เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ผู้เปราะบางที่พ่ายแพ้ในหมัดเดียว

บทที่ 11 ผู้เปราะบางที่พ่ายแพ้ในหมัดเดียว

บทที่ 11 ผู้เปราะบางที่พ่ายแพ้ในหมัดเดียว


บทที่ 11 ผู้เปราะบางที่พ่ายแพ้ในหมัดเดียว

ในฐานะตัวเอกของเรื่อง หลินซวนย่อมแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นในระดับเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

ร่างของหลินซวนพริ้วไหวไปตามแนวป่า ความเร็วของเขาทิ้งห่างฝูงชนไปในชั่วพริบตา เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนตาค้าง เดิมทีพวกเขาคิดว่าหลินซวนจะบ้าบิ่นพอที่จะต่อกรกับคนกว่าสามสิบคนด้วยตัวคนเดียว

ใครจะคาดคิดว่าหลินซวนจะหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปดื้อๆ แต่ครั้นจะให้พวกเขายอมแพ้ตอนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ จึงได้แต่วิ่งพล่านค้นหาตัวเขาไปทั่วราวกับแมลงวันไร้หัว

ทว่าหลินซวนไม่ได้หนีเตลิดไปไกล เขาเพียงแค่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเพื่อรอจังหวะลอบโจมตี

การจัดการกับเหล่าคุณชายที่ไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้ในป่าเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ

แน่นอนว่าไม่มีใครถึงแก่ชีวิต อย่างมากก็แค่สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวไปชั่วคราว เพราะอย่างไรเสีย ก็ยังมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาจากมุมมืด

ในขณะที่ซูลั่วและพรรคพวกกำลังค้นหา ผู้คนก็ทยอยถูกลอบโจมตีและร่วงลงไปทีละคน

ทุกคนเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและเริ่มเกาะกลุ่มกันแน่นหนาขึ้น หลินซวนจึงหยุดการโจมตีชั่วคราว หากพูดถึงความอดทน เขามีให้อย่างเหลือเฟือ แต่สำหรับฝ่ายตรงข้าม การต้องตื่นตัวระวังภัยตลอดเวลานั้นบั่นทอนพลังงานอย่างมหาศาล

"บัดซบ! มันหนีไปแล้วแน่ๆ" ชายคนหนึ่งเตะต้นไม้อย่างหัวเสีย

"ข้าอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาต่างหาก" หลินซวนโผล่มาด้านหลังชายคนนั้นอย่างเงียบเชียบ พร้อมกระซิบแผ่วเบา

จากนั้น... ลอบสังหาร!

และมันก็สำเร็จ

หนึ่งการโจมตี แล้วถอยฉากทันทีโดยไม่มีความลังเล ขอเพียงมีใครเผลอเรอแม้เพียงนิด หลินซวนก็จะโผล่ออกมาเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ ราวกับว่าผู้ล่าไม่ใช่กลุ่มของซูลั่ว แต่เป็นหลินซวนต่างหาก

แม้ผู้คนจะถูกจัดการไปเรื่อยๆ แต่สถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่อาจดำเนินไปได้ตลอด

"เร็วเข้า! ข้าตัดกำลังมันได้แล้ว" ใครคนหนึ่งสวนกลับในจังหวะที่ถูกลอบโจมตี ทำให้หลินซวนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

เมื่อเห็นคนหลายคนเริ่มโอบล้อมเข้ามา หลินซวนจึงรีบตีฝ่าวงล้อมและหายลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง ทิ้งให้เหล่าคุณชายได้แต่มองหน้ากันด้วยความเจ็บใจ

ในป่าทึบเช่นนี้ กลุ่มคุณชายเหล่านี้ไม่อาจยืนระยะได้นาน จากกลางวันจวบจนค่ำมืด ผู้คนกว่าสามสิบชีวิต เหลือเพียงซูลั่ว หวังโม่ และยอดฝีมือรุ่นเยาว์อีกสิบกว่าคนที่พอจะมีฝีมือหลงเหลืออยู่

