- หน้าแรก
- สวีเจ๋อ คนซื่อคนสุดท้ายแห่งโลกบ่มเพาะ
- ตอนที่ 17 มาชมพร้อมกันเถิด
ตอนที่ 17 มาชมพร้อมกันเถิด
ตอนที่ 17 มาชมพร้อมกันเถิด
ตอนที่ 17 มาชมพร้อมกันเถิด
รุ่งขึ้นวันถัดมา
แสงสุริยันลอดผ่านหน้าต่าง ทาบลงบนพื้นไม้เป็นริ้วทองอร่าม
สวีเจ๋อซึ่งเมื่อคืนลืมปิดม่านก็ลุกขึ้นจากที่บรรทม แต่กลับรู้สึกสบายกายสบายใจอย่างยิ่ง
ชาติปางก่อนนับแต่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว จิตสัมผัสยิ่งกล้าแข็ง ก็แทบจะตัดขาดจากการนอนหลับโดยสิ้นเชิง
หนทางบ่มเพาะ ขั้นแรกคือบ่มเพาะจนมิจำเป็นต้องหลับ ขั้นต่อมาจึงเป็นการแสวงหาชีวิตยืนยาว
บัดนี้วิญญาณหวนคืนสู่ร่างกายมนุษย์ธรรมดา จึงได้ลิ้มรสความสุขสงบอันหอมหวานของการหลับสนิทจนฟ้าสางอีกครั้ง
“จิตสัมผัสเหมือนจะเข้มแข็งขึ้นเล็กน้อย เช่นนี้ภายหน้าเกรงว่าต้องใช้ให้น้อยลง ไม่เช่นนั้นไม่นานเราคงต้องสูญเสียการนอนหลับไป”
สวีเจ๋อลงจากแท่นบรรทม เดินไปที่หน้าต่าง
เบื้องล่างถนนผู้คนขวักไขว่ คึกคักยิ่งนัก
โรงเตี๊ยมชางอวิ๋นฝั่งตรงข้ามยังคงค้าขายคลาคล่ำ ปราศจากร่องรอยการต่อสู้แม้เพียงน้อย
ทุกสิ่งดูเป็นปกติดังเดิม ราวกับเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน
“เมืองเทียนเหอแห่งนี้ ชักจะน่าสนใจขึ้นทุกที”
สวีเจ๋อลูบชิ้นเหล็กเล็กในมือ รอยยิ้มพลันผุดขึ้นบนใบหน้า
เขามั่นใจนักว่าเหตุการณ์เมื่อคืนหาใช่ความฝันไม่
หลังจากกลับมาถึงหอยอดอัจฉริยะ เขาก็รีบดูดซับพลังอาฆาตหยินจากชิ้นเหล็กนั้นเข้าสู่ร่างทั้งหมด เพื่อชำระล้างและหลอมกลั่นร่างกาย
เพียงชั่วยามเดียว พลังดังกล่าวก็ถูกใช้สิ้น เนื้อหนังภายนอกผ่านการชำระล้างสำเร็จ จนก้าวสู่ขอบเขตผิวทองแดง
“วิถีแห่งกายา…ผิวทองแดงสามปี กระดูกเหล็กสิบปี แต่ข้ากลับบ่มเพาะผิวทองแดงได้ภายในหนึ่งชั่วยาม…”
สวีเจ๋อพึมพำกับตนเอง พลันนึกอะไรขึ้นมาได้
สีหน้ากลายเป็นประหลาด แล้วรีบวิ่งไปที่หน้ากระจก
ชายหนุ่มในกระจกผิวพรรณผ่องดุจหยก ริมฝีปากแดงเรื่อดั่งแต้มชาด รูปโฉมหล่อเหลาเด่นชัดทุกสัดส่วน
ยังคงหล่อดังเช่นเคย!
