- หน้าแรก
- ไดอารี่ของวายร้าย ทำไมเหมือนพวกนายรวมหัวกันแกงผมซะงั้น
- บทที่ 10 บททดสอบขนาดย่อม
บทที่ 10 บททดสอบขนาดย่อม
บทที่ 10 บททดสอบขนาดย่อม
บทที่ 10 บททดสอบขนาดย่อม
ณ เมืองวายุสารท ‘ซูเฉิงคง’ ผู้นำตระกูลซูได้เดินทางกลับมาถึงแล้ว
"ลูกพ่อ ได้ยินว่าเจ้าทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นกลางได้แล้วหรือ? ดี! สมกับเป็นลูกของข้าจริงๆ"
ในสายตาของคนภายนอก ซูลั่วเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นกลาง แต่ในความเป็นจริง เขาบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ซูเฉิงคงปิติยินดียิ่งนัก ถึงกับรีบนำโอสถวิเศษที่เตรียมไว้นานแล้วออกมามอบให้
"เอ้านี่ รับ 'โอสถกลั่นลมปราณ' นี้ไป แล้วหมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดี"
"ขอบคุณท่านพ่อขอรับ"
ตามพล็อตเดิม ซูลั่วควรจะทะลวงขั้นกลางได้ด้วยความโศกเศร้าและเคียดแค้นหลังจากถูกปฏิเสธรัก
แต่ในเวลานี้ ตัวเอกอย่างหลินซวนเองก็อยู่ขั้นกลางแล้ว หากซูลั่วยังย่ำอยู่กับที่ ก็คงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะโผล่หน้าไปหาเรื่องได้
ช่องว่างระหว่างระดับพลังมันมีอยู่ คนระดับเดียวกันจะไปสร้างความลำบากให้หลินซวนได้อย่างไร
ดังนั้นนักเขียนจึงต้องอัปแพตช์เสริม โดยให้พ่อของซูลั่วมอบโอสถกลั่นลมปราณให้
เพื่อเป็นการยกระดับพลังของซูลั่วแบบเร่งด่วน
แม้ชื่อ 'โอสถกลั่นลมปราณ' จะดูดาษดื่นไม่น่าเกรงขาม แต่แท้จริงแล้วมันล้ำค่าและมีประโยชน์มหาศาล
มันช่วยให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรได้โดยไร้ผลข้างเคียงใดๆ
หากไม่มีความสามารถหรือเส้นสาย ก็ยากที่จะได้ครอบครอง
และเจ้าโอสถเม็ดนี้ในต้นฉบับ ก็ส่งผลให้ซูลั่วพุ่งทะยานไปถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลาย เกือบจะแตะขั้นสมบูรณ์เลยทีเดียว
สรรพคุณของมันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ ซูลั่วเวอร์ชันอัปเกรดจึงสามารถกลับมาเป็นเป้าให้หลินซวนตบหน้าได้อีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว การตบหน้าข้ามรุ่นสิถึงจะสนุก การตบหน้าคุณชายเสเพลระดับเดียวกันมันน่าเบื่อและไร้ความสำเร็จ
การเลื่อนระดับของพระเอกอาศัยวาสนา ส่วนตัวร้ายอาศัยเส้นสาย ก็สมเหตุสมผลดี
หลังจากได้โอสถมา ซูลั่วไม่ได้คิดจะกินมัน
แม้จะเป็นของดี แต่ตอนนี้เขาอยู่ขั้นสมบูรณ์แล้ว กินไปผลลัพธ์ก็คงลดฮวบ
สู้ไม่กินเสียดีกว่า
เขาจึงแอบมอบมันให้กับคนผ่านทาง แล้วหลอกให้เธอกินเข้าไป
'เสี่ยวอวี้' เด็กกำพร้าที่บังเอิญเดินผ่านมา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร
แต่หลังจากกินของที่พี่ชายแปลกหน้าให้ ร่างกายของเธอก็พลันเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ความหิวโหยที่สั่งสมมานานมลายหายไป ร่างกายรู้สึกสบายตัวและว่านอนสอนง่ายอย่างประหลาด
แบบนี้ เธอคงขึ้นเขาไปหาอาหารได้มากขึ้นใช่ไหมนะ?
พี่ชายแปลกหน้าคนนั้นใจดีจริงๆ
......
