- หน้าแรก
- สวีเจ๋อ คนซื่อคนสุดท้ายแห่งโลกบ่มเพาะ
- ตอนที่ 45 อดีตเพื่อนร่วมชั้นได้พบกันอีกครา (ยาว)
ตอนที่ 45 อดีตเพื่อนร่วมชั้นได้พบกันอีกครา (ยาว)
ตอนที่ 45 อดีตเพื่อนร่วมชั้นได้พบกันอีกครา (ยาว)
ตอนที่ 45 อดีตเพื่อนร่วมชั้นได้พบกันอีกครา (ยาว)
“…”
สวีเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับว่าสถานการณ์นี้ไม่ชอบมาพากล
กระบี่เก่าเล่มนี้…กำลังกลั่นแกล้งเขาอยู่หรือไร?
“ย…ยอดอัจฉริยะสวี!”
ทันใดนั้นเอง เสียงร้องแหลมก็ดังขึ้นจากกลางฝูงชน
แล้วคลื่นเสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นทันที เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วทั้งบริเวณ
“เป็นยอดอัจฉริยะสวีจริงๆ!”
“เมื่อยามรุ่งสาง สำนักข่าวสารเพิ่งเผยบันทึกภาพเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนอยู่หยกๆ ไยตอนนี้เขาถึงมาปรากฏตัวอยู่ในทวีปตงเฉียนได้?”
“ข้าก็ได้ดูบันทึกนั้นแล้ว โอ้โฮ…เพียงสองหมัดก็ปราบมือสังหารจิงเสินเกือบร้อยศพ”
“ไม่ถูกนี่นา…หุบเขายอดอัจฉริยะมิถูกปิดตายแล้วหรือ? เขามาออกมาได้อย่างไร!”
“ยอดอัจฉริยะสวี ข้าเป็นแฟนรูปลักษณ์ของท่าน ท่านช่วยสอนเคล็ดลับดูแลผิวให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
การปรากฏตัวของสวีเจ๋อ ทำให้เหล่าผู้บ่มเพาะจำนวนมากตื่นตะลึง ต่างพากันควักหยกหมื่นสรรพสิ่งออกมาบันทึกภาพไม่หยุด
จนเจ้าตัวเองยังอดงุนงงมิได้
เหตุใดทุกคนถึงรู้จักเขากันหมด?
ดูท่าเราจะประเมินอิทธิพลการเผยแพร่ของสำนักข่าวสารต่ำเกินไป…ตนกลายเป็นคนดังไปแล้วกระนั้นหรือ?
สวีเจ๋อรวบสมาธิกลับมาในเวลาไม่นาน
ก็หาได้รู้สึกอึดอัดนัก เพราะในแดนชางเทียน เขาเองก็เป็นบุคคลที่ผู้คนรู้จักทั่วหล้าอยู่แล้ว
เพียงแต่ที่แดนชางเทียน ผู้คนล้วนมองเขาด้วยความเคารพยำเกรงเป็นหลัก
ทว่าที่นี่ กลับเจือกลิ่นอายอีกแบบ คล้ายดาราในโลกมนุษย์ที่ถูกห้อมล้อมยามออกนอกบ้าน
“ยอดอัจฉริยะสวี ท่านนี่…”
ในยามนั้นเอง เหล่านางผู้คุมจากหอจี้เฟิงหลายคนก็เหลือบมองสวีเจ๋อ พลางเอ่ยถาม สีหน้าดูแปลกประหลาดนัก
ท่านนี่…ตั้งใจจะมาชิงตัวนักโทษหรืออย่างไร?
“อ่า? ต้องขออภัยๆ นี่เป็นความเข้าใจผิด ข้ายังมิได้หลอมรวมกระบี่เหินเล่มนี้ให้สิ้นเชิง พลาดพลั้งปล่อยมันบินออกไปโดยไม่ตั้งใจ!”
