เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 ตัวเอกจอมบื้อ

บทที่ 34 ตัวเอกจอมบื้อ

บทที่ 34 ตัวเอกจอมบื้อ


บทที่ 34 ตัวเอกจอมบื้อ

ความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นบนคำลวงก็เหมือนกับปราสาททราย เพียงแค่คลื่นน้ำซัดสาดเพียงครั้งเดียว มันก็พังทลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง

น้าซิ่วสอนบทเรียนนี้แก่เขาตั้งแต่ยังเล็ก และนางยังทำให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยการซื่อสัตย์กับเขาอย่างที่สุด นางไม่เคยโกหกเขาเลย และหากมีเรื่องใดที่นางยังบอกไม่ได้ นางก็จะบอกตรง ๆ ว่าบอกไม่ได้

นั่นคือเหตุผลที่เอกอนเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อมั่นในสิ่งนั้น เขาไม่เคยโกหกซิ่วหรือใครก็ตามที่ใกล้ชิดกับเขา หากเขาต้องการรักษาความสัมพันธ์ไว้ เขาจะไม่เอาคำลวงมาเป็นรากฐาน

ถ้าเขาบอกบางอย่างไม่ได้ เขาก็จะเลือกที่จะ "ตรงไปตรงมา" กับความลึกลับนั้น

นั่นคือสาเหตุที่เอกอนไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเรื่องระบบหรือแม้แต่เรื่องที่เขาเป็นคนกลับชาติมาเกิด เพราะหากต้องซ่อนความจริงเหล่านั้น เขาคงต้องสร้างคำโกหกขึ้นมานับไม่ถ้วนเพื่ออธิบายถึงสิ่งของต่าง ๆ ที่เขาได้รับจากระบบ

คนอื่นอาจจะเรียกเขาว่า "ไอ้โง่" หรือ "จอมบื้อ" ที่ทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนั้น เขาเคยอ่านนิยายที่ตัวเอกเปิดเผยความลับเรื่องระบบให้คนรักฟัง แล้วพวกผู้อ่านก็มักจะก่นด่าในการกระทำนั้นเสมอ

เขามั่นใจเลยว่าหากชีวิตของเขาคือนิยาย กล่องคอมเมนต์คงเต็มไปด้วยคำด่าว่าเขาโง่เง่า ประมาท หรือไร้หัวคิด

แต่เขาไม่แคร์

สำหรับเขาแล้ว ความสัมพันธ์ที่เขาสร้างขึ้นในโลกนี้ ผู้คนที่ทำให้เขารักชีวิตใหม่นี้ มีค่ามากกว่าระบบหรือความลับใด ๆ ทั้งสิ้น

เขารู้สึกขอบคุณระบบอย่างสุดซึ้งที่มอบสิ่งต่าง ๆ ให้เขามากมาย มันช่วยเขามาเยอะมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเลือกความสัมพันธ์มาก่อนระบบอยู่ดี

นั่นคือเหตุผลที่เมื่อถึงเวลา และน้าซิ่วถามถึงบางอย่าง เอกอนจึงสัตย์จริงกับนาง และเล่าเรื่องระบบให้ฟังทั้งหมด แม้มันจะเป็นเรื่องที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ใครจะได้ยินก็ตาม

ทว่าเขากลับได้รับความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่กว่าในวันนั้น ทุกอย่างที่เขาเล่าให้ซิ่วฟังกลับเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา... ไม่สิ นางไม่สามารถจดจำมันได้เลย ราวกับว่าข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบจะถูกลบเลือนไปทันที ประหนึ่งว่าโลกใบนี้ได้สั่งห้ามไม่ให้ใครอื่นล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของระบบ

จากนั้นเขาพยายามเล่าเรื่องการกลับชาติมาเกิด แต่มันก็ไม่ได้ผลเช่นกัน นางลืมทุกอย่างที่เขาพูดในพริบตา และมีอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ

เขาพยายามลองกับท่านปู่อาร์โนลด์ ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม หลังจากทดลองอยู่หลายครั้ง เขาก็แน่ใจแล้วว่าข้อมูลเกี่ยวกับระบบ และการกลับชาติมาเกิดคือ "สิ่งต้องห้าม" ของโลกนี้

ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงไม่พยายามเล่าเรื่องพวกนั้นอีก ทว่าซิ่วเป็นคนเฉียบแหลม นางเริ่มรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางจดจำทุกช่วงเวลาที่อยู่กับเอกอนได้ แล้วนางจะไม่สังเกตได้อย่างไรว่าตัวเองกำลังลืมอะไรบางอย่างไป?

