- หน้าแรก
- ระบบจำลอง จากคนไร้ค่า สู่บอสคนสุดท้าย
- บทที่ 1 สวะอันดับหนึ่ง
บทที่ 1 สวะอันดับหนึ่ง
บทที่ 1 สวะอันดับหนึ่ง
บทที่ 1 สวะอันดับหนึ่ง
ระดับวิถียุทธ์: ระดับชำระร่างกาย → ระดับโฮ่วเทียน → ระดับเซียนเทียน → ระดับปรมาจารย์ → ระดับมหาปรมาจารย์→ ระดับมนุษย์สวรรค์ → ...
ระดับวิถีเซียน: ระดับกลั่นปราณ → ระดับสร้างรากฐาน → ระดับสร้างแกนทองคำ → ระดับก่อกำเนิดวิญญาณ → ระดับแปลงจิต → ระดับหลอมรวมความว่างเปล่า → ระดับผสานกาย → ระดับมหายาน → ระดับฝ่าด่านเคราะห์กรรม → ...
ความมืดมิดอันกว้างใหญ่พร้อมกับดวงดาวมากมายราวกับเม็ดทราย
ท่ามกลางความมืดมิดนั้น มีทะเลดวงดาวสีม่วงที่ส่งแสงระยิบระยับลอยเด่นกว่าทะเลดวงดาวอันอื่นๆ อยู่...และมันก็คืออาณาจักรเซียนจื่อเซียวนั่นเอง!
ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรเซียนจื่อเซียว มีดวงดาวแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าดาวเฟิงเหอ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานกันว่าดาวฉิน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตระกูลเซียนฉิน
ตระกูลเซียนฉินที่เคยสงบสุขร่มเย็นมาโดยตลอด ตอนนี้กลับต้องมาเผชิญกับหายนะที่ไม่ทราบที่มา
เหนือท้องฟ้า เสียงที่เย็นชาทะลุผ่านชั้นเมฆ เข้าสู่หูของตระกูลฉินทุกคน:
"ตระกูลเซียนฉิน สมคบคิดกับมารสวรรค์ต่างแดน หมายจะล้มล้างระเบียบของอาณาจักรเซียนจื่อเซียว... วันนี้ข้า รับบัญชาจากจักรพรรดิเพลิง ให้มากำจัดตระกูลฉิน!!"
ฉินโม่ในวัยเพียงหกขวบ ก็เงยหน้าขึ้นเพื่อมองท้องฟ้า และร่างที่มองไม่เห็นใบหน้านั้น ก็กำลังยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าอยู่ และด้านหลังของเขา ก็มีกองเรือวิญญาณที่ยิ่งใหญ่มากมายที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดลอยเคว้งคว้างอยู่ด้วย
"ไร้สาระ!" บรรพบุรุษตระกูลฉิน ก็ตวาดออกมาจนท้องฟ้าสั่นสะเทือน
"ตระกูลฉินของข้า เฝ้าพิทักษ์คันฉ่องสวรรค์เร้นลับมาหลายชั่วอายุคน ไปสมคบคิดกับมารสวรรค์ต่างแดนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
แต่คนผู้นั้น กลับเพียงแค่หัวเราะอย่างเย็นชาออกมา ก่อนจะโบกมือออกไปอย่างช้าๆ
เพียงชั่วพริบตาเดียว ฟ้าดินก็พลันเปลี่ยนสี
ฉินโม่ก็เห็นเพียงร่างกายของบรรพบุรุษตระกูลฉิน เริ่มแตกสลายไปทีละนิดท่ามกลางความไม่ยินยอม......
ตามมาด้วยคนในตระกูลเซียนฉินอีกนับสิบล้านชีวิต... ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ชายและแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสในตระกูล... คนแล้วคนเล่า ก็กลายเป็นหมอกเลือดต่อหน้าต่อตาเขา
เขาที่ส่งเสียงร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด ก็พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลับถูกพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นกดทับลงกับพื้นเสียก่อน
"เหลือพวกเขาสักสองสามคน และทำลายการบ่มเพาะของพวกเขาเสีย แล้วเนรเทศไปยังทวีปเทียนฮวง"
คำสั่งที่เฉยชาจากบนท้องฟ้านั้น ก็ราวกับต้องการจะให้ทุกคนรู้ว่า…นี่คือจุดจบของคนที่กล้ามาล่วงเกินพวกเขา
เมื่อกล่าวจบ ก็มีความเจ็บปวดแล่นผ่านร่างกายของฉินโม่ไปอย่างฉับพลัน ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายของเขา ถูกกระชากออกไปอย่างป่าเถื่อน
และหลังจากนั้น สติของเขาก็วูบดับไป...