เมื่อเห็นดังนั้น หลินซวนจึงเดินออกมาปรากฏตัวอย่างเปิดเผย

"ไม่ซ่อนแล้วหรือ?" ซูลั่วเอ่ยถาม

"ข้าคิดว่าไม่จำเป็นแล้ว จัดการพวกเจ้าแค่ไม่กี่คน เท่านี้ก็เพียงพอ"

"งั้นก็เข้ามา"

"ย่อมได้"

ทันทีที่กำลังจะเริ่มปะทะ ผู้คนกลุ่มหนึ่งก็มาถึง

พวกเขาคือเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ถูกเล่นงานจนบาดเจ็บไปก่อนหน้านี้ ด้วยความเจ็บใจและไม่ยอมแพ้ พวกเขาจึงให้ผู้ติดตามตระกูลที่คอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ ช่วยพากลับมา อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังมีอภิสิทธิ์เช่นนี้อยู่

แม้จะร่วมต่อสู้ไม่ได้ แต่พวกเขาก็ยืนกรานที่จะมาดูหลินซวนถูกอัดจนต้องคลานหาฟันบนพื้น หรืออย่างน้อยก็ขอมาเป็นกองเชียร์ก็ยังดี

"นอกจากลอบกัดแล้ว เจ้าทำอะไรเป็นบ้าง ไอ้คนต่ำช้า"

"เป็นลูกผู้ชายหน่อยไม่ได้หรือไง มาสู้กันซึ่งๆ หน้าสิ!"

"ในเมื่อกล้าโผล่หัวออกมาแล้ว ถ้าแน่จริงก็อย่าหนีนะโว้ย!"

หลินซวนยิ้มมุมปาก "ข้าออกมาแล้ว ย่อมไม่หนีไปไหน บอกตามตรงนะ พวกเจ้าน่ะ... อ่อนแอจริงๆ"

"เจ้า!"

คุณชายเลือดร้อนบางคนโกรธจัดจนอาการบาดเจ็บกำเริบ ชี้หน้าหลินซวนด้วยความคับแค้นจนพูดไม่ออก แต่เพื่อรักษาหน้าตา พวกเขาจำต้องหาเรื่องข่มขวัญ

"ฮึ! เจ้าคงไม่รู้สินะว่าพี่ซูทะลวงเข้าสู่ ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลาย แล้ว กลัวจนหัวหดเลยล่ะสิ"

"โอ้? ถึงช่วงปลายแล้วรึ" เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลินซวนคาดไม่ถึงจริงๆ ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ความเร็วในการเลื่อนระดับของอีกฝ่ายกลับเร็วกว่าเขาเสียอีก

"ถูกต้อง ข้ากินยาเพิ่มพลังปราณมาน่ะ" ซูลั่วยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงฉากบังหน้า เพราะเขาบรรลุขั้นสร้างรากฐานไปนานแล้ว

"ข้าเกือบจะประเมินเจ้าต่ำไป แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังมั่นใจอยู่ดี"

"พูดมากน่า ลงมือสิวะ"

"เอาเลยพี่ซูลั่ว! ระบายความแค้นแทนพวกเราที!"

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องจัดฉากให้กลุ่มคนเจ็บพวกนี้กลับมาด้วย แน่นอนว่า... หากการโชว์ออฟไร้ซึ่งผู้ชม มันย่อมไร้ความหมาย

ในเวลานี้ หลินซวนกำลังจะเริ่มท้าทายผู้ที่มีระดับพลังเหนือกว่าอีกครั้ง

และทุกคนก็เตรียมตัวที่จะสูดหายใจเข้าด้วยความตกตะลึงอีกรอบ

"ถ้าเจ้าไม่เข้ามา งั้นข้าจะเข้าไปเอง"

เมื่อเห็นหลินซวนยังนิ่งเฉย ซูลั่วจึงเป็นฝ่ายชิงลงมือ หมัดธรรมดาๆ หมัดหนึ่งถูกส่งออกไป หลินซวนหลบได้อย่างง่ายดาย แต่วินาทีถัดมา หมัดอีกข้างก็พุ่งตามมาติดๆ