【กลางเดือนกันยายน ท้องฟ้ามืดครึ้ม】
【ท่านพ่อกลับมาแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าบททดสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเจ็ดดาราจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า】
【เป็นที่รู้กันดีว่า สามสำนักใหญ่แห่งทวีปใต้คือ สำนักเจ็ดดารา สำนักเทียนกวง และสำนักอวิ๋นเยียน】
【คนปกติทั่วไปย่อมมุ่งหวังเข้ารับการทดสอบจากสามสำนักใหญ่นี้ก่อน หากไม่ผ่านถึงจะค่อยพิจารณาสำนักเล็กอื่นๆ】
【และเมืองวายุสารทก็อยู่ใกล้สำนักเจ็ดดาราที่สุด ดังนั้นการเข้าร่วมทดสอบของสำนักนี้จึงเป็นตัวเลือกแรก】
【แต่ข้าไม่ต้องกังวลเลยสักนิด เพราะท่านพ่อได้จัดการปูทางไว้เรียบร้อยแล้ว】
【ใช่แล้ว ข้าใช้เส้นสายยัดเงินเข้าสำนักเจ็ดดารา ไม่อย่างนั้นคนอย่างข้าจะไปเข้าตาพวกเขาได้ยังไง】
【ทว่า ต่อให้มีเส้นสาย ก็ยังต้องเข้าร่วมบททดสอบตามพิธี เพียงแต่ระหว่างทางจะมี 'ศิษย์พี่ผู้ใจดี' บังเอิญผ่านมา และบังเอิญผ่านมาหลายรอบ เพื่อคอยช่วยเหลือ】
【พวกเราเหล่าตัวร้ายก็แบบนี้แหละ มีเส้นมีสาย ยกเว้นตอนโดนกดขี่ต่อหน้าพระเอก เรื่องอื่นก็ราบรื่นไปหมด】
【แต่ก่อนจะเข้าสำนัก ยังมีบททดสอบขนาดย่อมเพื่อการพัฒนาตนเองที่เมืองวายุสารทจัดขึ้น】
【งานนี้หลินซวนกอบโกยไปเต็มๆ ไม่เพียงพลังฝีมือเพิ่มขึ้น ชื่อเสียงก็โด่งดังตามไปด้วย】
【จำพวกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในเมืองวายุสารทที่โดนหลินซวนซ้อมมาก่อนหน้านี้ได้ไหม?】
【พวกเขาวิ่งโร่มาขอให้ข้าช่วยออกหน้า ดังนั้นชัดเจนว่าในบททดสอบนี้ พวกเราจะรวมหัวกันรุมกินโต๊ะหลินซวน】
【แล้วผลก็คือ คนสามสิบกว่าคนรุมคนคนเดียว แต่กลับโดนเขาไล่เก็บเรียบ】
【ถามว่าพวกข้าเล่นเป็นไหม? งั้นพวกเอ็งมาเล่นให้ดูหน่อยสิ!】
【ช่วยไม่ได้ พระเอกมันเป็นแบบนี้นี่นา】
【นอกเหนือจากเรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือหลินซวนจะไปค้นพบถ้ำของสัตว์อสูรเข้า】
【ถ้ำนี้ไม่ธรรมดา ข้างในเต็มไปด้วยไข่แมลง จำนวนมหาศาล】
【ภายในหนึ่งเดือน พวกมันจะฟักตัว ถึงตอนนั้นเมืองวายุสารทคงถูกกองทัพแมลงปีศาจถล่มราบเป็นหน้ากลอง】
【ข้างในนั้นมีสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่ง ซึ่งคอยส่งถ่ายปราณวิญญาณไปเลี้ยงไข่แมลง ทำให้พวกมันฟักตัวเร็วขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่เกิด】
【นี่เป็นฝีมือของแม่ทัพเผ่ามารที่ต้องการจะกลืนกินเมืองวายุสารท】
【หลินซวนไปพบเข้าและนำเรื่องมารายงาน แน่นอนว่าเขาฉกสมบัติชิ้นนั้นไปเรียบร้อยแล้ว】
【สมบัติชิ้นนี้สามารถดูดซับปราณฟ้าดิน และกลั่นออกมาเป็นปราณบริสุทธิ์เพื่อเร่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียร】