สวีเจ๋อรู้ตัว รีบยิ้มขอโทษพลางอธิบายเสียงอ่อน พร้อมวิ่งเหยาะเข้าไปคว้ากระบี่ทองสัมฤทธิ์เล็กกลับมาในมือ
“ไม่เป็นไร ยอดอัจฉริยะสวีเพิ่งมาถึง ก็เข้าใจได้อยู่ เพียงแต่คราหน้าต้องระวัง ที่ตงเฉียนนั้นก็มีกฎระเบียบบางประการที่เคร่งครัดอยู่บ้าง”
เหล่านางผู้คุมเอ่ยตอบอย่างสุภาพ พร้อมทั้งเตือนสวีเจ๋อด้วยรอยยิ้ม
เหล่าผู้บ่มเพาะที่อยู่รอบๆ ถึงกับยืนนิ่งตะลึงงัน
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
เหล่านางผู้คุมจากหอจี้เฟิง มิใช่ว่าเลื่องชื่อเรื่องใบหน้าหมองหม่น ดวงตาเหมือนสตรีอาภัพหรือ?
เหตุใดครานี้กลับมีรอยยิ้ม?
“สวีเจ๋อ เจ้าคนเฮงซวย เหตุใดเจ้าต้องสอดมือเข้ามายุ่ง หากมิใช่เพราะเจ้า ข้าจะถูกจับหรือ?”
ในยามนั้นเอง ชายผู้ถูกล่ามโซ่และลากไปกับพื้น พลันเด้งลุกขึ้นตวาดใส่สวีเจ๋อ ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและโทสะ
ชายชราสวมชุดดำด้านหลังเพียงปรายตามองสวีเจ๋ออย่างเย็นชา มิได้เอื้อนเอ่ยคำ
“ข้าทำให้เจ้าถูกจับ?”
สวีเจ๋อเลิกคิ้วฉงน ไม่เข้าใจความหมาย
“เจ้ายังจะมาแกล้งโง่ หากมิใช่เพราะเจ้า…” ชายผู้นั้นอ้าปาก ราวกับจะด่าต่อ
“หยาบช้า!”
หนึ่งในนางผู้คุมกระชากโซ่พลางตวาด
ชายผู้นั้นเซถลาไปข้างหน้าแทบล้ม พอเหลือบมองเหล่านางผู้คุม ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
“พอได้แล้ว”
ครานั้นเอง ชายชราสวมชุดดำเอ่ยขึ้น สีหน้ามืดครึ้ม “หอจี้เฟิงทำคดี ผู้ไม่เกี่ยวข้อง จงหลีกไปเสีย”
สวีเจ๋อมีแววครุ่นคิดอยู่ในดวงตา เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ เบี่ยงกายหลบทาง
เหล่าคนหอจี้เฟิงจึงเคลื่อนขบวนต่อไป ชายผู้ถูกล่ามก็เดินไปอย่างว่าง่าย เพียงแต่ยังคงเหลือบตาใส่สวีเจ๋ออย่างเต็มไปด้วยความอาฆาต
สวีเจ๋อเพียงยิ้มบาง เอ่ยว่า “เจ้าเคยถูกตัดหัวประจานกลางถนนหรือไม่?”
คำพูดนั้นทำให้ชายที่ถูกล่ามชะงักงันทันที
พอดีกับที่ชายชราสวมชุดดำก้าวมาถึงตรงหน้าเขา เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปในบัดดล แววตาอัดแน่นด้วยความอาฆาตจ้องสวีเจ๋อเขม็ง
“ล้อเล่นเพียงเท่านั้น ข้าแค่อยากลองดูว่าพวกเจ้ามีความชิงชังต่อข้ามากเพียงใด แม้ข้ายังไม่อาจเข้าใจว่าตนทำสิ่งใดผิดนักหนา แต่ความอาฆาตของพวกเจ้าที่มีต่อข้านั้น…ลึกนัก” สวีเจ๋อยิ้มพลางกล่าว
ชายชราสวมชุดดำมิได้เอ่ยตอบ เพียงปรายตาเย็นชาให้สวีเจ๋อ แล้วก้าวเดินต่อ
ชายผู้ถูกล่ามก็เลิกจ้องเขาเช่นกัน ก้มหน้าก้าวต่อไปอย่างเชื่องช้า
บรรยากาศรอบข้างกลับคืนสู่ความเอะอะดังเดิม เสียงถกเถียงวิพากษ์ไม่ขาดสาย
“หัวหน้าห้อง”
ทันใดนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง และมือข้างหนึ่งก็ยื่นผ่านฝูงชนมาวางบนบ่าของสวีเจ๋อ
สวีเจ๋อหันไปมอง ก็เห็นใบหน้าผู้หนึ่งที่คุ้นตาเล็กน้อย แฝงรอยยินดีและความตื่นเต้นอยู่เต็มเปี่ยม
“จูฉงลี่?”
