- หน้าแรก
- ไดอารี่ของวายร้าย ทำไมเหมือนพวกนายรวมหัวกันแกงผมซะงั้น
- บทที่ 16 หากไม่วางท่าโอหัง แล้วตอนโดนตบหน้าจะสะใจได้อย่างไร
บทที่ 16 หากไม่วางท่าโอหัง แล้วตอนโดนตบหน้าจะสะใจได้อย่างไร
บทที่ 16 หากไม่วางท่าโอหัง แล้วตอนโดนตบหน้าจะสะใจได้อย่างไร
บทที่ 16 หากไม่วางท่าโอหัง แล้วตอนโดนตบหน้าจะสะใจได้อย่างไร
หลังจากหลี่ซืออี๋จากไป กลุ่มของซูลั่วก็ยังคงออกล่าสัตว์อสูรในป่าต่อไป
ซูลั่วทำราวกับว่าหลี่ซืออี๋ไม่เคยปรากฏตัวที่นี่ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ
ทว่าสายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา ทำให้การเดินเท้าในป่าเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น
เหล่าคุณชายเริ่มหมดความอดทน แต่พวกเขาก็ยังกัดฟันทนเพื่อเป้าหมายที่จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของหลินซวนให้จมดิน
"ข้าเจอคนเจ็บหนักอยู่ตรงนี้คนนึง"
ขอให้เจอคนเจ็บจริงๆ เถอะ
ด้วยวีรกรรมก่อนหน้านี้ของหลี่ซืออี๋ คนอื่นๆ จึงอดที่จะระแวงไม่ได้
แต่ปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง
ร่างที่นอนอยู่บนพื้นเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมจนแทบแยกไม่ออก รูปร่างผอมบางและดูขาดสารอาหารอย่างเห็นได้ชัด แถมยังดูอายุน้อยกว่าพวกเขาเสียอีก
เมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกาย คงเป็นเพียงลูกหลานชาวบ้านธรรมดา
คาดว่าคงเป็นคนทั่วไปที่หวังจะเข้ามาเสี่ยงโชคในการทดสอบ แต่ไร้ซึ่งการคุ้มกัน จนต้องมาจบลงในสภาพเช่นนี้
"ฝังนางซะเถอะ ดูท่าทางคงไม่รอดแล้ว"
"นั่นสิ แทนที่จะปล่อยให้ทรมาน สู้สงเคราะห์ให้พ้นทุกข์ไปเลยดีกว่า"
เหล่าคุณชายพวกนี้พอจะมีมโนธรรมอยู่บ้าง แต่น้อยนิดเหลือเกิน
ในขณะนั้น เด็กสาวตัวน้อยที่นอนอยู่บนพื้นเริ่มรู้สึกตัวว่ามีคนรายล้อม ริมฝีปากของนางขยับมุบมิบเป็นคำว่า 'ช่วยด้วย' แต่กลับไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา
เด็กสาวไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบ นางเพียงแค่เข้าป่ามาหาอาหารกลับไปที่บ้าน แต่โชคร้ายที่เจอกับสัตว์อสูร แม้จะหนีรอดมาได้ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย แต่ก็ไม่อาจหาทางออกจากป่าได้ จนต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนี้
ซูลั่วก้มลงมองนาง เพียงแค่แวบเดียว เขาก็มองเห็นเจตจำนงที่จะมีชีวิตอยู่
"ช่วยนาง"
ซูลั่วเชื่อว่าตนเองก็พอจะมีมโนธรรมอยู่บ้างเหมือนกัน แม้จะไม่มากก็ตาม
"จะบ้าเรอะ! ช่วยนางในสภาพนี้เปลืองโอสถเปล่าๆ"
"อารมณ์ข้ากำลังดี"
ซูลั่วไม่คิดจะอธิบายเหตุผล ตอบกลับไปส่งๆ
ในสายตาของคนอื่น ย่อมตีความไปว่าการมาเยือนของหลี่ซืออี๋ทำให้ซูลั่วอารมณ์ดีขึ้น
แน่นอนว่าการที่ซูลั่วช่วยเด็กคนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหลี่ซืออี๋เลยสักนิด มันก็แค่ข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลเท่านั้น
ซูลั่วป้อนโอสถรักษาของตนให้เด็กสาวผู้บาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเรียกคนของตระกูลซูให้มารับตัวนางกลับไปรักษา
เป็นเพียงฉากคั่นเล็กๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ภารกิจหลักยังคงเป็นการล่าสัตว์อสูร
......