【ประจวบเหมาะกับ 'จี้หยกชิงเยว่' ที่หลินซวนได้ไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะคลายผนึกสมบูรณ์ มันก็เป็นตัวเร่งการฝึกฝนเหมือนกัน แต่ใช้ได้แค่ตอนกลางคืน】
【สองสิ่งนี้ดันมารวมร่างกันได้พอดิบพอดี กลายเป็นตัวช่วยที่ให้ผลลัพธ์แบบหนึ่งบวกหนึ่งมากกว่าสอง ไม่เพียงแต่ลบข้อจำกัดเรื่องกลางวันกลางคืน แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกฝนอย่างมหาศาล นี่คือสาเหตุที่หลินซวนเก็บเลเวลไวปานติดจรวด】
【ส่วนเรื่องถ้ำแมลง ภายใต้การจัดการของท่านเจ้าเมือง ไข่แมลงทั้งหมดถูกกวาดล้าง แผนการของเผ่ามารพังพินาศ และทำให้ชาวเมืองตระหนักถึงภัยร้ายที่ซ่อนอยู่】
【เรียกได้ว่าเป็นคุณความดีความชอบครั้งใหญ่ และหลินซวนผู้ค้นพบเรื่องนี้ก็กลายเป็นวีรบุรุษของเมืองวายุสารทไปโดยปริยาย】
【ชาวเมืองต่างซาบซึ้งใจกันถ้วนหน้า】
【ยินดีด้วย ยินดีด้วย】
【เอาเถอะ ข้าหาจุดจับผิดไม่ได้เลย ยกเว้นแค่ว่าพระเอกมันบังเอิญไปเจอที่ซ่อนไข่ บังเอิญหลบเลี่ยงขุนพลมารที่เฝ้าอยู่ได้ และสุดท้ายก็โชคดีสังหารขุนพลมารได้ในดาบเดียวตอนที่มันกำลังพักผ่อน】
【ไม่มีปัญหาเลยจริงๆ ข้าขอเอาชื่อจริงเป็นประกันเลยว่า หมอนั่นไม่ได้ใช้โปรโกงแน่นอน!】
หลังจากเขียนไดอารี่เสร็จ ซูลั่วก็นั่งรอรับรางวัลตามกิจวัตร แม้จะต้องทนดูโฆษณา 30 วินาที เขาก็ดูด้วยความเพลิดเพลิน
หลักๆ ก็เพราะไอ้ระบบเวรนี่ ถ้าสายตาละจากโฆษณาแม้แต่วินาทีเดียว ตัวเลขนับถอยหลังจะหยุดทันที ต้องหันกลับมามองใหม่มันถึงจะนับต่อ
ยังไงก็ต้องดู เว้นแต่จะไม่อยากได้ของรางวัล
【บันทึกประจำวันเสร็จสิ้น รางวัล: ความเร็ว +7, พละกำลัง +5, ระดับการบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น ระดับปัจจุบัน: ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น】
ซูลั่วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่า
จะมีอะไรมีความสุขไปกว่าการเฝ้ามองตัวเองแข็งแกร่งขึ้นทีละก้าว?
แน่นอนสิ ก็ต้องเป็นการนอนเฉยๆ เขียนไดอารี่ แล้วแข็งแกร่งขึ้นทีละก้าวนี่แหละ
......
หลี่ซืออี๋กำลังตั้งใจบำเพ็ญเพียร
แต่ไม่ว่าเวลาไหน ทันทีที่ไดอารี่อัปเดต การอ่านไดอารี่ถือเป็นวาระแห่งชาติ
"รอบนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ ก็แค่พฤติกรรมงี่เง่าไร้สาระของพวกผู้ชาย"
"แต่ไข่แมลงพวกนี้นี่สิ ไม่นึกเลยว่าเมืองวายุสารทจะมีภัยอันตรายขนาดนี้ซ่อนอยู่"
"สมบัติวิเศษ..." หลี่ซืออี๋หมายตาของสิ่งนี้ไว้แล้ว
เพื่อการนี้ เธอจำเป็นต้องเริ่มเตรียมตัว
เธอเริ่มเชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากไดอารี่เพื่อหาโอกาสวาสนาให้ตัวเองเสียแล้ว
......
