- หน้าแรก
- ไดอารี่ของวายร้าย ทำไมเหมือนพวกนายรวมหัวกันแกงผมซะงั้น
- บทที่ 21 เริ่มต้นการเตรียมตัวสอบเข้าสำนักกระบี่เจ็ดดารา
บทที่ 21 เริ่มต้นการเตรียมตัวสอบเข้าสำนักกระบี่เจ็ดดารา
บทที่ 21 เริ่มต้นการเตรียมตัวสอบเข้าสำนักกระบี่เจ็ดดารา
บทที่ 21 เริ่มต้นการเตรียมตัวสอบเข้าสำนักกระบี่เจ็ดดารา
เมื่อเห็นหงกวงล้มพับลงไป ซูลั่วก็รีบเข้าไปเขย่าตัวเรียกสติ
เฮ้ย อย่าเพิ่งสิ จะมาล้มอะไรตอนนี้ หลินซวนยังไม่มาเลยนะเว้ย! อย่างน้อยก็รอให้หลินซวนมาถึงก่อน แล้วเจ้าค่อยโดนหลินซวนมองหน้าแล้วล้มพับไปก็ได้!
อย่าเขย่าได้ไหม... เจ็บจะตายอยู่แล้ว หงกวงไม่กล้าขยับตัว ขยับนิดเดียวเดี๋ยวเสียแผนหมด
ทันใดนั้น ซูลั่วก็ถูกหลี่ซืออี๋กระโจนเข้าใส่เต็มแรง
ในอ้อมกอดของซูลั่ว หลี่ซืออี๋มองเขาด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา "ขอบคุณนะ ซูลั่ว เจ้าเป็นคนแรกที่มาช่วยข้า ข้ากลัวแทบตายเมื่อกี้"
"ไม่หรอก... มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ"
หลินซวน... หลินซวน เจ้าอยู่ไหน!
ซูลั่วคิดในใจว่า พล็อตเรื่องมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ!
(ความจริงคือ หลินซวนถูกผู้อาวุโสสามพาไปที่อื่นตามคำสั่งของหลี่ซืออี๋ ดังนั้นเขาไม่มีทางโผล่มาแน่นอน)
"เมื่อกี้เจ้ากล้าหาญมากเลยนะ"
"กะ... ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก" ซูลั่วไม่รู้จะตอบยังไงแล้ว ข้ากลายเป็นวีรบุรุษไปได้ยังไงเนี่ย?
เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปที่หงกวงราวกับมองคนปัญญาอ่อน ถ้าจะเล่นเกมวัดใจ ก็เล่นไปสิ แต่เล่นจนตัวเองตายเนี่ยนะ? เกมอื่นมีให้เล่นเยอะแยะไม่เล่น มาเล่นรัสเซียนรูเล็ตหาความตื่นเต้นจนตัวตาย แล้วยังลากข้ามาซวยด้วยอีก
อยากจะอ้วกจริงๆ
ส่วนหงกวงที่นอนกองอยู่บนพื้นก็อยากจะอ้วกเหมือนกัน เมื่อกี้ข้ากล้าหาญตรงไหนวะ? แม่นาง ตาถั่วจริงๆ ข้ายังแสดงดีกว่ามันตั้งเยอะ
นางติดใจอะไรในตัวมัน? ภูมิหลังงั้นรึ? ก็เป็นไปได้
แต่ข้าก็ยังยืนยันคำเดิม ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง
"ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าเจ้าจะยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อข้าขนาดนี้ ขอโทษนะ ที่ผ่านมาข้าเข้าใจผิดมาตลอด" หลี่ซืออี๋เริ่มพรั่งพรูความในใจ แสดงความซาบซึ้งออกมาไม่หยุด
"จริงๆ แล้ว... เอ่อ... คือมันแค่..."
บ้าเอ๊ย ซูลั่วไปไม่เป็น ถ้าพูดอะไรต่อ มีหวังคะแนนความชอบของหลี่ซืออี๋ได้พุ่งทะลุปรอทแน่ๆ
ทว่าหลี่ซืออี๋กลับเอ่ยอย่างรู้ทัน "เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าเข้าใจดี"
หงกวงแทบอยากลุกขึ้นมาตบกบาลคน หยุดพูดกันได้แล้วโว้ย! จะไปก็รีบไป มัวแต่จีบกันอยู่ได้ ข้าเลือดจะหมดตัวตายอยู่แล้วเนี่ย!
และแล้ว วินาทีถัดมา หงกวงก็ได้ยินประโยคที่ไพเราะที่สุด
หลี่ซืออี๋เอ่ยขึ้น "ไปกันเถอะ กลับกันได้แล้ว"
"แล้วเขาล่ะ"
"เขา... ตายแล้วล่ะ"
พูดจบ หลี่ซืออี๋ก็ยกมือขึ้นซัดพลังใส่ ปลิดชีพหงกวงในทันที หงกวงตายตาไม่หลับพร้อมความงุนงง ทำไมไม่รักษาสัจจะ?