แต่สวีเจ๋อยังจำได้ลางๆว่า ผู้บ่มเพาะกาย เมื่อตรึงตนสู่ขอบเขตผิวทองแดงแล้ว ผิวพรรณจะหม่นเป็นสีทองเหลือง จนกว่าจะบรรลุขอบเขตกายาครองโลก จึงลอกคราบผิวเก่าออกและกลับมามีผิวขาวผ่องอีกครั้ง
ทว่าบัดนี้ ร่างกายเขากลับมิได้รับผลกระทบนั้นเลย
“เป็นดังที่คิดไว้จริงๆ เหล่าผู้บ่มเพาะกายมักใช้เพียงแรงปะทะจากภายนอกเฆี่ยนตีร่างกาย แล้วอาศัยอบบ่มในโอสถสมุนไพร จึงได้หนังทองแดงมา ทว่าผิวก็เหลืองคล้ำเป็นธรรมดา แต่ข้ากลับใช้เคล็ดเที่ยงธรรมผนึกปีศาจ ประกอบกับพลังพิฆาตหยินหลอมกลั่นร่าง นอกจากผิวมิหม่นคล้ำ กลับยิ่งขาวนวลขึ้น”
สวีเจ๋อเพ่งมองตนในกระจก แต่มองไปมองมา ก็อดมิได้ที่จะเกิดความรู้สึกผิดอยู่ลึกๆในใจ
เขามิเคยเชื่อในรักแรกพบ แต่ทุกครั้งที่ส่องกระจก ก็อดลังเลไม่ได้ทุกครา
“เช่นนี้ช่างไม่สมควรยิ่งนัก ข้าควรยึดมั่นในหลักการ รักษาจิตให้มั่นคง มีวินัยในตน จึงจะสามารถเข้มแข็งขึ้นได้” สวีเจ๋อใคร่ครวญด้วยความจริงจัง ก่อนก้มศีรษะอันหล่อเหลาลงด้วยความละอาย
เขาฉีกผ้าผืนหนึ่งขึ้นมาบังกระจกบานนั้นเสีย
เมื่อโฉมหล่อล้ำโลกนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ก็จงทำให้กระจกหมดสิ้นไปจากสายตาเถิด
ณ เวลานั้น เมืองเทียนเหอกำลังคลาคล่ำด้วยความเร่งรีบ
เหล่าผู้บ่มเพาะในชุดแบบเดียวกัน ปักคำว่า “สำนักข่าวสาร” ไว้ที่อก กำลังเร่งฝีเท้าไปมาตามท้องถนน ซอกซอย คฤหาสน์ ตลอดจนเรือนเล็กเรือนน้อย
(จากที่แปลเป็น หอกลไกสวรรค์ตอนก่อน เปลี่ยนมาเป็น สำนักข่าวสาร)
ภายในโรงเตี๊ยมชางอวิ๋น กลุ่มผู้บ่มเพาะนั่งล้อมวงจิบชา มองดูเหล่าศิษย์สำนักข่าวสารที่กำลังวุ่นวาย ก่อนจะเริ่มบ่นพึมพำกันขึ้น
“คนของสำนักข่าวสารนี่ ช่างสอดส่องไปทุกแห่งหนจริงๆ”
“เฮ้อ จะว่าไปก็ตามที่เหล่ายอดอัจฉริยะบางคนว่าไว้ สำนักข่าวสารก็เหมือนดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษ”
“ก็จริงอยู่ พวกเขาทำให้เรารู้เรื่องลับลี้มากมาย”
“แต่ก็ชอบเอาเรื่องลับของพวกเราไปเปิดเผยเสียด้วยสิ”
“ข้อนั้นไม่ว่ากัน ถ้าทำถูกต้องก็ไม่กลัวถูกเงาเอียง ปัญหาคือพวกเขาดันเก็บค่าบริการ”
“เก็บก็ช่างเถอะ ยังมีระบบสมาชิกอีก ถ้าไม่สมัครก็ต้องดูโฆษณา ข้าช่วงนี้ถูกโฆษณาของท่านดาบเทพหลี่ล้างสมองจนเบลอไปหมด”
“นั่นยังไม่เท่าไรนะ ข้ามีญาติคนหนึ่งอยู่ในสำนักข่าวสาร ได้ยินว่าพวกเขากำลังคิดทำ ‘การชมล่วงหน้า’ ต้องสมัครสมาชิกแล้วเสียเพิ่ม ถึงจะได้ดูเรื่องลับก่อนคนอื่นหลายวัน”
“จะบ้าหรือ ใครเล่าบอกเจ้ามา?”