ไม่นานนัก การทดสอบที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างเจ้าเมืองและตระกูลใหญ่ในเมืองวายุสารทก็เริ่มขึ้น
นี่คือการอุ่นเครื่องก่อนบททดสอบเข้าสำนักเจ็ดดาราในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ดังนั้นผู้เข้าร่วมจึงล้วนเป็นคนรุ่นใหม่
ขอเพียงได้เข้าสำนักเจ็ดดารา ก็เท่ากับสร้างเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล
บางทีตระกูลอาจจะรุ่งเรืองขึ้นมาได้เพราะเหตุนี้
การทดสอบครั้งนี้เรียบง่ายมาก
ล่าสัตว์อสูรในป่าใกล้เคียง ยิ่งล่าได้มาก แต้มยิ่งเยอะ สิบอันดับแรกจะได้รับรางวัลอย่างงาม
การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้เห็นเลือดและขัดเกลาจิตใจ
ความจริงมันก็เหมือนการสอบจำลอง เพราะแม้จะเรียกว่าการทดสอบ แต่คนของแต่ละตระกูลใหญ่ก็แอบเฝ้าดูอยู่ห่างๆ
พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับรองความปลอดภัย
แต่ในการทดสอบเข้าสำนักเจ็ดดารา ตระกูลต่างๆ จะยื่นมือเข้าไปยุ่งไม่ได้ ดังนั้นย่อมไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของลูกหลานชาวเมืองวายุสารทได้เลย
ตามธรรมเนียม ท่านเจ้าเมืองเริ่มกล่าวเปิดงาน
"ข้ายินดีมากที่ทุกคนมารวมตัวกันในวันนี้ ในนามของเมืองวายุสารท ข้าขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนของทุกคน หากไม่มีพวกท่าน ก็คงไม่มีเมืองวายุสารทในวันนี้..."
"คนหนุ่มสาวทั้งหลาย พวกเจ้ากำลังจะเผชิญกับบททดสอบอันโหดร้าย แต่อย่าได้ลืมว่าอนาคตอันสดใสรอพวกเจ้าอยู่เช่นกัน"
"สำหรับการทดสอบครั้งนี้ ข้าจะขอพูดสั้นๆ แค่สองข้อ"
"ข้อแรก..."
เหล่าคนหนุ่มสาวต่างตั้งใจฟัง กลัวว่าจะพลาดข้อมูลสำคัญไป
"ข้อสอง..."
มีแค่สองข้อเองหรือ?
"ข้อสาม..."
ไหนบอกว่าสองข้อไง!
ไอ้สองข้อของท่านนี่ยาวกว่าที่ข้าพูดทั้งปีรวมกันอีกมั้ง!
ถ้าไม่ใช่เพราะคนพูดเป็นถึงเจ้าเมือง เหล่าคนหนุ่มสาวคงปาข้าวของใส่ไปแล้ว
เจ้าเมืองวายุสารทผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตจินตาน (สร้างแกนลมปราณ) ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองวายุสารทตามหน้าฉาก
ในที่สุด ภายใต้สายตาอาฆาตของเหล่าตระกูลใหญ่ ท่านเจ้าเมืองก็ประกาศเริ่มการทดสอบอย่างสง่างาม
เขาก็ชินเสียแล้ว และชอบความรู้สึกที่คนอื่นไม่พอใจแต่ต้องจำใจฟังเขาพูด
ตามกฎกติกา พวกเขาทยอยเข้าป่าเป็นชุดๆ
การทดสอบนี้ไม่มีข้อกำหนด จะจับกลุ่มหรือฉายเดี่ยวก็ได้ตามสะดวก
ยังไงซะ ผลแพ้ชนะก็วัดกันที่แต้มจากการล่าสัตว์อสูรอยู่ดี
ทันทีที่เข้าป่า ซูลั่วก็รวบรวมคนมาได้กว่าสามสิบชีวิต
คนพวกนี้ล้วนเป็นโจทย์เก่าที่เคยโดนหลินซวนตบหน้ามาแล้วทั้งสิ้น และคราวนี้พวกเขาก็วิ่งมาหาซูลั่ว
เพราะในบรรดาพวกเขาทั้งหมด ซูลั่วมีสถานะสูงสุด
การให้เขาออกหน้าย่อมไม่มีปัญหา นี่เป็นส่วนหนึ่งของพล็อตอยู่แล้ว
ซูลั่วแค่อยากรีบๆ หาหลินซวนให้เจอ แล้วรีบๆ จบเรื่องนี้ไปซะ
"พี่ซู ท่านทะลวงด่านได้แล้วหรือ?"
