลอม! เมื่อครู่ยังบอกว่าจะยกตระกูลให้แก่ข้าอยู่เลย พอหันหลังกลับก็ตระบัดสัตย์แล้วรึ!"】
【แต่ท่านกลับไม่สนคำเย้ยหยันของน้องสาวเลยสักนิด แล้วกลับไปยังลานบ้านของตนเองเพื่อรอคอยส่วนผสมอย่างอดทน】
【แต่เวลายังผ่านไปไม่ถึงนาที ท่านก็รู้สึกเหมือนจะเริ่มขี้เกียจฝึกยุทธ์ขึ้นมานิดหน่อยเสียแล้ว】
【และเพียงไม่นาน เหล่าคนรับใช้ก็รีบขนอุปกรณ์การฝึกฝนนานาชนิดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น เสาไม้กระสอบทราย ถังน้ำ และกองสมุนไพรอีกมากมาย...】
【ท่านเริ่มทำตามสูตรยา ด้วยการนำสมุนไพรอย่าง ดอกจื่อหยาง หญ้าลายเลือด โสมกระดูกเหล็ก และอื่นๆ มาเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำยาสีน้ำตาลอมเหลือง】
【เมื่อมองดูน้ำยาที่กำลังเดือดพล่านตรงหน้า ท่านก็รู้สึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงแล้วกระโดดลงไป】
【น้ำยาที่ร้อนระอุพร้อมกับกลิ่นฉุนของสมุนไพรที่ลอยขึ้นมา ก็ทำเอาท่านรู้สึกเวียนจนตาลายไปหมด】
【ท่านก็ครุ่นคิดว่า : ไม่น่าเล่า เหตุใดผู้ฝึกยุทธ์กว่าแปดส่วนถึงติดแหง็กอยู่ที่ระดับชำระร่างกาย!】
【เพราะนี่มันไม่แตกต่างจากการทรมานตัวเองเลยสักนิด!】
【ยิ่งแช่น้ำยานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงตามร่างกายนานเท่านั้น ซึ่งมีทั้งความรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกายและอาการคันตามตัวไม่หยุด】
【แต่ด้วยความมุ่งมั่น ท่านกลับฝืนทนแช่อยู่ถึงครึ่งชั่วโมง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน ท่านมักจะแช่อยู่แค่ห้านาที ก่อนจะกระโดดออกจากถังน้ำ】
【หลังแช่น้ำยาเสร็จ ก็ต่อด้วยการฝึกฝน...ท่ายืนม้า ท่ายืดเส้น ท่าลุกนั่ง ท่าเกร็งหน้าท้อง ท่าลุกนั่งย่อเข่า ท่ากระโดดกบ...】
【แต่ท่านทำไปเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น สีหน้าของท่านก็ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว ขาก็เริ่มสั่นพับๆ ไม่หยุด สุดท้ายท่านก็ล้มลงไปกองกับพื้น】
【หลังจากพักไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ท่านก็กัดฟันลุกขึ้นมาฝึกวิชาหมัดมวยต่อ... ปล่อยหมัดตรง ผ่าด้วยฝ่ามือ ใช้หมัดเสย ต่อด้วยเตะสูง...】
【ท่านเพิ่งจะฝึกไปเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง ท่านก็ล้มฟุบลงกับพื้นพร้อมกับลิ้นที่ห้อยออกมา แม้แต่แรงที่จะใช้กระดิกนิ้วสักนิ้วก็ยังไม่มี】
【เมื่อคิดว่าต่อไป ทั้งเช้า ทั้งกลางวัน และเย็น วันละหนึ่งชั่วยาม จะต้องฝึกเช่นนี้อยู่ทุกวัน ท่านก็รู้สึกว่าชีวิตช่างมืดมนเสียจริง】
【หากต้องฝึกแบบนี้ไปตลอดชีวิต... สู้เชือดคอตัวเองให้พ้นทุกข์ไปเลยเสียดีกว่า!】
【และเมื่อท่านนึกถึงน้องสาว... ที่มักจะกระโดดโลดเต้นอยู่เสมอ หลังจากฝึกท่าทางเหล่านี้จนครบแล้ว】
【ก็เป็นครั้งแรกเลย ที่ท่านรู้สึกนับถือนางขึ้นมา】
【ที่แท้ความแตกต่างระหว่างตนเองกับอัจฉริยะอันดับหนึ่ง ก็คือนางสามารถทรมานร่างกายของตัวเองโดยไม่ต้องเปลี่ยนสีหน้านี่เอง...】
【ท่านแหงนหน้ามองฟ้า พลางบ่นพึมพำออกมา : "ข้าจำเป็นจะต้องทนแบกรับกรรมนี้จริงๆ หรือ"】
ฉินเฉินที่กำลังนอนดูการจำลองอยู่บนเก้าเอนกาย ก็มีสีหน้ามืดมนทันที ก่อนจะพ่นเมล็ดองุ่นออกมา
"พรูด"
"เจ้าคนไม่รักดี"
"ขี้เกียจขนาดนี้ แล้วเมื่อไหร่จะแข็งแกร่งกันเล่า?"