“ก็ญาติห่างๆของข้านี่แหละ…เป็นลูกพี่ลูกน้องของแม่ยายญาติห่างของเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามที่เลี้ยงหมาของลูกพี่ลูกน้องห่างๆข้า”
“โห ถ้าอย่างนั้นข่าวคงแม่นยำแน่ สำนักข่าวสารนี่ช่างขูดเลือดจริงๆ”
กำลังสนทนากันอยู่นั้น สองศิษย์ในชุดขาว ปักคำว่า “สำนักข่าวสาร” ตัวโต ก็ย่างเท้าเข้าสู่โรงเตี๊ยมชางอวิ๋นพอดี
บรรดาผู้คนในที่นั้นพากันเงียบเสียงในทันที
ยุคสมัยนี้ หากไปล่วงเกินสำนักข่าวสารเข้าย่อมไม่พ้นเคราะห์ร้าย
ครั้งหนึ่ง เคยมีผู้กล้ากล่าวโจมตีสำนักข่าวสารต่อสาธารณะใน “เครือข่ายวิญญาณหมื่นสรรพสิ่ง” สุดท้ายก็ถูกสำนักข่าวสารเปิดโปงความลับดำมืดออกมาเป็นพรวน แถมยังมีคดีปริศนามากมายปะปนอยู่ด้วย และสุดท้ายผู้นั้นก็มอดม้วยในน้ำมือของเหล่าผู้เสียหายจากคดีเหล่านั้น
เพราะเหตุนี้ ปัจจุบันเมื่อเห็นคนของสำนักข่าวสาร ผู้คนจึงระมัดระวังถ้อยคำ ไม่กล้าพูดมากนัก กล้าเพียงด่าอยู่ลับหลังเท่านั้น
สองศิษย์สำนักข่าวสารก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยม หาได้แสดงทีท่าเลี่ยงหลบใดๆต่อหน้าผู้คน หากแต่ร่วมกันร่ายมือเป็นรูปวิถีซับซ้อนหลายกระบวนท่า
เมื่อสมการมือผสานเสร็จ ก็บังเกิดเป็นสายแสงพลิ้วไหวหลายสาย พุ่งแผ่ออกไปทั่วโรงเตี๊ยม
ไม่นาน สายแสงเหล่านั้นก็วกกลับมาจากทุกมุม ตกลงในฝ่ามือของทั้งคู่
แสงสลายไป เผยให้เห็นเป็นแผ่นหยกวิญญาณสี่เหลี่ยมจัตุรัสนับสิบชิ้น
แต่ในนั้นกลับมีอยู่หลายชิ้นที่แตกร้าวเต็มไปหมด
“ศิษย์พี่ มีหยกหมื่นสรรพสิ่งในสามห้องพักถูกทำลายโดยเจตนา” ศิษย์สำนักข่าวสารผู้น้องขมวดคิ้วกล่าว
“เป็นเรื่องปกติ ข้าตรวจบันทึกดูแล้ว ห้องหนึ่งเป็นของคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก อีกห้องเป็นของฝั่งทัพวิหคเพลิง ส่วนอีกห้อง…หึ ไม่มีบันทึกไว้ ช่างเถอะ คงเป็นพวกบัณฑิตใหญ่ที่ผู้ใดส่งมาอีกนั่นแหละ”
“ช่างไร้เหตุผลนัก เพียงบอกล่วงหน้า พวกเราก็จะมาถอนออกให้เอง เหตุใดต้องจงใจทำลาย”
“ฮ่าๆ ก็ใครเล่าให้พวกเขามียอดอัจฉริยะนั่งประจำอยู่อีก ปล่อยไปเถอะ เรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น”
“หอยอดอัจฉริยะมิได้ติดตั้งหยกหมื่นสรรพสิ่ง เช่นนั้นภารกิจเก็บกู้ของเราก็เสร็จสิ้นแล้วสินะ?”