นั่นคือตอนที่เอกอนบอกนางว่าเขามีความลับ และอธิบายเรื่องสถานการณ์ที่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกลืมเลือนไป โชคดีที่การบอกว่ามีความลับไม่ใช่สิ่งต้องห้าม ซิ่วจึงเข้าใจสถานการณ์ได้ในที่สุด

นั่นคือที่มาของคำพูดเหล่านั้น

ซิ่วจ้องมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า "มันปลอดภัยจริง ๆ ใช่ไหม?"

"ปลอดภัยครับ น้าเชื่อใจข้าได้เลย" เอกอนกล่าวเพื่อปลอบใจนาง "เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเพราะความสะเพร่าของข้าเอง จากนี้ข้าจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้"

"เจ้าควรจะทำแบบนั้นนะ พ่อหนุ่มน้อย" ซิ่วถอนหายใจก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ และโอบไหล่กอดเขาไว้

เอกอนสัมผัสได้ว่ากอดครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่น ๆ มันส่งผ่านความกังวล และความห่วงใยที่นางมีต่อเขา นางดูเหมือนกำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขายังอยู่ตรงนี้ แรงบีบที่ไหล่บอกเรื่องนั้นได้ชัดเจน

"ข้าไม่เป็นไรจริง ๆ ครับน้าซิ่ว ไม่ต้องห่วงหรอก" เอกอนพิงกายเข้าหาอ้อมกอดของนาง ขณะที่นางจูบลงบนกลุ่มผมของเขา "ในเมื่อข้ามีพวกท่านอยู่ทุกคน แล้วข้าจะต้องกังวลเรื่องอะไรอีกล่ะ?"

"พวกเราไม่ได้อยู่กับเจ้าไปตลอดหรอกนะ"

"น้ามีแผนจะทิ้งข้าไว้คนเดียวงั้นหรือครับ?" เอกอนถามยั่ว

"แน่นอนว่าไม่ น้าจะไม่มีวันทิ้งลูกชายของน้าเด็ดขาด ต่อให้น้าตายไป วิญญาณของน้าก็จะตามมาดูแลเจ้าอยู่ดี" ซิ่วพูดพร้อมรอยยิ้ม

"น้าซิ่วเวอร์ชันผีงั้นหรือ... ฟังดูน่าสนใจดีนะครับ" เอกอนหัวเราะคิกคักกับจินตนาการของตัวเอง

ซิ่วหัวเราะไปกับเขาด้วย

พวกเขานิ่งค้างอยู่ในท่านั้นพักหนึ่ง ก่อนที่เอกอนจะผละออกมา และถามพลางมองไปที่ท้องฟ้า "น้าซิ่ว เรื่องนี้มันทำให้คนตื่นตระหนกกันมากไหมครับ?"

"ถ้าตาแก่หน้าด้านคนนั้นโผล่มาล่ะก็ ใช่... ตอนนี้โลกทั้งใบคงรู้เรื่องนี้หมดแล้ว" ซิ่วตอบ "แต่นั่นไม่ใช่เรื่องต้องห่วงหรอก ผู้คนน่ะคาดหวังอะไรที่มันยิ่งใหญ่อลังการจากสายเลือดวาเลเรียคนสุดท้ายอยู่แล้ว"

'ความคาดหวังที่สูงส่ง มักนำไปสู่ความผิดหวัง' เอกอนคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป

"ว่าแต่ ไม่คิดจะเล่ารายละเอียดเรื่องการปลุกพลังให้ฟังหน่อยหรือ?" ซิ่วถามพร้อมรอยยิ้มกว้างพลางยักคิ้วให้เขาอย่างล้อเลียน

เอกอนหัวเราะ และเล่าถึงสิ่งที่เขาได้รับจากการปลุกพลัง เขาเลี่ยงไม่เอ่ยถึงสิ่งที่จะไปกระตุ้น "เอฟเฟกต์การลืมเลือน" ของระบบ และซิ่วก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร

นางเพียงแค่ฟังทุกอย่างด้วยความตั้งใจจริง เมื่อเขาเล่าจบ รอยยิ้มงดงามก็ผลิบานบนใบหน้า นางจูบหัวเขาอีกครั้งแล้วพูดว่า "น้าเขื่ออยู่แล้วว่าดวงตะวันน้อยของน้าต้องส่องแสงเจิดจ้าที่สุด เอาล่ะ บอกน้าที เจ้าอยากจะเดินบนวิถีพลังสายไหน?"