เวลาล่วงเลยผ่านไปไวเหมือนโกหก การทดสอบเจ็ดวันได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผู้เข้าร่วมการทดสอบทยอยเดินออกจากป่าทีละกลุ่ม
กลุ่มที่ดูโอหังที่สุดย่อมหนีไม่พ้นกลุ่มของซูลั่ว พวกเขาเดินเชิดหน้าชูคอ แผ่กลิ่นอายความมั่นใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
หากเปลี่ยนชุดใหม่ได้ พวกเขาคงดูภูมิฐานยิ่งกว่านี้
หลังจากตรากตรำลำบากมาหลายวัน ในที่สุดก็ได้เวลาชำระแค้น พวกเขาย่อมดีใจจนเนื้อเต้น ในหัวตระเตรียมถ้อยคำผรุสวาทมากมายไว้เหยียดหยามหลินซวน
หลินซวนเดินออกมาและเห็นเหล่าคุณชายกำลังยั่วยุ แต่เขาหาได้ใส่ใจไม่
เพราะเศษสวะพวกนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาตั้งแต่แรก
ท่านเจ้าเมืองและคณะเริ่มวุ่นวายกับการนับคะแนน จัดอันดับ และเตรียมประกาศผล กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่นานนัก เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่จัดงานเช่นนี้
"อันดับที่สิบ 13 คะแนน ได้แก่..."
"อันดับที่เก้า 17 คะแนน ได้แก่..."
ผลยังประกาศไม่ทันจบ แต่เหล่าคุณชายก็เก็บอาการไม่อยู่ เริ่มแสดงความยินดีกันล่วงหน้า
"ยินดีด้วยพี่หวังโม่ อันดับหนึ่งต้องเป็นของท่านแน่นอน"
"เสียงของท่านเจ้าเมืองอาวุโสดังก้องไปทั่วเมือง พี่หวังโม่ จากนี้ไปท่านจะเป็นคนดังแห่งเมืองชิวเฟิงแล้ว"
"พี่หวังโม่เป็นคนดังแห่งเมืองชิวเฟิงอยู่แล้วต่างหาก วันหน้าอย่าลืมพาน้องๆ ไปเปิดหูเปิดตาด้วยล่ะ"
หวังโม่เองก็ดีใจที่คว้าที่หนึ่งมาได้ ยิ่งได้ยินคำเยินยอก็ยิ่งพึงพอใจ
แต่ต่อหน้าธารกำนัล เขาจำต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้ถ่อมตน
"ไม่หรอก ไม่หรอก ทั้งหมดเป็นเพราะทุกคนช่วยกัน ข้าเป็นแค่ตัวแทนรับหน้าเท่านั้น"
"ฮ่าๆๆ"
"ถ้าไม่มีพวกเจ้า ข้าคงไม่ได้คะแนนขนาดนี้หรอก"
"ฮ่าๆๆ"
ทว่า... แม้ปากของหวังโม่จะกล่าวถ่อมตัว แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เขาถ่อมตัวประโยคหนึ่ง แล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น จากนั้นก็กลับมาถ่อมตัว แล้วก็หัวเราะลั่นอีกครั้ง เสียงหัวเราะดังก้องจนผู้เข้าร่วมการทดสอบทุกคนได้ยินกันทั่ว
ตกลงเจ้าจะถ่อมตัวหรือเจ้าจะหัวเราะด้วยความสะใจกันแน่?
ทำเอาคนรอบข้างเริ่มงุนงงว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร
หวังโม่เองก็สับสนไม่แพ้กัน ทำไมเขาถึงหยุดหัวเราะไม่ได้?
ท่านเจ้าเมืองประกาศต่อ "อันดับที่ห้า 20 คะแนน..."