สวีเจ๋อคิดอยู่ไม่นานก็จำได้ว่า ชายผู้นี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมหาวิทยาลัยเดียวกัน เคยมีปฏิสัมพันธ์อยู่บ้าง อาจจะเคยเล่นกีฬาด้วยกัน หรือร่วมวงกินข้าวสักมื้อ ล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ฝูงชนรอบด้านก็เริ่มฮือฮาอีกครั้ง
“ยอดอัจฉริยะจู ก็มาด้วยหรือ?”
“พูดให้ถูก ควรเรียกว่าเจ้าสำนักจูแล้ว”
“ไม่ใช่สิ ข้าได้ยินว่ามเมื่อวาน สภาสี่ทวีปเพิ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง ให้เจ้าสำนักจูขึ้นเป็น ผู้ตรวจการสูงสุดแห่งตงเฉียน เพื่อรับผิดชอบสืบคดีฉีหมิง เช่นนี้เราควรเรียกว่าท่านผู้ตรวจการจู”
เสียงกระซิบกระซาบดังระงม หลายคนยังเอ่ยทักทายจูฉงลี่
จูฉงลี่เพียงยิ้มพยักหน้าตอบทุกคน แล้วส่งเสียงผ่านจิตถึงสวีเจ๋อว่า
“หัวหน้าห้อง ที่นี่ไม่เหมาะแก่การสนทนา พอดีข้ากำลังดื่มชาอยู่ในร้านนี้ พวกเราขึ้นไปคุยกันเถิด”
ว่าพลางก็ชี้ไปยังโรงเตี๊ยมข้างถนน
สวีเจ๋อพยักหน้ารับ
ทั้งสองฝ่าฝูงชนออกมา แล้วตรงขึ้นไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยมทันที
พื้นที่ชั้นสองเห็นชัดว่าถูกปิดเหมาจนว่างเปล่า ทางขึ้นยังมีชายสวมเครื่องแบบยืนคุมอยู่หลายคน
เมื่อเห็นจูฉงลี่ ทุกคนต่างเอ่ยเรียก “ท่าน” ด้วยความเคารพ แล้วหลีกทางให้
บนโต๊ะไม้ มีขนมชิ้นเล็กๆวางอยู่สองสามจาน กับถ้วยชาร้อนที่ดื่มไปครึ่งหนึ่ง
สวีเจ๋อยิ้มบาง พอมองก็รู้ว่าจูฉงลี่คงเห็นเขาโดยบังเอิญระหว่างดื่มชา จึงตั้งใจลงมาทัก
“หัวหน้าห้อง ไม่เสียแรงเป็นเจ้าเลย แม้จะเป็นคนสุดท้ายที่ตื่นขึ้น แต่ก็ยังยอดเยี่ยมเหนือผู้อื่นทั้งปวง”
เมื่อทั้งคู่ได้นั่งลง จูฉงลี่ก็หัวเราะหยอกทันที
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” สวีเจ๋อยิ้มตอบ
“ว่าแต่เจ้ามาที่ตงเฉียนได้อย่างไร? มาหาหลี่ฉุนกังหรือ?” จูฉงลี่รินชาเพิ่มให้สวีเจ๋อ พลางถามต่อ
สวีเจ๋อชะงักเล็กน้อย นี่เจ้าพูดเปลี่ยนเรื่องเร็วนัก เพิ่งถามว่าข้ายอดเยี่ยมตรงไหน ก็หักไปถามเรื่องอื่นเสียแล้ว
“มาที่ตงเฉียน…ก็เป็นเพียงความบังเอิญ” สวีเจ๋อส่ายหน้า
“มิน่าเล่า ข้ายังแปลกใจว่าทำไมเจ้ามาเพียงลำพัง หลี่ฉุนกังผู้นั้น บัดนี้พลังฝีมือแข็งแกร่งยิ่ง หากเขาออกหน้า ตระกูลม่อก็ย่อมสงบศึก” จูฉงลี่พยักหน้าเข้าใจ
“ไม่เป็นไร เรื่องตระกูลม่อ…ข้าไม่เห็นเป็นภัยอันใด”
สวีเจ๋อยิ้มบาง กล่าวตามจริงว่ามิได้ใส่ใจหมายสังหารของตระกูลม่อเลย การมาที่ตงเฉียนครั้งนี้ จุดหมายจริงคือหาคนจากวิหารไก่ เพื่อดูว่ามีโอกาสขอเคล็ดบัวเพลิงไท่หยินได้หรือไม่