ตลกน่า
หลี่ซืออี๋ไม่เคยคิดจะปล่อยหงกวงรอดไปตั้งแต่แรกแล้ว
"ไปเถอะ" หลี่ซืออี๋จูงมือซูลั่วเดินจากไป
ถึงตอนนี้ ต่อให้หลินซวนโผล่มา ก็คงกู้สถานการณ์อะไรคืนมาไม่ได้แล้ว
ทว่าระบบกลับไม่แจ้งเตือนว่าเนื้อเรื่องผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก
หรือว่าค่าความชอบของตัวละครจะไม่มีผลต่อเส้นเรื่องหลัก?
ซูลั่วสัมผัสได้ถึงความร่าเริงของหลี่ซืออี๋ที่เดินอยู่ข้างๆ นี่เป็นด้านที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้นางดูเหมือนเด็กสาวธรรมดา ไม่ใช่อัจฉริยะที่เอาแต่ถือตัววางมาด
"มองอะไร? ข้าเป็นแบบนี้มันแปลกหรือไง?"
"เฮ้อ... ซืออี เจ้าคิดว่าข้าดีจริงๆ งั้นหรือ? ข้าลองนึกย้อนดูเมื่อกี้ ข้าแทบไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย เป็นแค่คนไร้น้ำยาคนหนึ่ง"
"ใช่ แต่คนไร้น้ำยาอย่างเจ้าก็เป็นคนแรกที่ปรากฏตัว สำหรับข้าในตอนนั้น เจ้าคือแสงสว่าง คือความหวัง"
"ข้าก็นึกว่าพอข้าโผล่มาแล้ว โลกของเจ้าจะมืดมนลงเสียอีก"
"ฮ่าๆ จะเป็นงั้นได้ยังไง? งั้นถ้าวันหน้าเจ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ถ้าข้าโผล่ไป โลกของเจ้าจะมืดมนไหมล่ะ?"
"แน่นอนว่าไม่"
ปากบอกว่าไม่ แต่ในใจซูลั่วมืดมนไปเรียบร้อยแล้ว หลี่ซืออี๋... เจ้าหลงทางกู่ไม่กลับแล้วนะ!
"งั้นข้าก็เหมือนกัน แล้วรู้ไหม ข้าไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มุมมองของข้าที่มีต่อเจ้าเปลี่ยนไป... จริงๆ แล้วเจ้าน่ะ ไม่เลวเลยนะ"
อาจจะเริ่มตั้งแต่ที่ข้าได้อ่านไดอารี่ของเจ้า นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของเจ้า
"จริงดิ? ทำไมข้าไม่ยักรู้ตัว"
"อืม ข้ามั่นใจ เจ้าจะต้องมีชื่อเสียงก้องโลกในอนาคต และจะไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเจ้าแน่"
แม้ตอนนี้ฝีมือเจ้าจะเหนือกว่าข้า แต่ข้าจะพยายามให้หนักเพื่อแซงหน้าเจ้าให้ได้ ถึงตอนนั้นใครกล้าหือกับเจ้า ข้าจะฟันมันให้ยับ
ในสายตาของหลี่ซืออี๋ การที่ซูลั่วช่วยนางได้หลายครั้ง แสดงว่าฝีมือน่าจะเหนือกว่านางไปแล้ว นางเชื่อว่านี่คือประสบการณ์ที่ซูลั่วสั่งสมมาจากการย้อนเวลานับสิบครั้ง ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ในช่วงต้น
แต่พรสวรรค์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก
เส้นทางการฝึกตนของซูลั่วในอนาคตคงเต็มไปด้วยขวากหนาม ถึงขนาดที่เขาเขียนว่าต้องยอมเป็นตัวร้ายและเข้าสู่หนทางมารเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
หลี่ซืออี๋ไม่อยากเห็นจุดจบแบบนั้น ตอนนี้นางจึงมีเหตุผลเพิ่มขึ้นอีกข้อที่จะต้องแข็งแกร่งขึ้น
"ชื่อเสียงก้องโลก? ไม่เหมาะกับข้าหรอก"
ซูลั่วส่ายหัว
ข้าเป็นแค่ตัวร้ายที่ต้องงัดข้อกับพระเอก ถ้าจะดัง ก็คงไม่ใช่ชื่อเสียงในทางที่ดีหรอก
...