"รีบไปฝึกเดี๋ยวนี้ เจ้าสวะ!"
【วันที่สอง】
【ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ความกระตือรือร้นของท่านจะน้อยกว่าวันแรก】
【แม่ของท่านเองที่เห็นมาจนชินชาแล้ว ก็ไม่คิดจะเอ่ยปากเร่งเร้าท่านเลยสักคำ】
【ส่วนฉินอวี้กลับสาวเท้าสั้นๆ เตาะแตะเข้ามาหาท่าน ก่อนจะชำเลืองมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเบ้ปากกล่าวว่า: "โอ๊ะๆ แค่นี้เองหรือ?"】
【"เฮ้อ!" นางส่ายหน้าอย่างจนปัญญาราวกับเป็นผู้ใหญ่ ก่อนจะเอามือเล็กๆ นั้นมาไพล่หลัง แล้วกล่าวว่า "วันข้างหน้าตระกูลฉินคงมีแต่ข้าให้พึ่งพาเสียแล้ว…เฮ้อออ!"】
【นางที่เป็นเพียงเด็กตัวกะเปี๊ยกสูงแค่หนึ่งเมตร ก็ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ที่ครุ่นคิดถึงชีวิตของครอบครัว: "ข้ายังเยาว์นัก ไม่ควรจะต้องมาแบกรับอะไรมากมายเช่นนี้เลย..."】
【พูดจบ นางก็ส่ายหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินอาดๆ ออกไป】
【วันที่สาม ท่านกัดฟันแช่น้ำยาสมุนไพรอยู่สามชั่วโมง ต่อด้วยฝึกท่าทางต่างๆ อีกสิบนาที】
【วันที่สิบ ท่านแช่น้ำยาไปแค่สิบนาที ส่วนการฝึกฝน ก็แค่ขยับมืออย่างมั่วซั่วไปมาอยู่หนึ่งนาทีเท่านั้น】
【วันที่สิบห้า】
【ท่านแช่น้ำยาสมุนไพรที่ผสมอย่างลวกๆ อยู่สามนาที ส่วนการฝึกฝนก็แค่ยืนนิ่งๆ พลางทำท่าเก๊กหล่อไปพลางๆ อยู่สามวินาที ก่อนจะเลิกทำเพราะเบื่อ】
【ท่านรู้สึกกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก แม้อยากจะพยายามฝึกฝนแทบตาย แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง... ดูท่าความขี้เกียจที่ฝังรากลึกมานานถึงสิบปี จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่แก้ไขด้วยระยะเวลาสั้นๆ เสียแล้ว】
【แม้ท่านจะนอนแผ่หลาสบายตัวอยู่บนเก้าอี้เอนกายตรงกลางลานบ้าน แต่สีหน้าของท่าน กลับเต็มไปด้วยความกังวล】
【ตอนนี้ ท่านก็ยิ่งนับถือคนที่กัดฟัน ฝึกฝนจนมาถึงระดับปรมาจารย์มากยิ่งขึ้น พลางคิดว่า : พวกเขาช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ยืนหยัดไปถึงระดับนั้นโดยที่ไม่ฆ่าตัวตายไปเสียก่อน】
【ท่านที่รู้ถึงขีดความสามารถของตนเองดี ว่าไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์สักเท่าไหร่นัก จึงหาข้ออ้างให้แก่ตนเองว่า...】
【ข้อหนึ่ง ที่บ้านร่ำรวยไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง ไม่มีความจำเป็นจะต้องพยายาม...】
【ข้อสอง น้องสาวมีพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึง วันข้างหน้า นางจะเป็นคนปกป้องตระกูลฉินและตนเอง...】
【ข้อสาม พยายามให้ตาย สุดท้ายก็แก่ตายอยู่ดี ไม่พยายามเลย สุดท้ายก็แก่ตายอยู่ดี...】
【ข้อสี่ ชีวิตคนเรามันสั้น ก็ควรจะเสพสุขให้เต็มที่...】
【พอมีข้ออ้างเหล่านี้แล้ว ท่านก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันที แม้แต่ความรู้สึกผิดก็ยังลดน้อยลงไปอย่างมาก】
【เมื่อท่านเริ่มเบื่อกับการอยู่บ้านแล้ว ท่านก็รู้สึกอยากจะออกไปนอกบ้านเพื่อผ่อนคลายสักหน่อย... และแน่นอนว่าจะต้องเป็นหอเทียนเชียง สถานที่สุดโปรดของท่าน】
ฉินเฉิน มองดูความไร้ค่าของตนเองในการจำลอง สีหน้าก็พลันมืดมนขึ้นมาอีกครั้ง
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพ่อกับแม่ถึงปล่อยให้ตนเองในการจำลองเหลวแหลกเช่นนี้?