...
วันเวลาเปลี่ยนผัน สองพันปีผ่านไป
ทวีปเทียนฮวง เมืองหลงหยาง บ้านตระกูลฉิน
[ติ๊ง! ตรวจพบเศษสวะอันดับหนึ่งในรอบหมื่นปี... ระบบจำลองการบำเพ็ญเซียน ผูกมัดสำเร็จ]
เมื่อฉินเฉิน เห็นหน้าต่างข้อความที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ขนมโสมม่วงครึ่งชิ้นในมือของเขาก็แทบจะร่วงหล่นลงกับพื้น
บำเพ็ญเซียนอย่างงั้นหรือ?!
ข้อความตรงหน้า สำหรับคนข้ามมิติอย่างเขาแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากการถูกสายฟ้าฟาดเลยสักนิด!
ไม่ใช่ว่าโลกนี้ มีแต่วิถียุทธ์หรอกหรือ?
หากการบำเพ็ญเพื่อเป็นเซียนมีอยู่จริงๆ แล้วใครจะไปยอมทนกินความขมขื่นจากการฝึกชำระร่างกายกันเล่า?
"โอ๊ะ ท่านพี่เบื่อขนมโสมม่วงแล้วหรือ?"
ฉินอวี้ วัยแปดขวบก็กำลังเขย่งปลายเท้า พลางจ้องมองขนมโสมม่วงครึ่งชิ้นในมือของฉินเฉินตาเป็นมัน
นี่คือขนมโสมม่วงเชียวนะ!
ซึ่งทำมาจากสมุนไพรล้ำค่าถึงสิบแปดชนิด อย่าง ดอกจื่อหยาง หญ้าลายเลือด โสมกระดูกเหล็ก …
หากจะถามว่ามีค่ามากแค่ไหน?
พูดให้ชัด... เงินที่ใช้ในการทำขนมโสมม่วงหนึ่งชิ้น เท่ากับรายจ่ายทั้งปีของครอบครัวชาวนาทั่วไปเลยทีเดียว
"อวี้เอ๋อร์ วันนี้เป็นวันเกิดของพี่ชายเจ้า อย่าไปแย่งเขาเลย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ พรุ่งนี้แม่จะทำให้เจ้ากินใหม่" หลินเสวี่ยผิง ก็เอ่ยห้ามปรามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ท่านแม่ ทำไมถึงพูดเช่นนั้นเล่า ข้าไม่ใช่คนตะกละเสียหน่อย" แม้นางจะปฏิเสธเช่นนั้น แต่มือเล็กๆ นั้น กลับขยับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฉกขนมครึ่งชิ้นไปจากมือของฉินเฉิน
"แต่เพราะพี่ชายไม่ชอบต่างหาก อวี้เอ๋อร์จึงต้องฝืนทนกินให้ หากทิ้งขว้างไปก็คงจะเสียของแย่ไม่ใช่หรือ!" กล่าวจบนางก็งับขนมครึ่งชิ้นนั้นในคำเดียว จนแก้มของนางป่องพองราวกับหนูแฮมสเตอร์ไม่มีผิด
ฉินเฉินก็ชำเลืองมองน้องสาว พลางยกมุมปากขึ้น พลางกล่าวว่า
"น้ำลายของพี่ชายหวานหรือไม่เล่า?"
แม้เขาจะอ่อนแอกว่าเด็กน้อยวัยแปดขวบตรงหน้า แต่ก็ต้องขอเอาเปรียบทางวาจาสักหน่อยก็ยังดี
ส่วนเรื่องที่เขาอ่อนแอกว่าน้องสาววัยแปดขวบ ก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นด้วย
แต่เป็นเพราะน้องสาวของเขา บรรลุถึงระดับชำระร่างกายขั้นปลายแล้ว ส่วนเขาเพิ่งจะอยู่แค่ระดับชำระร่างกายขั้นต้นเท่านั้น
ใครใช้ให้พรสวรรค์ของเขาย่ำแย่กันเล่า?!
และก็ไม่ใช่แค่เรื่องพรสวรรค์เท่านั้นด้วย แต่เป็นเพราะว่าเขายังขี้เกียจตัวเป็นขนอีกต่างหาก ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็เพราะการฝึกยุทธ์มันลำบากเกินไป!
จะให้เขาฝืนกินความลำบากอย่างงั้นหรือ?
ชาติที่แล้วเขากินมามากพอแล้ว!