หลินซวนเอียงหน้าหลบได้อย่างหวุดหวิด แต่หมัดที่สามก็ตามมาอีก

ในนาทีวิกฤต หลินซวนระเบิดพลังสวนกลับทันทีด้วยหมัดขวา มันปะทะเข้ากับหมัดของซูลั่ว

ไม่ได้เกิดแรงปะทะที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นแต่อย่างใด หมัดของซูลั่วถูกดีดกลับ พลังหมัดของหลินซวนที่ไม่ได้ลดทอนลงกลับพุ่งแรงขึ้น กระแทกเข้ากลางลำตัวของซูลั่วอย่างจัง

ร่างของซูลั่วหมุนคว้างกลางอากาศ 360 องศา ก่อนจะกระเด็นไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

"เอาเลยพี่ซูลั่ว..."

เสียงเชียร์ของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ยังค้างอยู่ที่ปาก แต่การต่อสู้กลับจบลงในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัด

โดนหมัดเดียวจอด... นี่มันอ่อนแอกว่าพวกเราอีกไม่ใช่เรอะ?

แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ทำได้เพียงบ่นอยู่ในใจ

"ลุกขึ้นสิพี่ซู!"

"ท่านทำได้น่า!"

"ท่านจะล้มไม่ได้นะ ท่านคือความหวังของพวกเรา!"

ทว่าไม่ว่าพวกเขาจะตะโกนเรียกอย่างไร ร่างของซูลั่วยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง

ไร้สาระ จะพยายามไปทำไม แค่เล่นละครให้จบๆ ก็พอแล้ว

หลินซวนเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ คนระดับขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลายอย่างซูลั่ว ไม่มีทางที่จะถูกน็อคด้วยหมัดเมื่อครู่ของเขาได้อย่างแน่นอน

"เจ้าหมายความว่ายังไง?"

ซูลั่วไม่ตอบสนอง

(สถานะ: นอนแผ่หลา)

หลินซวนยังลังเลว่าจะเข้าไปซ้ำดีหรือไม่ แต่การโจมตีคนที่ "หมดสภาพการต่อสู้" ดูจะไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องนัก

"พวกเจ้าเองก็ไม่ได้มีดีอะไรเหมือนกัน"

หลินซวนหันกลับมาเย้ยหยันกลุ่มคุณชายที่เหลือ แม้จะเหนื่อยล้าจากการต่อสู้มาทั้งวัน แต่ถ้าไม่ได้โชว์เหนือ วันนี้คงไร้ความหมาย เขาจึงฝืนปลุกใจตัวเองแล้วเริ่มยั่วยุต่อ

"เมื่อกี้ยังปากดีกันอยู่เลย ตอนนี้เงียบกริบ เก่งแต่ปากนี่หว่า"

หวังโม่เองก็พูดไม่ออก เขาไม่คิดเลยว่าซูลั่วจะร่วงเร็วขนาดนี้ แต่ในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกโล่งอก เมื่อซูลั่วไร้น้ำยาเช่นนี้ ตระกูลซูคงยากที่จะมีอำนาจในเมืองชิวเฟิงในอนาคต

เพียงแต่ตอนนี้ ภาระทั้งหมดตกมาอยู่ที่บ่าของหวังโม่ ในฐานะผู้ที่มีพลังและสถานะสูงสุดในกลุ่มรองจากซูลั่ว

"เก่งไม่เก่ง เดี๋ยวก็รู้... พวกเรา รุมมันพร้อมกัน!"