หลังจากเหตุการณ์ลักพาตัว ความสัมพันธ์ระหว่างซูลั่วและหลี่ซืออี๋ไม่เพียงไม่แย่ลง แต่กลับดีขึ้นเสียอีก
ถึงอย่างนั้น ระบบก็ยังเงียบกริบ ไม่มีการแจ้งเตือนว่าเนื้อเรื่องผิดเพี้ยน ทุกอย่างจึงดำเนินต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ซูลั่วเริ่มรู้สึกว่า ไม่ว่าเขาจะทำตัวน่าเกลียดหรือโง่เขลาแค่ไหน หลี่ซืออี๋ในตอนนี้ก็ไม่มีทางตีตัวออกห่างจากเขา
มันช่างอธิบายยากจริงๆ
ดังนั้นซูลั่วจึงเลิกพยายามทำอะไรไร้สาระ เขาหันมาทำตัวตามปกติเวลาอยู่กับหลี่ซืออี๋ ไม่ต้องฝืนตัวเองอีกต่อไป
แน่นอนว่าส่วนใหญ่หลี่ซืออี๋มักจะเก็บตัวฝึกวิชา ไม่ค่อยมาหาซูลั่วเท่าไหร่
ซูลั่วเองก็ไม่คิดจะไปหานางเช่นกัน
ชีวิตเล็กๆ ของซูลั่วดำเนินไปเช่นนี้ ช่วงนี้ไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไร การเขียนไดอารี่จึงเป็นไปอย่างขอไปทีติดต่อกันหลายวัน
วันหนึ่ง
【เล่นไพ่】
สองวัน
【เล่นไพ่】
สามวัน
【ซูลั่ว เอ๋ย ซูลั่ว เจ้าจะทำตัวเหลวไหลแบบนี้ไม่ได้นะ...】
สี่วัน
【เล่นไพ่】
นี่คือกิจวัตรประจำวันในไดอารี่ของซูลั่วช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
แม้ความจริงซูลั่วจะไม่ได้เล่นไพ่ แต่เขาเขียนแบบนั้นเพราะไม่มีอะไรจะเขียน แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องเขียนทุกวันก็ได้ แต่นี่มันเป็นไดอารี่ ไม่ใช่รายงานประจำวัน
ด้วยความนึกสนุก ซูลั่วก็เลยเขียนมันลงไปแบบนั้น
...
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงกำหนดการสอบเข้าสำนักกระบี่เจ็ดดารา
ซูลั่วจัดเตรียมข้าวของแล้วเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สำนักกระบี่เจ็ดดารา
ก่อนไป ท่านพ่อได้กำชับซูลั่วอยู่ไม่กี่เรื่อง
สรุปใจความสำคัญได้ว่า "ไม่ต้องกดดัน เส้นทางของเจ้าถูกปูไว้เรียบร้อยแล้ว"
พร้อมกับมอบถุงมิติให้ใบหนึ่ง มันคือถุงมิติล้ำค่าที่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาหามาครอบครอง
ซูลั่วออกเดินทางด้วยความสบายใจ
ร่วมขบวนไปกับเขาคือเหล่าผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จากเมืองชิวเฟิง และแน่นอนว่าต้องมี... หลินซวน
ใครก็ตามที่อายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถเข้าร่วมการสอบคัดเลือกของสำนักกระบี่เจ็ดดาราได้
ไม่ต้องกังวลว่าคนจะเข้าสำนักเยอะเกินไป เพราะการสอบนี้ไม่ได้มีไว้โชว์ แต่จะคัดกรองคนออกอย่างเข้มข้น รับเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
พาหนะที่ใช้เดินทางไปยังสำนักกระบี่เจ็ดดาราคือสัตว์ขี่ของเจ้าเมือง วิหคเพลิงตะวัน
มันพาซูลั่วและคนอื่นๆ เหินฟ้ามุ่งสู่จุดหมาย
การเดินทางราบรื่นไร้อุปสรรค
ใช้เวลาครึ่งวันก็มาถึง เมืองเจ็ดดารา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักกระบี่เจ็ดดารา ที่นี่คือสนามสอบ ใครที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าสู่สำนักกระบี่เจ็ดดารา
ผู้คนจากทั่วสารทิศที่มาร่วมสอบต่างมารวมตัวกันที่นี่ ทำให้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ
แต่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยยังคงมีอยู่ เพราะใครที่กล้าก่อเรื่องจะถูกคนของสำนักกระบี่เจ็ดดาราจัดการอย่างรวดเร็ว
"หลินซวน การสอบเข้าครั้งนี้เจ้าไม่มีทางผ่านหรอก รีบไสหัวกลับไปซะตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า"
ทันทีที่มาถึง ซูลั่วก็เริ่มเปิดฉากเยาะเย้ยหลินซวนทันที เพราะในเนื้อเรื่องเดิม ซูลั่วรู้ดีว่าตัวเองจะได้เข้าสำนักแน่ๆ จึงวางก้ามใหญ่โต หากไม่ระบายอารมณ์ตอนนี้ จะไปทำตอนไหน?
"ห่วงตัวเองเถอะ" หลินซวนตอบกลับอย่างเย็นชา แล้วหันหลังเดินจากไป