อุตส่าห์ข้ามมิติมาเป็นนายน้อยตระกูลร่ำรวยทั้งที เรื่องอะไรจะต้องไปทนทุกข์ทรมานแบบนั้นอีกเล่า?
เขาไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย!
และเขาก็คิดมาเสมอว่า... ยิ่งขี้เกียจเท่าไหร่ก็ยิ่งฉลาด!
และอีกอย่าง ต่อให้ตนเองทนลำบากสักสามปีหรือสิบปี จนบรรลุถึงระดับชำระร่างกายขั้นสมบูรณ์ ก็ยังคงเป็นเพียงแค่กุ้งฝอยตัวเล็กๆ อยู่ดี
แม้จะกัดฟันสู้ต่ออีกสักสิบปีหรือแปดปี จนบรรลุถึงระดับโฮ่วเทียน สุดท้ายแล้วก็คงจะหนีไม่พ้นไปเป็นองครักษ์ให้คนรวยไม่ใช่หรือ
หรือแม้จะยอมทรมานจนสายตัวแทบขาด แล้วบรรลุถึงระดับโฮ่วเทียนขั้นสมบูรณ์ในตอนวัยกลางคน —แต่ถึงแม้จะบรรลุถึงระดับนั้นแล้ว แล้วมันจะทำไมเล่า?
หากโชคร้ายไปเจอเข้ากับยอดฝีมือ ก็มีสิทธิ์ม่องเท่งอยู่ดีไม่ใช่หรือ
อุตส่าห์ลำบากแทบตายจนถึงระดับโฮ่วเทียน พอออกจากหมู่บ้านมือใหม่ปุ๊บก็โดนตบจนตายปั๊บ
เงินก็ใช้ไปแล้ว ความลำบากก็กินไปแล้ว ผลลัพธ์ก็คือความตาย!
เรื่องโง่เง่าพรรค์นั้น เขาจะไม่ทำเด็ดขาด!
และด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนต่างก็ให้ฉายาอันทรงเกียรติแก่เขาว่า: สวะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลงหยาง
ส่วนน้องสาววัยแปดขวบของเขา กลับมีตำแหน่งเป็น: อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลงหยาง
เมื่อเผชิญกับคำหยอกล้อของพี่ชาย ฉินอวี้กลับเพียงแต่พยักหน้าอย่างไม่ยี่หระ
และหลังจากกลืนขนมลงคอไปแล้ว นางก็ยังดูดนิ้วอย่างอาลัยอาวรณ์ พลางชำเลืองมองจานเปล่าด้วยสายตาละห้อย
"อร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ?" ฉินเฉินก็กรอกตามองบน
"เฮ้อ พี่ชายกินอาหารเลิศรสจนชินแล้ว ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะไม่มองอาหารธรรมดาพวกนี้ …เช่นนั้น…พรุ่งนี้~" ฉินอวี้ก็ยิ้มให้กับฉินเฉินอย่างมีความหมาย
ฉินเฉิน มีภูมิคุ้มกันกับการประชดประชันของน้องสาวมานานแล้ว และเขาก็ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับนางด้วย เพราะหากนางโมโหขึ้นมา คืนนี้เขาคงจะนอนไม่หลับแน่
"อวี้เอ๋อร์ อย่ารังแกพี่ชายเลย" หลินเสวี่ยผิงก็ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยออกมา แล้วค่อยมาหยิบจานเปล่าเดินออกไปจากลานบ้าน
เมื่อเห็นแม่เดินจากไปแล้ว ฉินอวี้ก็กระโดดขึ้นไปยืนบนม้านั่งหิน พลางใช้สองมือเท้าเอว พลางเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม:
"พี่ชาย ไม่ใช่ว่าน้องสาวอยากจะว่าท่านหรอก แต่ท่านอายุตั้งสิบแปดแล้ว แต่ยังอยู่แค่ระดับชำระร่างกายขั้นต้นอยู่เลย วันหน้าจะแบกรับตระกูลฉินอย่างไรเล่า?"