"อ่า ฮ่าๆๆ"
หวังโม่หัวเราะออกมาอีกครั้ง
เหล่าคุณชายเริ่มไม่กล้าพูดอะไร คนรอบข้างต่างจ้องมองมาเป็นตาเดียว
เพราะทุกครั้งที่มีการประกาศอันดับ หวังโม่จะหัวเราะแทรกขึ้นมา ราวกับกำลังเยาะเย้ยคะแนนของผู้อื่นว่าเป็นเพียงเศษฝุ่น
กลุ่มคุณชายที่เคยดูน่าเกรงขามต่างก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาใคร
เอาเถอะ เดิมทีพวกเขาแค่อยากจะเยาะเย้ยหลินซวน แต่ตอนนี้กลายเป็นเยาะเย้ยคนทั้งลานประลองไปเสียแล้ว
"อันดับที่สี่ 27 คะแนน..."
"ฮ่าๆๆ"
ท่านเจ้าเมืองทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปาก "เจ้าจะหัวเราะอีกนานไหม?"
"ไม่ครับ"
หวังโม่ตั้งใจจะบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะ แตปากเจ้ากรรมดันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีก
ใบหน้าของท่านเจ้าเมืองดำทะมึนลงทันที
ซูลั่วเองก็คาดไม่ถึงว่าสกิลนี้จะทำให้หวังโม่กล้าเยาะเย้ยแม้กระทั่งเจ้าเมือง หวังโม่... เสียงหัวเราะของเจ้านี่มีแววของตัวร้ายจริงๆ แม้ว่าเจ้าจะเป็นตัวร้ายอยู่แล้วก็ตาม
"ขออภัยครับ ข้าไม่รู้เป็นอะไร อยู่ๆ ก็ขำออกมา" หวังโม่มีคำอธิบายที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แน่นอนว่านี่เป็นฝีมือของซูลั่วที่แอบใช้สกิล [ความหรรษาของตัวตลก] ใส่หวังโม่
ในฉากตบหน้าแบบนี้ จะมามัวถ่อมตัวอยู่ทำไม?
ในเมื่อเจ้าเป็นตัวแทนของข้า เจ้าก็ต้องวางท่าให้มันโอหัง ให้มันอวดดีเข้าไว้
ถ้าเจ้ามัวแต่ถ่อมตัว คนอื่นเขาจะแก้แค้นได้สะใจได้ยังไง?
ขืนหลินซวนมาเห็นเข้า เดี๋ยวจะหาว่าพวกเราไร้น้ำยา
"อันดับที่สาม 36 คะแนน... หลี่ซืออี๋"
โห!
ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าหลี่ซืออี๋จะได้เพียงที่สาม นางคือผู้ที่มีระดับพลังฝึกตนสูงที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งแท้ๆ!
หรือว่ามียอดฝีมือคนอื่นอยู่อีก?
"อันดับที่สอง 159 คะแนน... หวังโม่"
"ฮ่าๆๆ"
หวังโม่หัวเราะลั่นออกมาตามสัญชาตญาณ แต่เหล่าคุณชายกลับหัวเราะไม่ออก พวกเขาหน้าเหวอไปตามๆ กัน 'ทำไมถึงได้ที่สอง!'
เสียงหัวเราะของหวังโม่หยุดกึก... ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ที่สอง
ซูลั่วพยักหน้าอย่างพอใจ 'แบบนั้นแหละ เสียงหัวเราะหยุดกึก ตามด้วยสีหน้าตกตะลึง สร้างความแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างชัดเจน'
หลินซวนคงจะเพลิดเพลินกับสีหน้าแบบนี้ไม่น้อย
และเป็นดังคาด หลินซวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
"อันดับที่หนึ่ง 177 คะแนน... หลินซวน"
หลินซวน: √
เหล่าคุณชายไม่อาจยอมรับความจริงได้ ต่างพากันตะโกนคัดค้าน
"เป็นไปไม่ได้! มันจะได้คะแนนเยอะขนาดนั้นได้ยังไง?"
"พวกเราตั้งหลายคนจะแพ้มันคนเดียวเนี่ยนะ?"
"ท่านเจ้าเมือง ตาแก่อย่างท่านนับเลขผิดหรือเปล่า?"