นั่นเป็นคำถามที่ยาก เพราะเขาก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด

"ถ้าเจ้ายังสับสน ก็ค่อย ๆ ใช้เวลาตัดสินใจดูว่าสายไหนเหมาะกับเจ้าที่สุด หรือเจ้าจะเลือกเดินมันทุกสายเหมือนที่น้าทำทั้งสายมานา และสายกายาก็ได้" ซิ่วแนะนำ "เลือกในสิ่งที่เจ้าชอบเถอะ"

"แล้วข้าจะไม่ล้าหลังคนอื่นหรือครับ?" เอกอนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"เด็กโง่! เจ้ายังมีเวลาอีกถมเถ" ซิ่วพูดพลางลูบผมสีดำสลวยของเขา "คนเราไม่เริ่มฝึกฝนวิถีพลังกันอย่างจริงจังจนกว่าจะอายุสิบหกหรือสิบเจ็ดปีหรอกนะ"

"หือ? อะไรนะครับ?" เอกอนงง "ถ้าการปลุกพลังเกิดขึ้นตอนห้าขวบ แล้วทำไมต้องรอไปอีกเป็นสิบปีล่ะครับ?"

"มันมีเหตุผลของมัน" ซิู่อธิบายอย่างใจเย็น "สำหรับวิถีกายา เราต้องมีร่างกายที่แข็งแรง และเต็มไปด้วยแก่นแท้ ถึงจะใช้งานมันได้ แต่ในวัยเด็ก แก่นแท้ในร่างกายมันมีน้อยเกินไป หากฝืนฝึกใช้งานจะเกิดผลสะท้อนกลับรุนแรง เด็ก ๆ สามารถฝึกร่างกายตามปกติได้เพื่อขัดเกลาตัวตน แต่การใช้งานแก่นแท้นั้นเป็นข้อห้ามเด็ดขาด"

"เข้าใจแล้วครับ กายาของข้าทำให้อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น บางทีข้าอาจจะเริ่มฝึกได้เร็วกว่าคนอื่น" เอกอนพึมพำ

"อาจจะนะ!" ซิ่วพยักหน้า "ส่วนวิถีมานา เหตุผลมันเรียบง่ายมาก... เพราะมันยากเกินไป ความรู้พื้นฐานที่ต้องเรียนรู้มีมหาศาลจนเด็ก ๆ ต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึงสิบปีในการทำความเข้าใจพวกมันทั้งหมด"

"เวทมนตร์คือเรื่องของการเรียนรู้สินะครับ" เอกอนนึกถึงสิ่งที่ซิ่วเคยบอกเขา

"ใช่ นั่นคือเหตุผลที่จอมเวทส่วนใหญ่มีพละกำลังทางกายอ่อนแอ เพราะพวกเขาอุทิศเวลาทั้งหมดไปกับการทำความเข้าใจความซับซ้อนของเวทมนตร์ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากจริง ๆ นะ แค่ไม่ใช่แนวของน้าเท่านั้นเอง แต่การจะเข้าใจมหาเวทเหล่านั้นได้ เจ้าต้องผ่านพื้นฐานให้แตกฉาน และนั่นต้องใช้เวลา"

นางใช้นิ้วแตะจมูกเขาเบา ๆ จนเขาทำหน้ามุ่ยพลางยิ้มออกมา

"และมันไม่ใช่แค่การจำนะ เจ้าจะพบว่ามันน่าสนใจมาก เพราะเจ้าต้องเข้าถึงมัน เจ้าสามารถใช้เวลาไม่กี่ปีเรียนพื้นฐานเพื่อดูว่าเวทมนตร์ถูกจริตเจ้าไหม"

"เข้าใจแล้วครับ" เอกอนพยักหน้า เขาเริ่มรู้สึกว่าเวทมนตร์น่าสนใจขึ้นมาอีกระดับ "แล้ววิถีวิญญาณล่ะครับ?"

"สายนี้ก้าวหน้าช้ามาก ดังนั้นไม่ต้องรีบร้อน และมันเป็นสิ่งที่บังคับสำหรับเจ้า หากวันหนึ่งเจ้าอยากจะมีมังกรเป็นเพื่อนร่วมทาง" ซิ่วกล่าว

'มังกรสินะ...' เอกอนคิดพลางชูมือขึ้นไปบนอากาศ ราวกับพยายามจะเอื้อมให้ถึงรอยแผลเป็นบนท้องฟ้า "ในอีกสิบปีข้าจะอายุสิบห้า... สิบปีต่อจากนี้ ข้าจะทุ่มเทให้กับทั้งสามวิถีพลังเลย"

จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ

ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox

https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr

จบบทที่ บทที่ 34 ตัวเอกจอมบื้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว