เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66 - ฉันก็ยังเป็นเจ้าของตึก (5) [อ่านฟรีวันที่ 27/10/61]

บทที่ 66 - ฉันก็ยังเป็นเจ้าของตึก (5) [อ่านฟรีวันที่ 27/10/61]

บทที่ 66 - ฉันก็ยังเป็นเจ้าของตึก (5) [อ่านฟรีวันที่ 27/10/61]


บทที่ 66 - ฉันก็ยังเป็นเจ้าของตึก (5)

 

แบรนด์แวนการ์ดได้เริ่มต้นขึ้นอยาางเรียบง่ายมากๆ

แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่จะมาอธิบายถึงแบรนด์ที่เริ่มต้นขึ้นมากจากเขตเสริมกำลังของกังนัมว่า 'เรียบง่าย' แน่นอน

ยังไงก็ตามมันก็ไม่ได้ผิดนักที่จะพูดว่ามันเรียบง่ายเพราะเนื่องจากว่ามันได้ปรากฏออกมาโดยการเริ่มต้นแค่ป้ายโฆษณาเท่านั้นไม่มีอย่างอื่นอีกเลย

นอกไปจากนี้ถึงแม้ว่าแบรนด์นี้จะใช้ชั้นที่ 13 กับ 14 ของตึกก็ตามแต่ชั้นที่ 14 ก็ถูกล็อคทางเข้าเอาไว้ แม้แต่คนที่ทำธุกิจในชั้นอื่นๆก็ยังตั้งคำถามกับความจริงนี้

"มันเป็นห้องเก็บของงั้นหรอ? ไม่สิ มันไม่น่าเป็นงั้น ค่าเช่าที่นี่มันแพงมากเลยนะ"

ยังไงก็ตามเรื่องนี้มันก็ไม่สำคัญเลยเนื่องจากว่าเจ้าของแบรนด์ก็เป็นเจ้าของตึกนี้ด้วย

"ต้องมั่นใจขนาดไหนกันถึงได้มาแขวนแค่ป้ายที่ดูน่าสงสารอยู่ใจกลางกังนัมนี่นะ? อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะบอกซะหน่อยสิว่าพวกเขาขายอะไร อีกไม่นานจะต้องมีหนี้ทับถมมาแน่ๆเลย"

นี่มันก็ไม่ได้สำคัญเลยเนื่องจากว่าเจ้าของก็มีเงินอยู่จำนวนมาก

แน่นอนว่าคนอื่นๆก็ไม่ได้รู้ในความจริงพวกนี้ คนส่วนใหญ่ได้แต่หัวเราะขำๆกับเรื่องนี้และบางคนก็หัวเราะออกมาอย่างชิงชัง

ส่วนคนที่เหลือก็มีไปที่ชั้นที่ 13 เพื่อสอบถามว่าขายอะไรกันแน่

และพวกเขาก็ได้เข้าใจดีแล้วว่าแบรนด์แวนการ์ดนั่นมันหมายถึงคำๆนี้จริงๆ แวนการ์ด(แนวหน้า)

"ยินดีต้อนรับสู่แวนการ์ด"

พนักงานสองคนที่ยูอิลฮานได้เลือกคัดมาได้ออกมาต้อนรับลูกค้าของพวกเขา คนหนึ่งแนะนำส่วนอีกคนอยู่ที่เคาน์เตอร์ ตอนแรกยูอิลฮานคิดว่าจะจ้างแค่คนเดียว แต่ว่าหลังจากคิดพักหนึ่งเขาก็ตัดสินใจเป็นสองคนแทน

ยังไงก็ตาลูกค้าก็ยังไม่พร้อมจะรับการต้อนรับจากพนักงาน พวกเขาสติหลุดไปเมื่อได้เห็นอาวุธที่โชว์หลาอยู่

"นี่มันคือ...."

"อาวุธพวกนี้มันอะไรกัน? ในที่สุดก็มีร้านแบบนี้แล้วหรอ?"