จูฉงลี่กลับชะงักไป ต้องใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเข้าใจความหมาย
“เดี๋ยวก่อน…หัวหน้าห้อง เจ้าหมายความว่าเจ้ามาที่ตงเฉียน มิใช่เพราะหาหลี่ฉุนกัง และยังไม่ได้เตรียมวิธีเอาตัวรอดติดตัวมาด้วยเลยหรือ?”
เขามองด้วยสีหน้าตกตะลึง เหมือนคิดไม่ถึงอย่างที่สุด
จูฉงลี่รีบโน้มตัวกดเสียงลง “หัวหน้าห้อง โลกนี้มันไม่ใช่โลกเดิมของเราแล้วนะ พื้นฐานตระกูลม่อนั้นใหญ่โตยิ่งนัก อย่าได้ประมาท
ข้าได้ดูบันทึกภาพเจ้าปราบมือสังหารจิงเสินแล้วก็จริง แต่พวกนั้นล้วนเป็นเพียงมือสังหารขอบเขตก่อตั้งรากฐาน แม้จะมีผู้บ่มเพาะขอบเขตแก่นทองคำปะปนอยู่บ้าง แต่เพราะข้อจำกัดของหุบเขายอดอัจฉริยะ พวกเขาจึงต้องกดพลังลงมาให้เหลือเพียงขอบเขตก่อตั้งรากฐาน”
เอ่ยถึงตรงนี้ สีหน้าจูฉงลี่ก็ฉายความขมขื่น “ด้วยกำลังของข้า เกรงว่าคงปกป้องเจ้าไม่ได้หรอก หัวหน้าห้อง ข้าแนะนำว่าเจ้าควรไปหาหลี่ฉุนกัง”
“ไม่เป็นไร เรื่องความปลอดภัยยังไม่ต้องกังวล แต่…” สวีเจ๋อยิ้มบาง “เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าเจ้ากำลังสอบสวนคดีฉีหมิง? ฉีหมิงเกี่ยวข้องอันใดกับคนที่เพิ่งถูกหอจี้เฟิงจับไปเมื่อครู่หรือ?”
“ฉีหมิง…”
จูฉงลี่ถอนหายใจแผ่ว ก่อนเล่าเรื่องราวโดยสรุป
ฉีหมิงรับคำสั่งจากสภาสี่ทวีป ให้มาประจำการที่เมืองเทียนเหอ พร้อมนำเอานักโทษตายหนึ่งหมื่นคนมาใช้เป็นเครื่องสังเวยโลหิต เพื่อเสริมความมั่นคงแก่ค่ายกลผนึก
ทว่าฉีหมิงกลับก่อการระเบิดตัวเองในเมืองเทียนเหอ ทำให้สูญหายนักโทษตายไปหลายพันคน แถมบันทึกเหตุการณ์ยังถูกสำนักข่าวสารนำไปเผยบนเครือข่ายวิญญาณ จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว เพราะในจำนวนนักโทษตายเหล่านั้น มีไม่น้อยที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา โยงใยไปถึงผู้มีอำนาจหลายฝ่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ฉีหมิงยังเป็นคนของทวีปเป่ยตี้ จึงไม่แปลกที่อีกสามทวีปจะใช้เรื่องนี้โจมตีและเรียกร้องให้สอบสวนการหายตัวของนักโทษเหล่านั้นอย่างจริงจัง
“อย่างนี้นี่เอง ไม่แปลกที่เมื่อครู่ชายผู้นั้นจะโทษข้าว่าเป็นเหตุให้เขาถูกจับ แท้จริงเพราะข้าช่วยผู้คนในเมืองเทียนเหอ จนทำให้ศิษย์สำนักข่าวสารเอาบันทึกไปเผยแพร่”
สวีเจ๋อถึงบางอ้อ แล้วจึงถามจูฉงลี่ว่า “แล้วฉีหมิงพาพวกนักโทษไปที่ไหนกันแน่?”