"ไม่ใช่ว่ามีเจ้าอยู่หรอกหรือ??" ฉินเฉิน ก็ตอบกลับด้วยท่าทีเรียบง่าย
"จุ๊ๆ คิดว่าน้องสาว จะหลงคารมของท่านง่ายๆ หรืออย่างไร!" นางก็เชิดคางขึ้น ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ฉินเฉินพูดเลยสักนิด
"การยกตระกูลให้กับน้องสาว มีอะไรแปลกตรงไหนกันเล่า เจ้าก็รู้ถึงความสามารถของพี่ชายดีไม่ใช่หรือ" ฉินเฉิน ก็ย้ำอีกครั้ง ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ตอนนี้เขามีระบบแล้ว ทรัพย์สินเพียงหยิบมือของตระกูลฉิน จึงไม่อยู่ในสายตาของเขาอีกต่อไป
ตระกูลฉินถือเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลงหยาง
พ่อของเขา ฉินซิวเหวิน เป็นประธานสมาคมสมุนไพร และเป็นเจ้าของสมาคมการค้าตระกูลฉิน
ในหนึ่งปี ตระกูลฉินจะมีรายรับประมาณแปดหมื่นตำลึงเงิน
นั่นคือแปดหมื่นตำลึงต่อปีเชียวนะ!!!
ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เลย—ขนาดครอบครัวคนธรรมดายังตกแค่ปีละห้าถึงสิบตำลึงเท่านั้นเอง
ทว่ารายจ่ายของตระกูลฉินก็น่าตกตะลึงเช่นกัน เพราะต้องเลี้ยงดูองครักษ์ระดับโฮ่วเทียนกว่าสามสิบคน บวกกับค่าใช้จ่ายการผูกมิตรและค่าใช้จ่ายในตระกูลอีก สุดท้ายก็เหลือถึงมือจริงๆ ไม่เกินสามส่วนจากสิบส่วน
"อืม... ก็มีเหตุผล" ฉินอวี้ก็ลูบคางไปมา พลางวิเคราะห์คำพูดของพี่ชายราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย
"ท่านทั้งตะกละและขี้เกียจ แถมฝีมือก็อ่อนด้อย หากตระกูลฉินตกไปอยู่ในมือท่าน ไม่ช้าก็เร็วตระกูลคงจะล่มสลายแน่"
"ตระกูลถึงต้องพึ่งเจ้าอย่างไรเล่า!" ฉินเฉิน ก็กล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
"วางใจเถิด ข้าจะเลี้ยงดูท่านยามแก่เฒ่าเอง" ฉินอวี้ ก็พยักหน้าอย่างจริงจังออกมา
"แล้วข้าก็จะหาภรรยาให้ท่านสักสิบคน เพื่อให้ท่านสร้างลูกชายตัวอ้วนจ้ำม่ำออกมาเยอะๆ..."
แต่นางยังพูดไม่ทันจบ ก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาเสียก่อน:
"ไม่ดีๆ เกิดลูกที่ออกมาไร้ประโยชน์เหมือนกับท่านหมดจะทำอย่างไรเล่า..."
"เฮ้อ ช่างน่าปวดหัวเสียจริง..." นางก็พึมพำอย่างแผ่วเบา พลางส่ายหน้าไปมา จากนั้นก็นำมือไปไพล่หลัง ก่อนจะเดินอาดๆ ออกไปจากลานบ้านอย่างช้าๆ ราวกับเป็นคนแก่ที่มีเรื่องให้คิด
เมื่อเห็นว่าน้องสาวจากไปเสียที ฉินเฉินก็พุ่งตัวกลับเข้าห้องอย่างรวดเร็ว
"ปัง"
เมื่อปิดประตูหน้าต่างแล้ว เขาก็รีบเรียกระบบอย่างตื่นเต้น
"ระบบ? แนะนำตัวหน่อย?"
[ระบบดำรงอยู่ เพราะระบบตรวจพบว่าโฮสต์คือมารสวรรค์ต่างแดน !]
"พูดอะไรที่มีประโยชน์หน่อย!"
[ระบบมีสามพันมหาเต๋า มีความสามารถในการจำลองอนาคตของโฮสต์และจะมอบรางวัลต่างๆ ให้แก่โฮสต์หลังสิ้นสุดการจำลอง]
จำลองอนาคต? มอบรางวัล?
“เช่นนั้น หากข้าในระบบจำลองฝึกยุทธ์…นั่นจะไม่เท่ากับว่า...” ฉินเฉิน ก็ถึงกลับฉีกยิ้มจนแก้มปริออกมาทันที
จะให้เขากินความลำบากจากการฝึกยุทธ์ในโลกจริงอย่างงั้นหรือ?
ขอบอกตรงนี้เลย ว่าไม่มีทาง!
ส่วนการให้ตัวเองในระบบจำลองรับกรรมแทนอย่างงั้นหรือ?
ขอบอกตรงนี้อีกครั้ง จัดไป!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ส่งเสียงหัวเราะ "เคี้ยกๆๆ" ออกมาอย่างชั่วร้าย ก่อนจะกล่าวออกมาว่า:
"เริ่มการจำลอง!"