พูดตามตรงแล้วมันไม่เคยมีร้ายขายของแบบนี้มาก่อนจนถึงตอนนี้ มันไม่มีทางที่พวกเขาจะทำแบบแวนการ์ดได้เลยเนื่องจากเพราะว่าถึงจะมีช่างตีเหล็กคนอื่นๆบนโลก แต่ว่าคนพวกนั้นก็ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะสร้างอาร์ติแฟคที่ดีไปกว่าของที่มาจากต่างโลก

"ถ้าหากว่าคุณต้องการคุณสามารถจะจับตรวจสอบในข้อมูลของไอเทมได้ แต่ว่าคุณไม่สามารถแกว่งพวกมันได้นะ"

"ฉันสงสัยจังว่ามันจะเป็นอะไร มันก็ดูดีนะหากมองจากข้างนอกนะ ไปกันดีกว่า มันไม่มีทางที่ของพวกนี้มันจะดีไปกว่าของที่มาจากต่างโลกหรอกใช่ไหมล่ะ?"

"แต่ว่ามันก็ดูเจ๋งนะ มาลองดูข้อมูลมันก่อนดีกว่า ฉันตรวจสอบได้ใช่ไหม?"

"ตามที่คุณต้องการเลย ยังไงก็ตามหากว่าคุณก้าวออกไปด้านนอกพร้อมกับของที่ยังไม่ได้จ่ายตังเซนเซอร์จะทำงานดังนั้นระวังไว้ด้วย

พนักงานได้รับการเตือนเพียงสามเรื่องจากยูอิลฮาน

อย่างแรกเลยแวนการ์ดจะทำการเพียงแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น นั่นก็คือวันจันทร์เวลา 10 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น ในวันอื่นๆพวกเขาจะเข้ามาไม่ได้

อย่างที่สองคือลูกค้าหนึ่งคนซื้อของไปได้แค่ 2 อย่างเท่านั้น

อย่างที่สามไม่อนุญาติให้พ่อค้ามาซื้อ

คนที่ขอดูดาบไม่เหมือนกับคนแรกที่อยากจะไปด้านนอกหลังจากเห็นแบบนี้ เขาสามารถจะมองออกได้เลยว่าอย่างน้อิยดาบก็ตรงและคมมากๆ เขาได้หยิบเอาดาบยาวขึ้นมาทันทีที่เขาได้รับการอนุญาติจากพนักงาน

ชายคนนี้ได้ออกไปล่าทั้งในต่างโลกและบนโลกมาอย่างมากทำให้เขามีเลเวลถึง 22 แล้ว เขาได้ใช้เวลาอย่างมากไปกับการกวัดแกว่งอาวุธ

"ว้าว"

เพราะแบบนี้เองทำให้เขารู้ได้ถึงความสมดุลที่ยอดเยี่ยมของดาบยาวได้ในทันทีที่เขาจับดาบขึ้นมา

ต่อให้ออฟชั่นมันไม่ได้ดีเขาก็พอใจแล้ว เขาได้รู้สึกถึงความใส่ใจของช่างเป็นอย่างดี - เขาได้คิดแบบนี้ในตอนแรก

แต่ถึงแม้แบบนั้นเขาก็ตจ้องตะลึงเมื่อได้เห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นมา

[ดาบยาวกระดูกหมาป่า 'แหลมคม']

[ระดับ - แรร์]

[พลังโจมตี - 1,950]

[ออฟชั่น - ผู้ใช้ดาบสามารถจะตัดการป้องกันที่สูงกว่าพลังโจมตีของดาบเล่มนี้ได้]

[อาวุธผลิตจำนวนมากที่สร้างขึ้นจากช่างที่ดีที่สุดของโลกโดยที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำ แต่แม้แบบนั้นพลังของมันก็ไม่ได้ด้อยเลย ดาบเล่มนี้ได้ทำขึ้นมาจากวัตถุดิบธรรมดาๆและมันได้แสดงถึงอาวุธที่ผลิตจำนวนมาก]

"นี่มัน...."

"มันเป็นขยะใช่ไหมล่ะ? ไปที่อื่นกันเถอะน่า"

"ใช่ ถ้านายอยากไปก็ตามใจเลย"

ชายคนนั้นได้เตะเพื่อนของเขาที่พูดไร้สาระออกมาและหันไปถามพนักงานทันที

"ดาบเล่มนี้ที่ฉันจับมามันบังเอิญทรงพลังสินะ? มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆใช่ไหม?"

"แน่นอนว่าไม่ นี่คือมาตราฐานของแวนการ์ด"

"มาตราฐาน....."

นี่มันเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมถึงแม้ว่าจะอยู่ในคลาสสองที่เป็นระดับท็อปของโลกแล้วในตอนนี้ นี่มันคือมาตราฐานของแบรนด์เท่านั้นเอง ชายคนนั้นทำได้แต่หัวเราะออกมาอย่างเก้ๆกังๆ

"โอ้พระเจ้า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกกัน?"

"ทำไมนายถึงทำตัวน่ารำคาญแบบนี้นักนะ! หือ?"

เพื่อนร่วมงานของเขาไม่สามารถจะทนกับพฤติกรรมของชายคนนั้นได้และหยิบเอามีดสั้นใกล้ๆขึ้นมาและมันได้จบด้วยการที่เขาต้องร้องขึ้น พลังโจมตีของมีดสั้นนั่นมันอยู่ในระดับ 1,300 รถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนทำมาจากกระดูกล้วนๆก็ตาม เขาไม่อยากจะเชื่อในสายตาของตัวเองเลย แต่ว่าเขาก็รู้ดีว่าเขาก็จะไม่เชื่อไม่ได้

พวกเขาได้สบตากันเอง จากนั้นก็ถามพนักงานพร้อมๆกัน

"เท่าไหร่?"

พนักงานได้ตอบด้วยรอยยิ้มสบายๆ

"อาวุธมาตราฐานของแวนการ์ดทั้งหมดมีราคาชั้นล่ะ 100 ล้านวอนครับคุณลูกค้า คุณยังสามารถซื้อมันได้ด้วยวัตถุดิบมอนสเตอร์ที่เหมาะสมอีกด้วย"

แน่นอนว่าสิ่งที่ยูอิลฮานได้คิดมากที่สุดในตอนที่ทำอาวุธเลยก็คือราคาของมัน พูดตามตรงแล้วเขาก็อยากจะให้อาวุธพวกนี้กับทุกๆคนฟรีๆเลยหากมีโอกาส แต่เขาก็รู้ดีว่าโอกาสดีๆแบบนี้มันไม่สามารถจะมอบให้ทุกๆคนได้ เขาไม่มีทางที่จะไปสร้างอาวุธให้กับทุกๆคนบนโลกได้แน่นอน

เพราะแบบนี้มันก็เลยทีราคาอยู่ที่ 100 ล้าน ชายขอบระหว่างราคาที่ยอมรับได้และเป็นราคาที่คนอื่นๆจ่ายได้ยูอิลฮานได้คิดว่ามันอยู่ที่ 100 ล้าน

แน่นอนว่ายูอิลฮานก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง เขารู้ว่ามันก็จะมีคนที่ไม่สามารถจะซื้ออาวุธพวกนี้ไปได้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติพอและมีพรสวรรค์ก็ตาม ยังไงก็ตามเขาจะไปทำอะไรได้ล่ะ แม้แต่พระเจ้าก็ยังพลาดเลยนี่

เพราะแบบนี้เองเขาก็คิดว่านี่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำได้แล้ว ถ้าหากว่าเขาทำมันผิดงั้นเขาก็จะเปลื่่ยนมันในทีหลัง

"มันไม่มีทางที่อาวุธดีๆแบบนี้มันจะมีราคาแค่ 100 ล้านแน่! ต่อให้มันมีราคาถึง 5 พันล้านวอนก็ยังมีคนมาต่อแถวขอซื้อมัน"

"ยังไงก็ตามพวกเราก็ไม่มีแม้แต่ 100 ล้านเลย"

"นั่นก็จริง"

ลูกค้ารายแรกไม่สามารถที่จะซื้ออาวุธได้ทำให้พวกเขาจากไปอย่างช่วยอะไรไม่ได้

เนื่องจากยุคนี้มันเป็นยุคแห่งการสื่อสารทำให้พวกเขาได้เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับแวนการ์ดต่อผ่านทางอินเทอร์เน็ตทันที และมันก็เป็นไปตามที่พวกเขาคิดข้อมูลแบบนี้ได้รับความสนใจจำนวนมากในทันที

[มีใครได้ยินเรื่องแวนการ์ดมั้ง?]