หากลูกชายของเขา เอาแต่เที่ยวเตร่ไม่ทำการทำงานเหมือนในการจำลองล่ะก็ เขาก็คงจะพุ่งไปตีขาของมันให้หักไปแล้ว!
"ไม่น่าเล่า ใครๆ ถึงเอาแต่บอกว่าเจ้า คือสวะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลงหยาง ขนาดข้าเองยังคิดเช่นเดียวกับพวกเขาเลย"
เดิมที ฉินเฉินหวังว่าตนเองในการจำลองจะขยันหมั่นเพียรฝึกฝน เพื่อที่เขาจะรับอานิสงส์ไปด้วย
แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่า ตัวเองในการจำลอง ก็จะขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนกับตัวเขาเองไม่มีผิด
แต่ฉินเฉินก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติเช่นกัน
เพราะเขารู้ดีว่าการฝึกยุทธ์ มันต้องทรมานมากแค่ไหน...
ลำพังแค่ระดับชำระร่างกาย ก็แบ่งออกเป็นห้าขั้นตอนแล้ว คือ ชำระผิว กลั่นเนื้อ ฝึกเอ็น หล่อกระดูก และผลัดเปลี่ยนเลือด
วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า อย่างน้อยก็ต้องทนทุกข์ทรมานถึงสามหรือสิบปี... และนี่คือเงื่อนไขที่มีพรสวรรค์และทรัพยากรเพียงพอ
เมื่อถึงระดับชำระร่างกายขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็จะมีโอกาสลองทะลวงเข้าสู่ระดับโฮ่วเทียน
และระดับโฮ่วเทียน ก็ยังต้องผ่านอีกสี่ขั้นตอน คือ ชำระอวัยวะ เปลี่ยนไขกระดูก ทะลวงชีพจรและทะลวงจุดต่างๆ ตามร่างกาย
ซึ่งกระบวนการนี้ ยิ่งยาวนานกว่าการฝึกฝนระดับชำระร่างกายเสียอีก ซึ่งต้องใช้เวลาห้าถึงสิบห้าปีเลยทีเดียว
ดังนั้น ความลำบากในการฝึกยุทธ์ จึงไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปควรจะฝึกฝนเลยสักนิด
ระหว่างการฝึกยุทธ์กับหอเทียนเชียง อย่างแรกคือชีวิตที่ไม่ต่างจากวัวควาย อย่างหลังคือชีวิตที่ไม่ต่างจากเซียน
ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเลือกอย่างไหน
เมืองหลงหยาง มีของขึ้นชื่ออยู่สามอย่าง คือหอเทียนเชียง ตลาดทาส และตลาดสมุนไพร
ตลาดสมุนไพรคือเสาหลักทางเศรษฐกิจของเมืองหลงหยาง และมันยังทำให้เมืองแห่งนี้ติดอันดับหนึ่งในสิบเมืองชั้นนำของราชวงศ์เยียนอีกด้วย
ส่วนตลาดทาสเป็นอุตสาหกรรมขึ้นชื่อของราชวงศ์เยียน ซึ่งทุกเมืองจะมีอยู่เป็นเรื่องปกติ และทาสส่วนใหญ่จะมาจากตระกูลที่มีโทษร้ายแรง
และสุดท้าย หอเทียนเชียง และเหตุผลที่กลายเป็นของขึ้นชื่อ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนั้น มันหรูหรากว่าหอนางโลมทั่วไปอย่างมาก หากจะกล่าวว่าที่นั่น เปรียบเสมือนงานเลี้ยงในเมืองหลวงขนาดย่อส่วน ก็คงจะไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงนัก
และเมื่อคิดไปคิดมา ฉินเฉินก็เริ่มคันไม้คันมืออยากจะไปเดินเล่นที่หอเทียนเชียงขึ้นมาเสียแล้ว
【ทันทีที่ท่านก้าวเท้าเข้าสู่หอเทียนเชียง สาวใช้เสี่ยวหยาก็เข้ามาต้อนรับท่านด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะพาท่านขึ้นไปยังที่นั่งชั้นสอง】