"หุบปาก!" เสียงอันแผ่วเบาแต่ทรงพลังของเจ้าเมืองทำให้เหล่าคุณชายเงียบกริบ
กลิ่นอายของผู้ฝึกตนระดับ จินตาน (สร้างแก่นทองคำ) นั้นรุนแรงเกินไป ผู้ที่อยู่เพียงขั้นรวบรวมลมปราณอย่างพวกเขาไม่อาจต้านทานได้เลย
"คะแนนของหลินซวนถูกต้องแน่นอน และด้วยความสามารถของเขา เขาสมควรได้รับคะแนนนี้"
"แทนที่จะมาสงสัยข้า พวกเจ้าหัดดูตัวเองซะบ้าง คนตั้งมากมายกลับเอาชนะหลินซวนคนเดียวไม่ได้ ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าเป็นอนาคตของเมืองชิวเฟิง วันๆ ดีแต่กิน ดื่ม เที่ยวเล่น"
"ข้ารู้ว่าพวกเจ้ายังไม่ยอมรับ ดังนั้นจึงมีอีกข่าวหนึ่งที่จะประกาศ"
"พวกเจ้าทุกคนควรขอบคุณหลินซวน เพราะเขาคือผู้ที่ค้นพบแผนการร้ายของเผ่าปีศาจในป่าแห่งนี้"
ซูลั่วชะงัก 'ไม่ใช่หลี่ซืออี๋หรอกรึ? ทำไมกลายเป็นหลินซวนไปได้?'
ซูลั่วแอบชำเลืองมองหลี่ซืออี๋ เพื่อดูท่าทีของนาง
หลี่ซืออี๋เพียงแค่ยืนนิ่งๆ ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติใดๆ
ซูลั่วเดาไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมหลี่ซืออี๋ถึงยกความดีความชอบนี้ให้หลินซวน
ความจริงแล้ว หลี่ซืออี๋ไม่ได้มีเจตนาลึกซึ้งอะไร นางแค่เห็นว่าช่วงนี้ซูลั่วดูร้อนรนอยากจะรีบๆ เคลียร์เกม นางเลยอยากให้ความร่วมมือและเล่นตามบทบาทสักหน่อย
ถ้านางทำตามพล็อตของซูลั่ว เขาคงจะอารมณ์ดีขึ้นบ้าง
และจะได้เลิกบ่นในไดอารี่สักทีว่านางชอบทำพล็อตเรื่องพัง
.......
ท่านเจ้าเมืองกล่าวต่อ "ไม่มีใครรู้มาก่อนว่ามีถ้ำที่เต็มไปด้วยไข่แมลงซ่อนอยู่ในป่า หากไข่พวกนี้ฟักออกมาและบุกเข้าสู่เมืองชิวเฟิง มันคงไม่ต่างอะไรกับหายนะฝูงตั๊กแตน หากโชคร้าย เมืองชิวเฟิงทั้งเมืองอาจถึงคราวพินาศ"
"แต่ไม่ต้องกังวล ตอนนี้เราพบมันแล้วและได้กำจัดไข่ทั้งหมดจนไม่เหลือซาก แต่พวกเจ้าจงจำไว้... หลินซวนคือผู้ที่ช่วยเมืองชิวเฟิงของพวกเราให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ"
"หลินซวนคือวีรบุรุษของเมืองชิวเฟิง!"
ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่ว เมืองชิวเฟิงที่สงบสุขมานาน จู่ๆ ก็ได้ยินว่าเกือบจะถูกทำลาย ไม่มีใครอยากจะเชื่อ
แต่เมื่อออกจากปากเจ้าเมือง อย่างน้อยครึ่งหนึ่งย่อมเป็นความจริง
"หลินซวน!"
มีใครบางคนเริ่มตะโกนขึ้น แล้วคนอื่นๆ ก็เริ่มตะโกนตาม
"หลินซวน!"
"หลินซวน!"
"หลินซวน!"
ทั่วทั้งเมืองชิวเฟิงต่างกู่ร้องเรียกชื่อหลินซวน
และในเวลานี้ หลินซวนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ ได้รับทั้งชื่อเสียงและรางวัลอันดับหนึ่ง
ซูลั่วเห็นว่าพล็อตเรื่องดำเนินมาจนจบช่วงนี้แล้ว จึงปลีกตัวออกมา
แม้จะไม่รู้เหตุผลที่หลี่ซืออี๋มอบเครดิตให้ แต่ในฐานะพระเอก หลินซวนสมควรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
เมื่อเห็นซูลั่วเดินจากไป หลี่ซืออี๋ก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ แอบเดินตามเขาไปเงียบๆ