หวังโม่ต่างจากซูลั่ว เขาหน้าหนาพอที่จะพูดคำว่า "รุม" ออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

คนอื่นๆ ต่างรอจังหวะนี้มานาน จึงกรูกันเข้าไปล้อมกรอบหลินซวนอีกครั้งกว่าสิบคน

ทว่าคราวนี้ หลินซวนไม่หลบหนีอีกต่อไป เขาเลือกที่จะรับมือกับคนนับสิบตรงๆ

หวังโม่นั้นฉลาดเป็นกรด ในการต่อสู้เขาแทบจะไม่ปะทะกับหลินซวนโดยตรง แต่คอยสนับสนุนจากด้านข้างและลอบโจมตีจากด้านหลัง ทันทีที่หลินซวนเริ่มล้า หวังโม่ก็จะซัดพลังใส่แล้วถอยฉากทันที

สร้างแรงกดดันให้หลินซวนอย่างมหาศาล

แม้หลินซวนจะเป็นพระเอก แต่ในเวลานี้เขาก็เริ่มตึงมือและมีบาดแผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่เขาราวกับมีพลังกายที่ใช้ไม่หมดสิ้น มักจะระเบิดพลังออกมาได้ในจังหวะสำคัญจนไม่เพลี่ยงพล้ำ

หวังโม่มองดูหลินซวนที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด เขาไม่รีบร้อน รักษาจังหวะและประสานงานกับคนรอบข้าง หวังโม่มั่นใจว่าการโจมตีแบบตอดเล็กตอดน้อยนี้จะบดขยี้หลินซวนจนตายได้ในที่สุด

น่าเสียดาย หากเป็นคนธรรมดา แผนของหวังโม่คงสำเร็จไปแล้ว

แต่หลินซวนไม่ใช่คนธรรมดา

แม้จะตกเป็นรอง เขากลับยิ้มออกมา คนอื่นๆ ต่างตกตะลึง มันยิ้มบ้าอะไรในสถานการณ์แบบนี้?

มุมปากของหลินซวนโค้งขึ้น "ขอบใจพวกเจ้ามาก ได้เวลาแล้ว"

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตวาดก้อง "ทำลาย!"

ทันใดนั้น ร่างกายของหลินซวนก็เหมือนได้เกิดใหม่ กลิ่นอายพลังพุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องอย่างบ้าคลั่ง

"ขอบคุณพวกเจ้าจริงๆ ฮ่าๆๆ ข้าทะลวงขั้นได้แล้ว!"

ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลาย

นี่คือแผนที่หลินซวนวางไว้แต่แรก การออกมาสู้เพื่อให้ทุกคนรุมกินโต๊ะ เป็นการกดดันขีดจำกัดตัวเองเพื่อทะลวงคอขวด ไม่อย่างนั้นเขาจะออกมาให้เจ็บตัวเล่นทำไม?

ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจ ไม่อยากจะเชื่อสายตา ตัวเองกำลังจะชนะอยู่รอมร่อ ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงเลื่อนขั้นได้?

มีที่ไหน! ใครเขาเลื่อนขั้นกันระหว่างสู้!

หลินซวนได้สอนบทเรียนให้เหล่าคุณชายได้รู้ซึ้ง ว่าการทะลวงขั้นของ อัจฉริยะ นั้นยึดถือหลักการที่ว่า จะทะลวงที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ตัวประกอบเบื้องหน้าจะเข้าใจได้

หลินซวนหัวเราะร่าอย่างปิดไม่มิด และเขาก็ไม่คิดจะปิดบัง

"เพื่อเป็นการขอบคุณ... พวกเจ้าก็ทนมือทนเท้าข้าให้ได้นานหน่อยแล้วกัน!"

หลินซวนเริ่มเปิดฉากสวนกลับ หลังจากการเลื่อนขั้น เขาเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจในทักษะยุทธ์และพลังที่เพิ่มพูน เขาพุ่งเข้าใส่ดงศัตรูอย่างบ้าดีเดือด ไม่มีใครหยุดเขาได้

สถานการณ์พลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ภาพที่เห็นตอนนี้ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ล้อมหลินซวน แต่กลายเป็นหลินซวนคนเดียวที่กำลังไล่ต้อนคนกลุ่มใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบการต่อสู้ของหลินซวนก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นความคล่องตัว หลบหลีกแล้วสวนกลับ ตอนนี้เขากลับพุ่งชนดะ เห็นใครขวางหน้าก็ซัดไม่เลี้ยง แม้แต่การโจมตีที่หลบได้ เขาก็เลือกที่จะรับไว้ตรงๆ แล้วสวนกลับด้วยแรงที่มากกว่า

ใครจะไปต้านทานไหว?