“ถ้าข้ารู้ ป่านนี้คงไม่ได้นั่งดื่มชากังวลอยู่อย่างนี้หรอก”
จูฉงลี่หัวเราะฝืด ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ “ว่ากันว่าการสอบสวนครั้งนี้ก็แค่ทำให้เป็นพิธีเท่านั้น เงื่อนงำสำคัญถูกลบล้างหมดแล้ว ชายที่ถูกจับเมื่อครู่ ชื่อลู่สง เป็นบุตรชายหัวหน้าผู้คุมเก่าของหอจี้เฟิง เป็นเพียงปลาเล็กตัวหนึ่ง ต่อให้สอบก็ไม่มีทางได้เบาะแสสำคัญ”
“อืม อย่างนี้นี่เอง”
“เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อีกอย่าง หัวหน้าห้อง หุบเขายอดอัจฉริยะไม่ถูกปิดตายแล้วหรือ? เจ้าออกมาได้อย่างไร?”
“ข้าพบเส้นทางลับ”
“เส้นทางลับ…”
จูฉงลี่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ มิได้ซักถามต่อ แล้วจิบชาต่ออย่างเงียบๆ
จูฉงลี่หันมามองสวีเจ๋ออีกครั้ง สีหน้าหนักแน่น “หัวหน้าห้อง บางเรื่องข้าไม่อาจเล่าให้เจ้าฟังได้มากนัก อีกทั้งตัวข้าเอง…แม้จะอยากช่วยเจ้า แต่เกรงว่าต่อหน้าตระกูลม่อ ข้ายังเอ่ยปากมีน้ำหนักไม่พอ เจ้าดีที่สุดควรรีบไปหาหลี่ฉุนกัง
หรือไม่ก็แดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก หรือแม้แต่กองทัพวิหคเพลิง ให้พวกเขาออกหน้าเจรจากับตระกูลม่อ มิฉะนั้นเจ้ามาเพียงลำพังในตงเฉียน ย่อมอันตรายนัก”
“ไม่เป็นไร ข้า…”
“ไม่ หัวหน้าห้อง เจ้าจงฟังข้าเสียก่อน โลกนี้โหดร้ายลึกซึ้งกว่าที่เห็น สี่ทวีปแตกต่างจากหุบเขายอดอัจฉริยะอย่างสิ้นเชิง ที่นี่มีผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน ขอบเขตก่อตั้งรากฐานเจ้าอาจรับมือได้ แต่หากเป็นมือสังหารขอบเขตแก่นทองคำ หรือแม้แต่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเล่า?” จูฉงลี่เอ่ยอย่างตื่นเต้น
สวีเจ๋อชะงัก นี่เจ้ากังวลยิ่งกว่าข้าเสียอีกหรือ?
“หากข้าบอกว่าต่อให้เป็นขอบเขตแก่นทองคำหรือวิญญาณแรกกำเนิดมาข้า ก็ยังรับมือได้ เจ้าจะเชื่อหรือไม่?” สวีเจ๋อเอ่ยยิ้มๆ
“เชื่อหรือไม่ก็ใช่ที่สำคัญ คนพวกนั้นมันบ้าคลั่ง หากเจ้าขวางได้แม้กระทั่งวิญญาณแรกกำเนิด พวกมันก็เพียงยิ่งคลุ้มบ้าหนักขึ้น ครานั้นขอบเขตละร่าง ขอบเขตแยกจิตตามมา เจ้าจะรับมือได้หรือ?”
