- หน้าแรก
- ไดอารี่ของวายร้าย ทำไมเหมือนพวกนายรวมหัวกันแกงผมซะงั้น
- บทที่ 12 เจ้าไม่ใช่หลี่ซืออี๋ที่ข้ารู้จัก
บทที่ 12 เจ้าไม่ใช่หลี่ซืออี๋ที่ข้ารู้จัก
บทที่ 12 เจ้าไม่ใช่หลี่ซืออี๋ที่ข้ารู้จัก
บทที่ 12 เจ้าไม่ใช่หลี่ซืออี๋ที่ข้ารู้จัก
"พวกเจ้ายังห่างชั้นนัก"
การโจมตีครั้งสุดท้ายของหลินซวนส่งให้หวังโม่ลงไปนอนหมดสติ
ทว่าสภาพของเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก ร่างกายโอนเอนโงนเงนแทบยืนไม่อยู่ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยออกไป
"น่าขายหน้าจริง คนตั้งมากมายแต่กลับไม่มีใครสู้ได้สักคน"
"ข้าแค่ออกแรงนิดหน่อย พวกเจ้าก็หมอบกันหมดแล้ว"
"จำไว้ วันหน้าหากเจอข้า ให้เดินอ้อมไปไกลๆ ไม่งั้นเจอหนึ่งครั้ง ข้าจะซัดให้ร่วงหนึ่งครั้ง"
เดิมทีหลินซวนอยากจะพูดถากถางให้มากกว่านี้ แต่สังขารในตอนนี้ย่ำแย่เกินทน หากเป็นลมล้มพับไปตรงนี้ มีหวังได้กลายเป็นลูกไก่ในกำมือของพวกมันแน่
ในเนื้อเรื่องเดิม หลินซวนสามารถเดินจากไปได้อย่างสบายๆ หลังจากอัดเหล่าคุณชายและเยาะเย้ยจนหนำใจ แต่การที่มีหวังโม่เข้ามาแทรกแซง ทำให้หลินซวนต้องตึงมือจนแทบเอาตัวไม่รอด
จู่ๆ ก็มีเสียงใครบางคนตะโกนขึ้น "พี่ซูลั่วหายไปไหน?"
หลินซวนสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินชื่อนี้ นึกว่าซูลั่วลุกขึ้นมาสู้ต่อ ในสภาพตอนนี้เขาไม่มีแรงเหลือพอจะสู้กับใครอีกแล้ว
หลินซวนหันขวับไปมองยังจุดที่ซูลั่วเคยล้มลง แต่กลับว่างเปล่า ไร้เงาของซูลั่ว
เขารีบกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อระวังการลอบกัด เขาใช้วิธีลอบกัดคนอื่นมาทั้งวัน ย่อมรู้ดีว่ามันน่ากลัวเพียงใด
ทว่าก็ยังคงว่างเปล่า ไม่ว่าจะมองหาอย่างไรก็ไม่พบซูลั่ว
หายไปไหน?
ไม่ใช่แค่หลินซวนที่มึนงง คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เมื่อครู่ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ จึงไม่มีใครทันสังเกตซูลั่ว
หรือว่าหนีไปแล้ว?
ชั่วขณะหนึ่ง เหล่าคุณชายที่ยังพอมีสติอยู่เริ่มรู้สึกไม่พอใจ หวังโม่สู้ยิบตาจนวินาทีสุดท้าย แต่ซูลั่วนอกจากจะเป็นคนแรกที่ร่วงแล้ว ยังแอบหนีไปอีก?
ช่างไร้น้ำยาจริงๆ! ต่อให้รู้ว่าเจ้ามันไม่ได้เรื่อง แต่ก็ไม่ควรทิ้งพวกเราแล้วหนีเอาตัวรอดไม่ใช่หรือ?
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้หลินซวนสภาพย่ำแย่ พวกเราอาจต้องโดนยำตีนอีกรอบ
เจ้าซูลั่ว... หนีไปเพราะไม่อยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเรางั้นรึ?
คนแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน เสียแรงที่พวกเราอุตส่าห์ประจบสอพลอแทบตาย
แน่นอนว่าคำบ่นเหล่านี้ทำได้เพียงก่นด่าอยู่ในใจ เหล่าคุณชายยังไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ
แต่หลินซวนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล ขณะที่เดินจากไป เขาพึมพำกับตัวเอง
"ผู้อาวุโสเหยียน ท่านรู้หรือไม่ว่าซูลั่วจากไปตอนไหน?"
ผู้อาวุโสเหยียนคือดวงจิตชราที่สถิตอยู่ในแหวนของหลินซวน ผู้รอบรู้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เชี่ยวชาญทั้งการต่อสู้ การปรุงยา การสร้างศาสตรา และค่ายกล
"เมื่อครู่นี้เอง ตอนที่เจ้ากับหวังโม่กำลังจะตัดสินแพ้ชนะ" ผู้อาวุโสเหยียนกล่าวเสริม "เขาไปเร็วมาก ดูจากท่าร่างแล้ว เขาซ่อนฝีมือมาตลอด"
"เป็นอย่างที่คิดจริงๆ" ความรู้สึกตงิดใจก่อนหน้านี้ของหลินซวนไม่ได้ผิดเพี้ยน "ผู้อาวุโสเหยียน ท่านคิดเห็นอย่างไรกับคนผู้นี้?"
"เด็กคนนี้... ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเลย"
"ประเมินไว้สูงขนาดนั้นเชียว?"
หลินซวนสูดหายใจเข้าลึก ไม่เคยมีคนรุ่นเดียวกันคนไหนได้รับคำชมจากผู้อาวุโสเหยียนมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่หลี่ซืออี๋ก็ยังไม่อยู่ในสายตาของท่านผู้เฒ่า
...
ภายในถ้ำใต้ดินอันลึกลับ
หลี่ซืออี๋กระอักเลือดออกมา ใบหน้าซีดเผือด กระบี่ในมือปรากฏรอยร้าวแตกแขนง
เบื้องหน้าของนางคือปีศาจพยัคฆ์ร่างสีขาวสูงสามเมตร หัวเป็นเสือแต่ลำตัวเป็นมนุษย์ ยืนด้วยสองขา มันกำลังเลียกรงเล็บแหลมคมพร้อมกับแสยะยิ้มราวกับมนุษย์
"บอกข้ามา เจ้าเจอที่นี่ได้ยังไง?"
ปีศาจพยัคฆ์จำต้องให้ความสำคัญกับคำถามนี้ เพราะแผนการยึดครองเมืองชิวเฟิงกำลังใกล้เข้ามาทุกทีและจะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้
แม้ปีศาจแมลงที่ฟักจากไข่เหล่านี้จะอ่อนแอ แต่พวกมันมีจำนวนมหาศาลและสามารถแก้ปัญหาได้หลายอย่าง โดยเฉพาะพวกมนุษย์ที่ชอบปกป้องพวกพ้อง ยิ่งต้องปกป้องชาวบ้านธรรมดา จุดอ่อนก็ยิ่งเปิดเผยออกมาให้เห็นเพียบ
การยึดครองเมืองชิวเฟิงย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
แต่ถ้าเกิดปัญหาขึ้นกับไข่แมลงพวกนี้ ปีศาจพยัคฆ์คงถูก 'แม่ทัพเขาดำ' กลืนกินทั้งเป็น
เมื่อเดิมพันด้วยชีวิต มันจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
มือของหลี่ซืออี๋สั่นระริก นี่เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสความตายใกล้ชิดถึงเพียงนี้ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังมีศักดิ์ศรี
"เจ้าร้อนรนหรือ?"
"ข้าเปล่า!" ปีศาจพยัคฆ์ปฏิเสธทันควัน แต่พอรู้ตัวว่าน้ำเสียงพิรุธ จึงรีบข่มขู่กลับ "เจ้านั่นแหละที่ต้องร้อนรน เพราะคนที่กำลังจะตายคือเจ้า"
"ใช่ แต่ในขณะที่ข้าสิ้นหวัง เจ้าเองก็ต้องสิ้นหวังเช่นกัน ข้าทิ้งจดหมายเอาไว้แล้ว หากข้าไม่ได้กลับไป ความลับของที่นี่จะถูกเปิดโปงต่อเมืองชิวเฟิง ไม่ว่าอย่างไรแผนของเจ้าก็ล้มเหลว"
"แก... แก..." ปีศาจพยัคฆ์โกรธจนพูดไม่ออก พอนึกภาพตอนที่ภารกิจล้มเหลวและถูกแม่ทัพเขาดำฆ่า มันก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวังจริงๆ
"ข้าจะฉีกร่างแกเป็นชิ้นๆ!"