【ท่านเอนกายพิงเบาะนุ่มๆ อย่างเกียจคร้าน พลางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง พลางมองดูเวทีตรงกลางด้วยความเบื่อหน่าย】
【บนเวที มีนางรำสามคนที่สวมใส่ผ้าบางๆ กำลังโยกย้ายส่ายเอวอย่างงดงามอยู่ ส่วนเหล่านักดนตรีข้างกาย ต่างก็บรรเลงเพลงอย่างขะมักเขม้น】
【เมื่อท่านกวาดสายตามองไปยังที่นั่งรอบๆ ท่านก็เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตามากมาย ซึ่งพวกเขาต่างก็พากันพยักหน้าทักทายท่าน】
【หลังจากเสี่ยวหยาที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ชงชาให้ท่านเสร็จแล้ว นางก็เอ่ยถามเสียงหวานว่า: "คุณชายฉิน ข้าไม่เห็นท่านมาตั้งครึ่งเดือนเลย~"】
【ท่านก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะใช้ปลายเท้าเลิกชายกระโปรงของนางขึ้น แล้วลูบไล้ต้นขาของนางอย่างช้าๆ: "มีอะไรหรือ อย่าบอกนะ ว่าเจ้าคิดถึงคุณชายผู้นี้อยู่?"】
【เสี่ยวหยาที่มีสีหน้าแดงระเรื่อ ก็จับเท้าของท่านมาแนบกับหน้าอกของตนเอง ก่อนจะนวดให้ท่านเบาๆ】
【ท่านจิบชาเล็กน้อย พลางหรี่ตาลงด้วยท่าทีสบายๆ พลางคิดว่า :】
【นี่สิ ถึงจะเรียกว่าการใช้ชีวิต】
【ขณะนั้นเอง จู่ๆ เสี่ยวหยาก็กระซิบถามเสียงเบากับท่านว่า: "คุณชาย เรื่องที่คุยกันคราวก่อน... ท่านพิจารณาแล้วหรือยัง?"】
【ท่านย่อมรู้อยู่แล้ว ว่านางกำลังหมายถึงเรื่องการไถ่ตัวอยู่ แต่ท่านกลับแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้】
【"คุณชาย..." เสี่ยวหยาก็ยังคงรุกเร้าด้วยท่าทีไม่ยอมแพ้】
【"เอ้อ ดูแม่นางคนนั้นเร็ว เอวของนางไม่เลวเลย นางเป็นเด็กใหม่อย่างงั้นรึ?" ท่านก็แสร้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่องทันที】
【เมื่อเสี่ยวหยาเห็นท่าทีของท่านเช่นนี้ ก็เลือกจะยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไม่คิดจะเร่งเร้าท่านอีก】
【ที่ท่านไม่ตอบนาง.. ก็เพราะท่านรู้ดีว่าหญิงสาวในหอเทียนเชียง แต่ละคนไม่ธรรมดาเลยสักคน】
【หอเทียนเชียง มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่หลายประการ:】
【ข้อแรก มักจะขายหญิงสาวให้กับผู้มีอำนาจไปเป็นอนุภรรยาหรือไม่ก็สาวใช้ส่วนตัว】
【ข้อสอง มีสาขากระจายอยู่ทั่วราชวงศ์เยียน ซึ่งนี่เป็นการบ่งบอกว่า พวกเขาจะต้องมีภูมิหลังบางอย่างอยู่แน่】
【ข้อสาม การไถ่ตัวนั้นง่ายดายอย่างน่าประหลาด ขอแค่มีเงินก็พอแล้ว แม้ว่าราคาจะไม่ใช่น้อยๆ ก็ตาม】
【หากจะบอกว่าทำไปเพื่อการหาเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็ดูจะเหลือเชื่อเกินไปสักหน่อย】
【และด้วยเหตุนั้นเอง ท่านจึงคาดเดาว่ามีโอกาสถึงแปดส่วนที่หอเทียนเชียง จะเป็นองค์กรข่าวกรอง!】
【เพียงแต่ไม่รู้ว่า... เบื้องหลังคือใครกันแน่...】