ฝ่ายที่มีคนมากกว่ากลับถูกข่มขวัญด้วยกลิ่นอายของหลินซวนจนเสียขบวน หวังโม่เห็นท่าไม่ดีจึงต้องรีบประเมินสถานการณ์ เขาได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็วว่า ด้วยกำลังคนที่เหลืออยู่ตอนนี้ ไม่มีทางเอาชนะได้อีกแล้ว

ดังนั้น หลังจากรับหมัดของหลินซวนแทนเพื่อนร่วมทีม หวังโม่ก็เซถอยหลัง บ้วนเลือดออกมาเล็กน้อยที่มุมปาก แล้วทิ้งตัวลงราวกับหุ่นเชิดสายป่านขาด หมดสภาพที่จะลุกขึ้นมาอีก

หวังโม่ชื่นชอบประโยคที่ว่า ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน

และบังเอิญเหลือเกิน ที่เขาล้มลงข้างๆ ซูลั่วพอดี

ซูลั่วถึงกับพูดไม่ออก ด้วยสายตาของเขา ย่อมมองการแสดงของหวังโม่ได้ทะลุปรุโปร่ง

ชัดเจนว่ายังสู้ไหว แต่แกล้งล้ม

ข้า ซูลั่ว เกลียดคนประเภทนี้ที่สุด

"เจ้ายอมแพ้แค่นี้หรือ?"

หือ?

หวังโม่มึนงงไปชั่วขณะ ไม่เข้าใจว่าซูลั่วหมายความว่าอย่างไร และทำไมซูลั่วถึงพูดได้ ไม่ใช่ว่าสลบไปแล้วหรือ?

เขาตระหนักได้ทันทีว่า ซูลั่วเองก็แกล้งสลบเหมือนกับเขา!

วินาทีนั้น มุมมองที่หวังโม่มีต่อซูลั่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเริ่มระแวดระวังชายผู้นี้มากขึ้น เพราะเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าซูลั่วผู้เย่อหยิ่งจะรู้จักการแกล้งตาย

ตามความเข้าใจของเขา นอกจากตอนคลั่งรักหลี่ซืออี๋ที่ดูไม่ปกติแล้ว ซูลั่วมักจะคิดแต่เรื่องโอ้อวด และมีความหยิ่งยโสในแบบฉบับของคุณชายเจ้าสำราญ การแกล้งสลบไม่ใช่สิ่งที่ซูลั่วจะทำ

"ข้าถามว่า เจ้ายอมแพ้ทั้งอย่างนี้หรือ?"

"แล้วจะให้ทำไง สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้" หวังโม่จับจ้องซูลั่ว พยายามอ่านความคิด

"เจ้ายังไม่ได้เอาจริงเลยนี่นา?"

"ถึงเอาจริงไปก็ไม่ช่วยอะไร"

"ไม่ช่วยให้ชนะ แต่ช่วยเจ้าได้มหาศาลเลยล่ะ"

"...ยังไง?" หวังโม่ไม่เห็นว่าการโดนอัดจะช่วยอะไรเขาได้

"ลองคิดดูสิ คนที่อยู่ที่นี่คือใคร? พวกเขาคืออนาคตของเมืองชิวเฟิง"

"แล้ว?"

"เจ้าไม่เห็นสายตาพวกเขาหรือ? สายตาที่อยากจะอัดหลินซวน อยากเอาชนะมัน ถ้าเจ้าสู้จนถึงที่สุดในตอนนี้ เจ้าจะได้ใจพวกเขาไปครองเต็มๆ... อ่า ไม่สิ ต้องเรียกว่าความเลื่อมใสศรัทธา"

"ก็อาจจะ แต่ถึงข้าไม่ทำ พวกเขาก็เลื่อมใสข้าอยู่แล้ว" ท้ายที่สุด ในเมืองชิวเฟิง ใครบ้างจะไม่เกรงใจตำแหน่งผู้นำตระกูลหวังที่อายุน้อยที่สุด

"นั่นมันของปลอม เจ้ารู้ดี พวกเขาแค่นับถือเจ้าแค่เปลือกนอก ลองเปรียบเทียบดูสิ พวกเขาชอบอยู่กับข้า หรืออยู่กับเจ้ามากกว่ากัน?"