ความอับอายแปรเปลี่ยนเป็นโทสะ ปีศาจพยัคฆ์กระโจนเข้าใส่หลี่ซืออี๋
ในวินาทีนี้ หลี่ซืออี๋ยิ้มอย่างขมขื่น ยอมรับว่าตนเองคำนวณพลาด
หลังจากได้ข้อมูลจากไดอารี่ นางก็รีบสำรวจป่าทันที พื้นที่ทดสอบไม่ได้กว้างใหญ่นัก ด้วยความมุ่งมั่น นางจึงค้นพบถ้ำใต้ดินที่น่าสงสัยนี้จนได้
เพื่อความไม่ประมาท นางพา ผู้อาวุโสสาม ผู้มีพลังระดับสร้างรากฐานช่วงปลายของตระกูลมาด้วย
นางอยู่ระดับสร้างรากฐาน บวกกับผู้อาวุโสสาม จะเป็นรองหลินซวนที่อยู่แค่ระดับรวบรวมลมปราณได้อย่างไร?
เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นหลี่ซืออี๋จึงมั่นใจว่าจะต้องสำเร็จ
แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือปีศาจพยัคฆ์ตนนี้แข็งแกร่งเกินไป
ผู้อาวุโสสามต้านทานได้ไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกปีศาจพยัคฆ์สังหารในพริบตา ด้วยคอมโบต่อเนื่อง ควักหัวใจ ฉีกกระชาก และตบท้ายด้วยลูกเตะหมุนตัว จนร่างอัดก็อปปี้ติดกำแพง อยู่ในสภาพปางตาย
และเหตุผลที่หลี่ซืออี๋ยังมีลมหายใจอยู่ ก็เพียงเพราะปีศาจพยัคฆ์ต้องการรู้ว่าความลับรั่วไหลไปมากน้อยเพียงใด
บทสรุปคือไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่ว่าหลี่ซืออี๋จะตายหรือไม่ ความลับของที่นี่ก็จะรู้ถึงหูคนในเมืองชิวเฟิง
ดังนั้น จิตสังหารของปีศาจพยัคฆ์จึงระเบิดออกมา กรงเล็บมรณะพุ่งตรงไปยังศีรษะของหลี่ซืออี๋
ครั้งนี้... คงไม่มีใครมาช่วยข้าแล้วสินะ
หลี่ซืออี๋อดไม่ได้ที่จะสมเพชตัวเอง เพื่อไขว่คว้าสมบัติที่นี่ นางบอกเพียงผู้อาวุโสสามคนเดียว ไม่มีใครอื่นรู้เรื่องนี้อีก
บางทีนางอาจจะรนหาที่ตายจริงๆ
แต่... แต่ข้าไม่อยากถูกลดค่าเป็นแค่ตัวประกอบนี่นา
หลี่ซืออี๋กระชับกระบี่ในมือแน่น สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ตัวกระบี่เปล่งแสงวูบวาบ แม้กระบี่จะเต็มไปด้วยรอยร้าวที่พร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อ แต่ภายใต้แสงกระบี่นั้น กลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันตราย
"ลมหายใจแห่งวายุคลั่ง"
"แม้ความจริงคือความตาย ข้าก็ไม่เสียใจ นี่คือเส้นทางที่ข้าเลือก"
นี่คือกระบวนท่าจาก 'เพลงดาบกระแสลม' ที่ได้มาจากใต้หน้าผา
ต่างจากกระบวนท่าที่เน้นความสวยงาม ท่านี้บีบอัดปราณกระบี่ให้คมกริบและทรงพลัง เรียบง่าย ไร้ลวดลาย แต่กลับเป็นหนึ่งดาบที่เฉียบคมที่สุด
ชั่วพริบตา กรงเล็บของปีศาจพยัคฆ์ที่หมายจะเด็ดหัวหลี่ซืออี๋ก็ถูกตัดขาดกระเด็น
สิ้นสุดการโจมตี กระบี่ของหลี่ซืออี๋ก็แตกละเอียด นางทรุดฮวบลงกับพื้น หมดสิ้นเรี่ยวแรง
ปีศาจพยัคฆ์กลิ้งไปกับพื้น ร้องโหยหวนเสียงดังลั่น
"อ๊ากกก! เจ็บ! เจ็บเหลือเกิน!"