[ถึงงั้นฉันก็คิดว่ามันเป็นเรื่องโกหก]

[ฉันเพิ่งจะซื้อเกราะอกกับค้อนศึกมา ฉันจะไม่พูดมากอะไรนะ แต่ว่าทุกๆคนที่มีเงินควรจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ การคิดว่านั่นเป็นเรื่องหลอกมันมีแต่จะทำให้พวกนายเสียเวลา]

[อ่า บ้าเอ้ย นั่นมันจะต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ แต่ว่ามันก็ยังกวนใจฉันอยู่ดี]

[พวกเราได้ขายบ้านและซื้ออาวุธให้น้องชายคนเล็กกับตัวฉัน ฉันไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใครนะแต่ว่าฉันรู้สึกขอบคุณเขามากๆ]

[โอ้ว เรื่องมันเป็นแบบนี้เลย!]

ในสองชั่วโมงแรกที่ร้านได้ถูกเปิดขึ้นมามันไม่ได้มีการขายของออกไปเลย แต่ว่าในชั่วโมงที่สามก็ได้มีการขายออกไปสองชิ้นและอีกสองชั่วโมงต่อมาก็มีเพิ่มถึง 50 ชิ้น จากนั้นร้านก็ได้ปิดลงไป

และเพียงแค่ครึ่งวันที่ผ่านไปก็ได้มีการพูดคุยกันกระจายออกไปสู่คนจำนวนมากและพวกเขาทั้งหมดต่างก็ต้องการจะซื้อไอเทมแต่ว่าพนักงานก็ได้ทำตามคำสั่งของยูอิลฮานอย่างเคร่งครัดพวกเขาได้ปิดร้านในทันทีที่ถึงเวลา 5 โมงเย็น

มีคนที่พยายามจะใช้กำลังฝืนเข้ามาและก็มีคนที่พยายามจะแอบเข้ามาขโมยไปอีกด้วย แต่ว่าพวกเขาทั้งหมดต่างก็เจอแต่ความล้มเหลว เวทย์ป้องกันได้หยุดพวกนั่นเอาไว้ แน่นอนอยู่แล้วเพราะนี่มันคือเวทย์ของทูตสวรรค์นี่

"มันชัดเจนอยู่แล้วว่าร้านๆนี้มันไม่ธรรมดา"

"นี่มันบ้าอะไรกันเนี้ย? นี้มันคือสิ่งที่ถูกเตรียมไว้จากพระเจ้าหรือป่าวนะ?"

"แทนที่จะใช้เงินไม่ใช่ว่าเขาจะให้เควสเราแทนหรอ?"

ผู้คนได้ไปถามพนักงานที่ทำงานอยู่ แต่เนื่องจากว่าพูดเขาถูกจ้างแค่กับยูอิลฮานเท่านั้นทำให้พวกเขาไม่สามารถจะตอบคำถามอะไรได้

นอกจากยูอิลฮานแล้วมีเพียงสามคนเท่านั้นที่รู้ถึงความจริงของเรื่องนี้นั่นก็คือคังมิเรย์ คังฮาจินและนายูนา พวกเขาทั้งสามคนกำลังนั่งคุยกันในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนโต๊ะกลมอยู่

"คนๆนั่นคืออะไรกัน... ฟู่ มันเหนื่อยเกินกว่าจะพูดถึงแล้ว เขาไม่น่าจะเอาช่างตีเหล็กมาที่โลกนี้ใช่ไหม?"