คำถามนี้ทำให้หวังโม่เงียบไป เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นเยาว์ในเมืองชิวเฟิงกับซูลั่วนั้นดีกว่าเขามาก เพราะซูลั่วชอบเที่ยวเตร่ เฮฮา และใจป้ำกับพรรคพวก

ต่างจากหวังโม่ที่พอขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ก็เริ่มมีช่องว่างกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ภารกิจรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาไปสังสรรค์

เมื่อเห็นหวังโม่เริ่มคล้อยตาม ซูลั่วจึงรุกต่อ "เจ้ารู้ใช่ไหมว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ตอนนี้ทุกคนต่างเกลียดคนคนเดียวกัน และคนที่พวกเขาจะเกลียดพร้อมกันคนถัดไป อาจต้องรอนานเลยทีเดียว"

"โอกาส... ต้องรีบคว้านะ"

หวังโม่เริ่มหวั่นไหว แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดได้ "แล้วทำไมเจ้าไม่ไปเองล่ะ?"

ซูลั่วถอนหายใจมองฟ้า "ข้า ซูซู... แค่อยากนอนเฉยๆ"

หวังโม่: ?

"ถ้าเจ้าไม่ไปตอนนี้ คนอื่นจะถูกเก็บหมดแล้วนะ"

หลินซวนยังคงบ้าคลั่ง การชนะเป็นเรื่องแน่นอน อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว หวังโม่กัดฟันแน่น จริงอย่างที่ซูลั่วว่า โอกาสที่จะได้แสดงบทบาทฮีโร่แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

แม้จะไม่ชนะหลินซวน แต่การยืนหยัดเป็นคนสุดท้าย... ไม่มีปัญหา

โอกาสต้องรีบคว้า

หวังโม่ลุกขึ้นยืน เขาตัดสินใจแล้ว ครั้งนี้เขาจะทุ่มสุดตัว

"เอาเลย เพื่อนฝูงกำลังรอเจ้าอยู่"

"ไม่ต้องมาสั่งข้า!"

หวังโม่กระโจนเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง คราวนี้เขาเข้าปะทะแบบซึ่งๆ หน้า หวังโม่ในโหมดเอาจริงสร้างแรงกดดันให้หลินซวนได้อีกครั้ง

แต่ ณ เวลานี้ สภาพจิตใจของหลินซวนกำลังพุ่งถึงขีดสุด ยิ่งศัตรูแกร่ง เขายิ่งตื่นเต้น

ต้นไม้ในป่าหักโค่นระเนระนาด การต่อสู้ดำเนินต่อไป

หลินซวนสมกับเป็นพระเอก พรสวรรค์ด้านการต่อสู้ระดับยอดเยี่ยม นอกจากหวังโม่แล้ว อัจฉริยะคนอื่นๆ ล้วนลงไปกองกับพื้นหมดแล้ว

ในการดวลเดี่ยว หลินซวนและหวังโม่ต่างใช้สัญชาตญาณดิบเถื่อนเข้าห้ำหั่น สู้ระยะประชิด หมัดแลกหมัด ไม่มีการหลบหลีก มีเพียงการเหวี่ยงหมัดที่รุนแรงที่สุดใส่กัน วัดกันว่าใครจะร่วงก่อน

หวังโม่คิดว่า ไหนๆ ก็จะสร้างภาพลักษณ์แล้ว ก็ต้องเอาให้สุด การดวลหมัดเปล่าๆ นี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ลูกผู้ชาย

ผลลัพธ์นั้นชัดเจน คนหนุ่มสาวรอบข้างต่างโห่ร้องเชียร์พวกเขาด้วยความฮึกเหิม ความเลื่อมใสศรัทธาเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน

และซูลั่ว... ก็ยิ้มออกมา

ดี! ดีมาก! นั่นแหละ! สู้กันเข้าไป อัดกันให้ยับจนแม่จำหน้าไม่ได้!