สิ้นคำ ถ้วยชาที่อยู่ในมือจูฉงลี่ก็แตกดัง เพล้ง
รอยยิ้มบนใบหน้าสวีเจ๋อพลันเลือนหาย ขมวดคิ้วถาม “คนที่เจ้าพูดถึง…คือพวกใดกันแน่?”
จูฉงลี่รีบตั้งสติ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป เขาฝืนยิ้มแห้ง “ฮะ…ไม่มีอะไร ข้าเพียงยกตัวอย่างเท่านั้น”
แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “หัวหน้าห้อง สรุปคือเจ้าฟังคำข้าสักหน เราต่างรู้ว่าเจ้าอาจมีวาสนาใหญ่ ได้สืบทอดเคล็ดบ่มเพาะกายทรงพลัง แต่ก่อนที่เจ้าจะแข็งแกร่งถึงที่สุด ต้องรักษาชีวิตตนไว้ให้ได้ก่อน”
สวีเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็มิได้ซักต่อ เพียงพยักหน้าเบาๆ
“ข้ารู้แล้ว”
เขาหยิบถ้วยชาใบใหม่บนโต๊ะ เทน้ำชาอุ่นใส่ แล้วยื่นไปตรงหน้าจูฉงลี่ เอ่ยด้วยเสียงเรียบ “ธารานั้นมิเร่งไหลนำหน้า สิ่งที่แย่งชิงคือการไหลรินมิรู้สิ้น”
จูฉงลี่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่
“ดื่มชากันเถิด อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก”
สวีเจ๋อชี้ไปยังถ้วยชา ยิ้มบางอีกครั้ง
เขารู้ว่าจูฉงลี่มีน้ำใจจริง และรู้ว่าชายผู้นี้คงเคยเผชิญเรื่องราวบางอย่างที่ทิ้งเงาดำไว้ในใจ
แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่อยากกล่าว สวีเจ๋อก็ไม่คิดจะถามต่อ
ส่วนตระกูลม่อ หรือบรรดามือสังหารเหล่านั้น สวีเจ๋อก็มิได้ใส่ใจนัก แม้บัดนี้เขาจะมีเพียงขอบเขตก่อตั้งรากฐาน แต่ด้วยวิธีการนานัปการที่เขาครอบครองมาตลอดหมื่นปีในแดนชางเทียน เขามั่นใจว่ามีหนทางรักษาชีวิตตนได้อย่างเด็ดขาด
เพียงแต่…ศักดิ์ศรีของเขา ไม่อาจยอมให้ตนตกต่ำถึงขั้นต้องงัดวิชารักษาชีวิตเหล่านั้นออกมาใช้
เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงเลือกออกจากหุบเขายอดอัจฉริยะในเวลานี้ ตรงมาทวีปตงเฉียนเพื่อหาวิหารไก่
โครม!
ทันใดนั้น ภายนอกโรงเตี๊ยมก็พลันดังสนั่นกึกก้อง
จากเสียงที่ได้ยิน คล้ายว่ามีคนกำลังต่อสู้กัน และอยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมนัก
“มีคนคิดฆ่าเจ้า ลู่สง? ไฉนเป็นไปได้!”
จูฉงลี่กวาดพลังจิตออกไปตรวจสอบ สีหน้าก็พลันเปลี่ยน กะทันหันลุกพรวดขึ้น “หัวหน้าห้อง หากช่วงนี้เจ้ายังไม่มีจุดหมาย ก็ไปพักที่สำนักไท่อีของข้าก่อน รอให้ข้าจัดการเรื่องนี้เสร็จ ค่อยกลับมาสนทนากับเจ้าอย่างยาว”
สิ้นคำ เขาทิ้งป้ายคำสั่งหนึ่งชิ้นไว้ แล้วพุ่งทะยานออกหน้าต่าง ร่างกลายเป็นเงาวูบหายไปทางที่เกิดเหตุ
เบื้องหลัง เหล่าผู้คุมคุ้มกันอีกหลายคนก็ตามไปอย่างเร่งรีบ
“ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสูงสุด…” สวีเจ๋อมองตามแผ่นหลังจูฉงลี่ที่ลับสายตา พลางหยิบป้ายตำแหน่งเจ้าสำนักบนโต๊ะขึ้นมาดู ยิ้มบาง “ไม่เลวเลย จูฉงลี่”
ครู่ให้หลัง สวีเจ๋อก็ก้าวออกจากโรงเตี๊ยม สีหน้าแฝงความประหลาดใจ
จูฉงลี่…กลับหนีไปโดยไม่จ่าย!