"พี่ก็น่าจะรู้ดีนะว่านั่นมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความสามารถของเขา เขาจะต้องได้รับมันมาจากต่างโลกและมาปล่อยของพวกนี้บนโลก"

คังมิเรย์ได้ตอบกลับไปด้วยเสียงเย็นชาหลังจากได้มองดูประสิทธิภาพของเกราะไหล่และรองเท้าที่คังฮาจินได้ซื้อมาให้ตัวเขาเอง หลังจากที่ได้รู้สึกถึงอารมณ์ของน้องสาวเขาอยู่คังฮาจินทำได้แค่ยิ้มออกมาขมๆ

"ใช่แล้ว นั่นมันจะต้องเป็นเรื่องจริง มันไม่ใช่แค่ว่าความสามารถของเขายอดเยี่ยมเท่านั้น ฉันคิดว่าเขาเป็นคนดีนะแต่ว่าเขาก็ยังมีการติดต่อที่ไม่น่าเชื่อแบบนี้อยู่อีก เขาไปทำอะไรกันนะถึงได้รับการสนับสนุนจากช่างตีเหล็กแบบนี้นะ?"

"ฉันไม่คิดว่ามันจะจบลงด้วยแค่คำว่า 'ช่างแบบนี้แน่' มันได้บอกว่าดีที่สุดในโลกทั้งมวล โลกทั้งมวลนะ"

นายูนาได้ชี้ในความผิดพลาดของคังฮาจิร โลกทั้งมวล มันไม่ใช่สิ่งที่จะดูแคลนได้เลย แต่ว่าในเมื่อข้อมูลไอเทมมันบอกมาแบบนี้ดังนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

เพราะแบบนี้มันหมายความว่าเกราะไหล่ที่ทำขึ้นมานี้มันมีความสามารถที่มากกว่าช่างคนใดในต่างโลก มันเป็นระดับที่ไม่สามารถจะเข้าไปถึงได้แค่จากการตีเหล็กเป็นร้อนปีด้วยเช่นกัน แต่ว่าตัวยูอิลฮานเองก็ไม่ได้รู้เหมือนกัน

"มันเป็นสิ่งที่ดีกับโลกนะ มันไม่น่าเชื่อเลยแต่ว่าธุรกิจนี้ของเขามันเป็นส่วนช่วยในการขยายการค้าที่เขามีกับฉัน เขาเป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ"

คังมิเรย์ได้สรุปออกมา ใบหน้าของเธอก็ยังมีการไม่ยอมรับปรากฏขึ้นด้วยเช่นกัน เธอได้รู้สึกประทับใจเล็กๆและมีความโกรธที่มากกว่า ความหวังจางๆและความสิ้นหวังที่ลึกซึ้ง

"ฟุ ฟุฟุ"

ทันใดนั้นเองนายูนาได้หัวเราะแบบแปลกๆออกมา เธอได้พบว่าสถานการณ์แบบนี้มันตลกมาไปแล่้ว

"ฟุ ฟุฟุฟุ"

"นายูนา เธอโดนเวทย์โจมตีจิตใจหรือยังไงกัน?"

"ฟุ ป่าวเลย ก็แค่หุหุ ฉันก็แค่เข้าใจแล้ว"

นายูนาได้พึมพัมออกมาซึ่งมันดูไม่เข้ากับเสียงหัวเราะโง่ๆของเธอเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คังมิเรย์ต้องถามกลับไปอย่างมึนงง

"เธอเข้าใจอะไรของเธอ?"

"นิดนึงนะ แต่ว่าก็มากกว่ามิเรย์"

"ไร้สาระ"

คิ้วของคังมิเรย์ได้ขมวดขึ้นมา คังฮาจินที่รู้ว่าเธอได้โกรธแล้วได้พยายามจะไปหยุดนายูนา แต่ว่าการหยุดลงแค่นี่มันคงไม่สมกับชื่อนายูนาแน่ เธอได้หัวเราะต่อออกไปและสัมผัสกับเกราะไหล่ที่อยู่ด้านหน้าของเธอ

"ตลกจริงๆเลย มันเป็นแบบนี้ได้ไงกันนะ? มันน่าสนใจจริงๆ"

"บังเอิญจัง ฉันก็ยังคิดว่ามันน่าสนใจมากๆแล้ว"

มือทั้งสองข้างของคังมิเรย์ได้เกิดประกายสายฟ้าสีทองขึ้นมาแล้ว ถ้าหากว่าคังฮาจินไม่ได้หยุดเธอ ที่ทำงานนี้ได้เกิดการระเบิดขึ้นแน่

"เธอควรจะบอกฉันนะว่าอะไรมันน่าสนใจ?"