"สุดยอดไปเลย! ในเมืองวายุสารท นอกจากหลี่ซืออี๋แล้ว ท่านนี่แหละอัจฉริยะที่สุด!"
"พูดอะไรแบบนั้น? หลี่ซืออี๋สุดท้ายก็ต้องเสร็จพี่ซูอยู่ดี คนที่สุดยอดที่สุดย่อมต้องเป็นพี่ซูสิ"
"จริงด้วยๆ ข้านี่ปากพล่อยจริง เชียว ถ้าข้าฉลาดได้สักครึ่งของพี่ซูก็คงดี"
ตลอดการเดินทางอันน่าเบื่อเพื่อตามหาหลินซวน คนสามสิบกว่าคนผลัดกันเยินยอซูลั่ว ไม่สนว่าจริงหรือเท็จ ขอแค่ได้อวย ไหลไปเรื่อยเปื่อย แม้จะฟังดูฝืนๆ ก็ตาม
ซูลั่วจนปัญญา ฟังดูก็รู้ว่าหาความจริงแทบไม่ได้ มีแต่คำประจบสอพลอ
เพื่ออะไรกัน?
เอาเถอะ จริงๆ แล้วเขาก็แอบเคลิ้มหน่อยๆ แหละ
ถึงจะเจอมาหลายรอบแล้ว แต่การมีคนมาห้อมล้อมยกยอปอปั้น มันก็เป็นเรื่องน่าอภิรมย์อยู่ดี
จากนั้นพวกเขาก็ได้เจอกับ 'หวังโม่'
"พี่ซูลั่ว ไม่เจอกันนานเลยนะ" หวังโม่เดินยิ้มเข้ามาหาพวกซูลั่ว
ซูลั่วแปลกใจเล็กน้อย เวลานี้หวังโม่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่
"คำว่า 'พี่' นี่ข้ารับไว้ไม่ไหวหรอก ตอนนี้เจ้าเป็นถึงผู้นำตระกูลแล้วนะ"
จริงอย่างที่ว่า หลังจากหวังโม่ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ห่างเหินกันไป
ไม่ใช่แค่ซูลั่ว แต่กับอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน เพราะสถานะที่แตกต่าง
พวกคนหนุ่มสาวจึงชอบมาขลุกอยู่กับซูลั่วมากกว่า เพราะไม่ต้องวางตัวเกร็งจนเกินไป
"ไม่หรอก ข้าก็ยังเป็นหวังโม่คนเดิมที่เจ้ารู้จัก"
"แล้วเจ้าต้องการอะไร?" ซูลั่วไม่เชื่อน้ำหน้า
"ได้ยินว่าพวกเจ้าจะไปหาเรื่องหลินซวน นับข้าไปด้วยคนสิ"
"ทำไม?"
"คนของเมืองวายุสารทเราจะยอมให้คนนอกมารังแกได้ยังไง? ข้าย่อมอยากจะร่วมระบายความแค้นนี้ไปกับพวกเจ้าด้วย"
คำพูดพวกนี้ล้วนโกหกทั้งเพ หวังโม่ไม่ได้สนใจหลินซวนเลยสักนิด
เพราะหวังโม่มองปราดเดียวก็รู้ว่าหลินซวนไม่ได้เป็นคนของที่นี่ เขามีท้องฟ้าที่กว้างใหญ่กว่ารออยู่ หลังจากเขาจากไป การแย่งชิงอำนาจในเมืองวายุสารทก็ยังคงเป็นเรื่องของสามตระกูลใหญ่เหมือนเดิม
ที่หวังโม่มาครั้งนี้ เพราะเขารู้สึกแปลกใจ เขาใส่ร้ายซูลั่วไปขนาดนั้น แต่หลี่ซืออี๋กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
เรื่องนี้ทำให้หวังโม่สับสน จากความเข้าใจที่เขามีต่อหลี่ซืออี๋ เธอไม่น่าจะสงบนิ่งได้ขนาดนี้ เธอไม่ได้ไปด่าทอหรือลงไม้ลงมือกับซูลั่วเลยด้วยซ้ำ
หรือว่าสองคนนี้จะมีใจให้กัน?