“อืม จุดรับอยู่ที่โรงเตี๊ยมนี้พอดี รอให้พวกศิษย์พี่หลินมาถึงแล้วค่อยรวมตัวกันก็พอ”
เอ่ยจบ ทั้งสองก็หามุมว่างนั่งลง หลับตาสงบจิต
ผู้คนอื่นที่เห็นดังนั้น ต่างก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเงียบงัน พลางทอดรอราวกับกำลังเฝ้าคอยสิ่งใดอยู่เช่นกัน
ครู่ต่อมา เหล่าศิษย์สำนักข่าวสารคนอื่นๆ ก็ทยอยกลับเข้ามา พร้อมหยกหมื่นสรรพสิ่งกองโตในมือ
จนกระทั่งท้ายที่สุด ชายชุดขาววัยกลางคน ผู้มีหนวดเครารกครึ้ม พลังบ่มเพาะถึงขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูง แบกกระบี่ยักษ์บนแผ่นหลัง ก็ก้าวยาวๆ เข้าสู่โรงเตี๊ยมชางอวิ๋น
เหล่าศิษย์สำนักข่าวสารต่างลุกขึ้นพร้อมเพรียง เปล่งเสียงเคารพว่า “คารวะศิษย์พี่หลิน!”
บรรดาผู้บ่มเพาะจากฝ่ายอื่นก็มิได้น้อยหน้า ต่างลุกขึ้นค้อมกายคารวะ “สหายหลินซิว ไม่พบกันเสียนาน”
“ศิษย์น้องทั้งหลาย ลุกขึ้นเถิด สหายทั้งหลาย ไม่ต้องเกรงใจ” ชายชุดขาวนามหลินซิวหัวเราะอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะประสานมือคารวะตอบทุกฝ่าย
ไม่นาน ศิษย์สำนักข่าวสารคนหนึ่งก็ออกมาก้าวขึ้นหน้า ยื่นสมุดเล่มหนึ่งส่งให้
“ศิษย์พี่หลิน หยกหมื่นสรรพสิ่งที่ติดตั้งทั่วเมืองล้วนเก็บกลับมาหมดแล้ว ความเสียหายโดยอุบัติเหตุไม่มี แต่ความเสียหายจากการจงใจทำลายมีสามจุด ทั้งหมดอยู่ในห้องพักของโรงเตี๊ยมนี้”
“ดี…ตามระเบียบต้องตรวจบันทึกก่อน เพื่อดูว่ามีข้อมูลใดตกหล่นหรือไม่”
หลินซิวพยักหน้ายิ้ม กล่าวพลางหันไปยังผู้บ่มเพาะจากฝ่ายอื่น “สหายทั้งหลาย สำนักข่าวสารของข้าจะตรวจสอบความลับ ไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายจะหลีกออกไปได้หรือไม่?”
เหล่าผู้บ่มเพาะจากฝ่ายอื่นได้ยินดังนั้นก็พากันทำหน้าบึ้ง เสียงโวยวายดังระงมดั่งหม้อเดือด
“สหายหลินซิว เช่นนี้ท่านก็ไม่ยุธติธรรมแล้วนะ”
“ในเมืองเทียนเหอก็มิได้มีความลับใหญ่อะไรนัก สิ่งที่พวกท่านบันทึก เราก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำเช่นนี้”
“ยิ่งกว่านั้น พันปีมานี้ เวลาเจ้าตรวจบันทึกภาพเหตุการณ์ราตรีสะกดวิญญาณ ก็ไม่เคยให้คนอื่นหลีกไป”
“พวกเรามาแต่เช้าก็เพื่อดูความครึกโครม อยากชมบันทึกภาพเหตุการณ์นี่แหละ”
“นั่นสิ…มาชมพร้อมกันเถิด คนมากตายตาก็มาก บางทีอาจช่วยพวกท่านมองเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ได้”
(จบตอน)
ขอบเขตบ่มเพาะกาย:
1. ขอบเขตผิวทองแดง
2. ขอบเขตกระดูกเหล็ก
4. ขอบเขตกายเงิน
5. ขอบเขตกายทอง
6. ขอบเขตกายาครองโลกหนึ่งผันแปร
7. ขอบเขตกายาครองโลกสองผันแปร
8. ขอบเขตกายาครองโลกสามผันแปร
9. ขอบเขตกายาครองโลกสี่ผันแปร
10. ขอบเขตกายาครองโลกห้าผันแปร
11. ขอบเขตกายาครองโลกหกผันแปร
12. ขอบเขตกายาครองโลกเจ็ดผันแปร
13. ขอบเขตกายาครองโลกแปดผันแปร
14. ขอบเขตกายาครองโลกเก้าผันแปร
15. ขอบเขตกายาศักดิ์สิทธิ์