"เงียบน่า"

"มิเรย์ในตอนโกรธก็น่ารักเหมือนกันนะ!"

"หยุด"

คังฮาจินได้ตีนายูนาพร้อมกับถอนหายใจออกมา เขาได้ปล่อยให้เธอร้องเจ็บหน้าผากทิ้งไว้และเก็บเอาเกราะไหล่และรองเท้ามาก่อนจะวางลงไปบนโต๊ะกองเอกสาร

"พอเป็นเรื่องของนายยูอิลฮานที่ไร พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ แต่ว่าเราจะต้องทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ เราควรจะให้เขามาทำงานกับเรา หัวหน้าตระกูลว่ายังไง?"

"ฟู่"

ตระกูลเป็นสิ่งที่ทั้งคังมิเรย์กับคังฮาจินได้เคยเสนอให้กับยูอิลฮาน นี่คือกลุ่มของผู้ใช้พลังในเกาหลี

คังมิเรย์เป็นหัวหน้าในขณะที่คังฮาจินเป็นรองหัวหน้าและนายูนาเป็นแค่สมาชิกธรรมดาเท่านั้น สมาชิกของตระกูลมีเพียงแค่สามคนนี้เท่านั้นเอง

นั่นก็คือจนกระทั่งตอนนี้

"จนกระทั่งตอนนี้จำนวนของสมาชิกที่เป็นทางการคือหลักร้อย มันก็มีบ้างที่กลุ่มเล็กๆจะเป็นที่รู้จักในเกาหลี แต่ว่าการมีคนมากขึ้นมันก็ทำให้ใจชื้นได้ เพื่อที่จะให้ชื่อของตระกูลเราเป็นที่รู้จัก เขาก็ควรจะเริ่มทำกิจกรรมขึ้นหลังจากรับสมาชิกมา"

"ใช่ เราควรทำแบบนั้น"

คังมิเรย์ได้หยักหน้าของเธออย่างมั่นใจ ท่าทางที่เธอแสดงออกมาก็ยังคงซับซ้อนอยู่ แต่ว่าคำพูดที่ออกมาจากปากของเธอก็ชัดเจนเอามากๆ

"มาเริ่มต้นการหาสมาชิกให้กับตระกูล 'เทพสายฟ้า' กันดีกว่า"

"มันจะดีกว่านะถ้าหากเป็นชื่อมัน..."

"เงียบน่า"

ในขณะเดียวกันยูอิลฮานที่ทำให้เหล่าผู้บริหารของตระกูลเทพสายฟ้าต้องวุ่นวายอยู่นั่นเอง...

[คุณได้รับค่าประสบการณ์ 2,989,744]

[คุณได้รับบันทึกเงาทมิฬเลเวล 93]

[ฆ่ามอนสเตอร์คลาส 2 ด้วยการปกปิดตัวตนในการโจมตีเพียงครั้งเดียวด้วยการโจมตีทีเผลอ 1/3,000]

"อ่าให้ตายสิ มันจะง่ายอะไรแบบนี้!"

[เอาเถอะ ก่อนหน้านี้คุณก็เพิ่งจะฆ่าคนคลาส 4 มาในการโจมตีเพียงครั้งเดียวนะ] (เอิลต้า)

[Zzzz] (ลิต้า)

....ในตอนนี้เขากำลังฝึกฝนอยู่เพียงลำพังเพื่อที่จะยกระดับสกิลการปกปิดตัวตนของเขาในดันเจี้ยนที่อันตรายที่สุดในโลก

จบบทที่ บทที่ 66 - ฉันก็ยังเป็นเจ้าของตึก (5) [อ่านฟรีวันที่ 27/10/61]

คัดลอกลิงก์แล้ว