ทว่าวินาทีถัดมา...
"ล้อเล่นน่ะ"
ปีศาจพยัคฆ์ลุกขึ้นยืนอย่างหน้าตาเฉย พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย และมือที่ขาดไปก็งอกกลับคืนมาใหม่
"น่าสนุกใช่ไหมล่ะ? แต่น่าเสียดายที่เจ้าคงไม่ได้เห็นมันอีกแล้ว จงกลายเป็นปุ๋ยให้ไข่แมลงเสียเถอะ"
ปีศาจพยัคฆ์เตรียมจะปลิดชีพหลี่ซืออี๋ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะหนีหรือรายงานเรื่องนี้กับแม่ทัพเขาดำ
การหนีอาจไม่ตาย แต่ถ้ารายงานไปมีสิทธิ์ตายสูง
เพราะไข่แมลงเป็นส่วนสำคัญของแผนการ การที่ความแตกก่อนเวลาอันควรทำให้แผนล้มเหลว ผลที่ตามมาร้ายแรงยิ่งนัก
เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย จู่ๆ หลี่ซืออี๋ก็อยากจะร้องไห้
นางยิ้มทั้งน้ำตา... สุดท้ายแล้ว นางก็ไม่อยากตายอยู่ดี
ครั้งนี้... เจ้าจะมาช่วยข้าไหมนะ?
แม้จะนอนหมอบอยู่ หลี่ซืออี๋ก็ยังพยายามชี้ด้ามกระบี่ที่หักสะบั้นไปทางปีศาจพยัคฆ์ แต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะกวัดแกว่ง
"ตายซะ!"
กรงเล็บของปีศาจพยัคฆ์ขยายใหญ่ขึ้นฉับพลัน ด้วยพลังระดับนี้ ไม่ใช่แค่รอดหรือไม่ แต่ร่างของนางจะถูกฉีกเป็นกี่ชิ้นต่างหาก
"ไม่นะ!" ผู้อาวุโสสามร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง เขาเฝ้าดูหลี่ซืออี๋เติบโตมากับตา จะให้ทนดูนางตายที่นี่ได้อย่างไร?
แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนเพียงใด ร่างกายก็ไม่ตอบสนอง บาดแผลสาหัสเกินเยียวยา ทำได้เพียงมองดูหลี่ซืออี๋ถูกสังหารต่อหน้าต่อตา!
ตูม!
รอยกรงเล็บขนาดมหึมาประทับลงบนพื้นดิน ด้วยความรุนแรงระดับนี้ ร่างของนางคงไม่ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แต่คงเละเป็นเศษเนื้อบดไปแล้ว
แต่ปีศาจพยัคฆ์กลับรู้สึกผิดปกติ สัมผัสที่มือมันไม่ใช่
มันหันขวับกลับไป จ้องเขม็งไปยังผู้มาเยือนในชุดดำปริศนาที่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
"คิดจะฆ่านาง คงไม่ได้หรอกนะ" เสียงหวานใสของสตรีดังลอดออกมาจากชุดคลุมสีดำ
ซูลั่วในตอนนี้อยู่ในร่างแปลง 'สตรีชุดดำ' พร้อมดัดเสียง
เพื่ออำพรางตัวตน ซูลั่วมักพกชุดคลุมสีดำติดตัวไว้เสมอเผื่อฉุกเฉิน
หลี่ซืออี๋มองดูชุดคลุมสีดำที่คุ้นตา มุมปากยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกปลอดภัยเอ่อล้นในหัวใจ ทำให้นางเผลอไผลขดตัวซุกอยู่ในอ้อมกอดของซูลั่ว
หลี่ซืออี๋เคยมีสภาพเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สภาพเหมือนนกน้อยขี้ตื่นที่ต้องการที่พึ่งพิง!
เจ้าไม่ใช่หลี่ซืออี๋ที่ข้ารู้จักเลยสักนิด!