โชคยังดีที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้สามารถใช้จ่ายด้วยใบหน้าได้ เจ้าของร้านเป็นสตรีวัยกลางคนผู้ยังคงงดงามและมีเสน่ห์ ยิ่งไปกว่านั้นยังต้อนรับเขาด้วยความกระตือรือร้น ดึงเขามาถ่ายภาพคู่หนึ่งใบ ก่อนยกเลิกค่าอาหารให้
“เฮ้อ…คนสมัยนี้ช่างไม่เหมือนเก่า”
สวีเจ๋อห่อไหล่เล็กน้อย ไขว้มือซุกไว้ในอก ก้มหน้าผ่านถนนใหญ่ ตรงเข้าสู่ตรอกเล็ก
เหล่าคนวิหารไก่ได้มอบแผนที่เส้นทางอย่างละเอียดไว้ก่อนจาก เพียงผ่านอุโมงค์เข้าสู่ทวีปตงเฉียน ก็สามารถใช้เส้นทางที่ระบุไปถึงสำนักงานใหญ่ของวิหารไก่ได้
สวีเจ๋อซ่อนตัวอยู่ในตรอก ค่อยๆศึกษาเส้นทางจนจำได้ขึ้นใจ จึงหยิบผ้าผืนหนึ่งจากห่อสัมภาระ มาปิดบังใบหน้า ก่อนออกเดินทาง
ราวครึ่งชั่วยาม เขาอ้อมเลี่ยงตรอกหลายสาย จนไปสุดปลายทาง มาถึงถนนใหญ่เส้นใหม่
ตามเส้นทางที่ได้มา สำนักงานใหญ่วิหารไก่ ควรตั้งอยู่กลางถนนเส้นนี้พอดี
“แปลกนัก…” สวีเจ๋อกวาดตามองถนนอันคึกคักพลางขมวดคิ้ว
จางหลินกับพวกไม่บอกหรือว่า สิบสองวิหารต่างจำศีลซ่อนตัวกันหมดแล้วหรือ?
เหตุใดวิหารไก่ยังเปิดเผยถึงเพียงนี้ กล้าตั้งสำนักงานใหญ่กลางถนนอันพลุกพล่านเช่นนี้?
ทว่าเมื่อสวีเจ๋อก้าวมาถึงตำแหน่งตามแผนที่ กลับยืนนิ่งงันในที่นั้น
เบื้องหน้ากลับเป็นเพียงร้านหนึ่ง ซึ่งหน้าประตูมีผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียด ขาเข้าขาออกไม่ขาดสาย
เมื่อเงยหน้ามองป้ายร้าน…กลับเห็นเขียนอยู่ชัดเจนว่า — “ร้านไก่มีไก่”
(จบตอน)
ขอบเขตบ่มเพาะ:
1. ขอบเขตหลอมรวม
2. ⁠ขอบเขตก่อตั้งรากฐาน
3. ⁠ขอบเขตแก่นทองคำ
4. ⁠ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
5. ⁠ขอบเขตละร่าง
6. ⁠ขอบเขตแยกจิต
7. ⁠ขอบเขตผสานกายา
8. ⁠ขอบเขตกึ่งฝ่าเคราะห์
9. ⁠ขอบเขตฝ่าเคราะห์
10. ⁠ขอบเขตมหายาน
จัดขอบเขตใหม่ ก่อแก่น เป็นสภาวะหนึ่ง ไม่นับเป็นขอบเขต จัดอยู่ถานะ ระดับพลัง