นี่คือสัญญาณอันตราย หากสองตระกูลนี้จับมือกัน เขาจะเอาอะไรไปสู้?
มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ
ดังนั้นหวังโม่จึงต้องมาสืบให้รู้แน่ว่า ระหว่างซูลั่วกับหลี่ซืออี๋ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ตามใจเจ้า"
ซูลั่วขี้เกียจเดาจุดประสงค์ของหวังโม่ พวกตัวร้ายกระจอกๆ เหมือนกัน จะมีอะไรดีเด่นนักเชียว?
แต่ความประทับใจของเหล่าคนหนุ่มสาวรอบข้างที่มีต่อหวังโม่กลับพุ่งสูงขึ้นทันที
ใช่แล้ว พวกเราคือคนเมืองวายุสารท จะยอมให้คนนอกมารังแกได้ยังไง?
......
ดังนั้น สถานการณ์จากที่มีคนสามสิบกว่าคนรุมล้อมเลียแข้งเลียขาซูลั่วคนเดียว ก็เปลี่ยนเป็นเลียขาซูลั่วไปพลาง เลียขาหวังโม่ไปพลาง
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศดูราวกับไม่ได้มาทดสอบ แต่มาเดินเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ เต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ
แล้วพวกเขาก็ได้เจอกับหลินซวน
มหกรรมเลียแข้งเลียขาจบลง เข้าสู่โหมดต่อสู้ทันที
"หลินซวน ในที่สุดก็เจอแกสักที"
ซูลั่วย่อมต้องก้าวออกมาในฐานะลูกพี่ใหญ่
"ดูจากทรงแล้ว ข้าคงกำลังแย่สินะ?" หลินซวนไม่ได้โง่ เห็นคนอีกฝั่งสามสิบกว่าคนมองมาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาก็พอเดาออก
ทว่าเขาไม่มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย กลับมองเหยียดหยามพวกนั้นเสียด้วยซ้ำ
"ใช่!"
เดิมทีตรงนี้จะต้องมีบทสนทนายาวเหยียด หลักๆ คือฝั่งซูลั่วพูดจาข่มขู่ แต่ละคนผลัดกันพูดจาหยาบคาย อาศัยพวกมากเข้าว่า
แต่กลับโดนหลินซวนด่าสวนและเยาะเย้ยกลับจนหน้าหงาย
ฝีปากของหลินซวนนั้นเหนือชั้นกว่ามาก
คนสามสิบกว่าคนหน้าดำหน้าแดงเพราะโดนตอกกลับ
น่าเจ็บใจจริงๆ
แต่ซูลั่วรู้สึกว่าขั้นตอนนี้มันยืดเยาด อากาศร้อนจะตาย จะมาเปลืองน้ำลายทำไม
"ลุย"
"ห๊ะ?"
เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างพากันงุนงง พวกเขายังอยากจะพูดข่มอีกสักหน่อย อยากจะวางก้ามให้สมกับที่มีพวกเยอะ
ซูลั่วโบกมือ "ลุยโลด พวกเจ้าเถียงสู้มันไม่ได้หรอก"
ในฐานะลูกพี่ใหญ่ คำพูดของซูลั่วยังคงศักดิ์สิทธิ์
คนสามสิบกว่าคนเหมือนได้รับบัฟ วิ่งกรูเข้าไปหาหลินซวนอย่างไม่กลัวตาย
คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นกลาง มีขั้นต้นปนมาบ้างประปราย
การบุกเข้ามาพร้อมกันย่อมสร้างแรงกดดันให้หลินซวนที่อยู่ขั้นกลางเหมือนกันได้แน่
เขาหันหลังพลิ้วกายทันที อาศัยภูมิประเทศในป่า เตรียมใช้วิธีกองโจรไล่เก็บไปทีละคน
ถ้าเขาล้มคนสามสิบกว่าคนได้ด้วยตัวคนเดียวจริงๆ เขาคงเป็นมังกรในหมู่มังกรขนานแท้
ดังนั้นครั้งนี้ เขาจึงชนะด้วยกลยุทธ์กองโจรอย่างไม่ต้องสงสัย