การที่ซูลั่วยุให้หวังโม่สู้ ไม่ได้หวังดีอะไรทั้งนั้น และไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งใดๆ

เขาแค่อยากเห็นหวังโม่โดนตีน

ข้าขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ข้าไม่เคยพูดประโยคที่ว่า 'ตัวร้ายทำไมต้องลำบากตัวร้ายด้วยกันเอง'

คนละชั้นกันโว้ย มานอนที่เดียวกับข้าได้ยังไง

ซูลั่วนอนดูหลินซวนและคนอื่นๆ อัดกันอย่างสบายใจเฉิบ ผลลัพธ์ช่างน่าพึงพอใจ หวังโม่หมดสภาพความเป็นหนุ่มหล่อ จมูกช้ำ ตาบวม ใบหน้าเสียโฉมยับเยิน

นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ

【คำเตือน! คำเตือน! ชีวิตของหลี่ซืออี๋กำลังถูกคุกคามจากสัตว์อสูร เธออาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ】

【หากหลี่ซืออี๋เสียชีวิต จะส่งผลกระทบต่อเนื้อเรื่องหลังจากนี้ จนนำไปสู่ความล้มเหลวของภารกิจ โปรดระวัง】

เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น เนื้อหาสำคัญจนทำเอาซูลั่วแทบกระโดดตัวลอย แต่โชคดีที่จิตใจเขาแข็งแกร่งพอจึงเก็บอาการไว้ได้

ซูลั่วขมวดคิ้ว

ทำไมต้องเป็นเธออีกแล้ว!

จะออกนอกบทไปถึงไหน? ทำตัวปกติหน่อยไม่ได้หรือไง? ในป่านี้จะมีสัตว์อสูรที่ไหนมาทำอันตรายเธอได้อีก?

ซูลั่วพูดไม่ออก ป่าแถบนี้ถูกกวาดล้างจนสัตว์อสูรเก่งๆ แทบไม่เหลือซาก

ข้ากำลังแสดงละคร แล้วหลี่ซืออี๋ก็กำลังแสดงด้วยหรือเปล่า?

ไม่อย่างนั้นเธอจะไปเจอกับสัตว์อสูรอันตรายได้ยังไง... เดี๋ยวสิ หรือจะเป็นตัวนั้น?

ซูลั่วนึกขึ้นได้ สัตว์อสูรที่เฝ้าถ้ำไข่แมลง มีเพียงเจ้านั่นที่คุกคามหลี่ซืออี๋ได้

แต่เธอไปที่นั่นได้ยังไง?

หลินซวนยังอยู่ที่นี่ เขายังไปไม่ถึงจุดนั้นเลย แต่หลี่ซืออี๋กลับไปถึงแล้ว? ครั้งก่อนที่หน้าผาก็ทีนึงแล้ว

ครั้งนี้เอาอีกแล้วเหรอ?

ครั้งเดียวอาจเป็นอุบัติเหตุ แต่สองครั้งนี่ชักจะไม่ใช่ หลี่ซืออี๋ต้องมีปัญหาแน่ๆ

เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองคือตัวแปร แต่ไม่นึกว่าหลี่ซืออี๋ก็จะเป็นตัวแปรด้วย นี่มันยุ่งเหยิงไปกันใหญ่

หลายครั้งก่อนหน้านี้ หลี่ซืออี๋ไม่ได้ฉีกบทไปมากนัก แต่รอบล่าสุดนี้เธอออกทะเลจนเขากู่ไม่กลับ นี่ถ้าไม่ได้กำลังปั่นหัวข้าเล่น ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

แต่ไม่มีทางเลือก เขาต้องไปช่วยเธอ เพื่อความสำเร็จของภารกิจ

ซูลั่วถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วลุกขึ้นยืน

ปัดฝุ่น แล้วเดินจากไป

การกระทำทั้งหมดช่างลื่นไหลและแนบเนียนเหลือเกิน

จบบทที่ บทที่ 11 ผู้เปราะบางที่พ่ายแพ้ในหมัดเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว