- หน้าแรก
- รางวัลสิบเท่า ระบบเช็กอินเปลี่ยนข้าเป็นผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 27 การปลุกพลังระดับตำนาน
บทที่ 27 การปลุกพลังระดับตำนาน
บทที่ 27 การปลุกพลังระดับตำนาน
บทที่ 27 การปลุกพลังระดับตำนาน
เพียงชั่วพริบตา เปลวเพลิงสีทองที่โชติช่วงรอบกายเอกอนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ลึกล้ำยิ่งกว่ารัตติกาลที่มืดมิดที่สุด เพลิงอเวจีเหล่านั้นเข้าปกคลุมทั่วทั้งลานกว้างประดุจมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง จนไม่มีใครสามารถมองเห็นร่างของเด็กชายที่อยู่ใจกลางได้อีกต่อไป
โชคยังดีที่อาร์โนลด์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจากเพลิงเหล่านั้นล่วงหน้า จึงพาทุกคนถอยรั้งขึ้นไปอยู่บนยอดกำแพงหินออบซิเดียน พวกเขาจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน และตื่นตระหนก
ซิ่วย่อตัวลงพลางยื่นมือไปรองรับเปลวเพลิงสีดำนั้นราวกับกำลังวักน้ำ นางจ้องมองเปลวไฟที่เต้นระบำอยู่บนฝ่ามือพลางพึมพำ "นี่ไม่ใช่เพลิงธรรมดา... ข้าเกรงว่าแม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่อาจดับมันได้"
"เหตุผลเดียวที่พวกเรารอดพ้นจากอานุภาพของมันมาได้ ก็เพราะตบะบารมีที่สูงกว่าเท่านั้น" อาร์โนลด์เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนาลูบคลึงขมับอย่างหนักใจ "ดูท่ามันจะเป็นทักษะเอกลักษณ์ที่เขาปลุกขึ้นมา เราควรจะยินดีกับเรื่องนี้..."
"แต่ปัญหาก็คือเขายังไม่ฟื้น" ซิ่วสะบัดมือทิ้งเพลิงสีดำกลับลงไปในทะเลเพลิงเบื้องล่าง "ทักษะเอกลักษณ์ใช่ว่าจะส่งผลดีต่อร่างกายเสมอไป บางครั้งมันก็แว้งกัดผู้เป็นนายจนสิ้นชีพจากภายใน"
"ท่านปู่... กอนน้อยจะถูกไฟเผาไหม้ไหมเจ้าคะ?" ลูนาราถามด้วยเสียงสั่นเครือ "ถ้าทักษะนั่นตีกลับขึ้นมาล่ะ?"
"เขาจะไม่เป็นไร" อาร์โนลด์ตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอันเด็ดเดี่ยว
ทว่าในขณะที่ทุกคนคิดว่าความวิปริตนี้จะสิ้นสุดลง ดวงตะวันเบื้องบนกลับแผ่รัศมีเจิดจ้าขึ้นอย่างกะทันหัน ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็น แต่เมื่อความร้อนแรงเริ่มแผดเผาผิวหนังจนแสบร้อน ทุกคนจึงตระหนักถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น
"นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!" ออเรเลียสบถออกมาพลางร่ายม่านพลังปกป้องเด็ก ๆ จากแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงดุจเพลิงกัลป์
อาร์โนลด์ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ม่านพลังรูปโดมขนาดมหึมาก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งคฤหาสน์ พร้อมกับม่านพลังชั้นที่สองที่ก่อตัวขึ้นเหนือลานทิศตะวันออกโดยเฉพาะ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่วางใจ สายตายังคงจับจ้องไปที่เอกอนไม่วางตา 'เจ้าจะเติบโตขึ้นเป็นบุรุษเยี่ยงไรกันแน่... ดวงตะวันน้อยของข้า?'
แต่เหตุการณ์กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
บรรยากาศภายในลานกว้างเริ่มบิดเบี้ยววิปริต บางคราก็สว่างโรจน์ดุจดวงตะวันแผดแสง บางคราก็มืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเอง พฤกษาในมุมลานพลันงอกเงยอย่างรวดเร็วเกิมมนุษย์ ก่อนจะเหี่ยวเฉา และสลายกลายเป็นเถ้าถ่านราวกับถูกพิษร้ายกัดกร่อน สายลมกรรโชกแรงพร้อมอุณหภูมิที่เหวี่ยงสลับระหว่างหนาวเหน็บเสียดกระดูกไปจนถึงร้อนระอุจนอากาศแทบลุกไหม้
ปรากฏการณ์อาเพศประดังประเดเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนมีเพียงอาร์โนลด์ที่กำลังประคองค่ายกลอักขระเท่านั้นที่ยังตั้งสติได้ ส่วนคนอื่น ๆ ได้แต่ยืนตะลึงพรึงเพริด ไม่สามารถปกปิดความกังวลที่มีต่อเอกอนได้เลย นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ประจักษ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติเยี่ยงนี้ หัวใจของทุกคนเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น และคาดหวังในเวลาเดียวกัน
เมื่อความโกลาหลในลานเริ่มสงบลง ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคอยที่จะเห็นสภาพของเอกอน แต่แล้ว... สิ่งที่ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น!
สายลมหนาวเย็นยะเยือกพุ่งทะลุม่านอักขระที่หนาแน่นเข้ามา อุณหภูมิในลานกว้างลดฮวบลงอย่างรวดเร็วปานใจจะขาด
ต่อหน้าต่อตาของพวกเขา น้ำแข็งสีครามเริ่มลามไปทั่วทุกมุมลานเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจ ผนึกทุกสรรพสิ่งไว้ภายใต้ก้อนน้ำแข็งมหึมาที่กลืนกินแม้กระทั่งเปลวเพลิงที่ยังหลงเหลืออยู่จนสิ้น
หัวใจของอาร์โนลด์หล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เขาเร่งสลับท่ามุทราอย่างรวดเร็ว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว และวิตก 'บัดซบ! เขาอาจจะทนความร้อนได้ แต่ความหนาวระดับนี้มันเกินกว่าร่างกายเด็กห้าขวบจะรับไหว! นี่มันการปลุกพลังแบบไหนกันแน่? ที่รัก... นี่หรือคือสิ่งที่เจ้าบอกว่าเอกอนจะเป็นระดับตำนาน?'
ค่ายกลอักขระรอบลานสว่างวาบพยายามเร่งอุณหภูมิเพื่อหลอมละลายน้ำแข็ง แต่น้ำแข็งอาถรรพ์นี้กลับไม่สะทกสะท้าน แม้จะเป็นค่ายกลระดับสูงสุดที่สลักโดยยอดปรมาจารย์อักขระก็ไม่อาจทำลายมันได้แม้แต่น้อย
ซิ่วเห็นท่าไม่ดี นางชูมือขึ้นเหนือศีรษะ วงเวทสีม่วงขนาดมหึมาหลายสิบชั้นปรากฏขึ้นเหนือคฤหาสน์ แต่ละชั้นหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง
โลกเบื้องนอกดูเหมือนจะตอบรับกับพลังนี้ ดวงอาทิตย์มืดดับลงขณะที่เมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัวเหนือเมืองหลวงของอาณาจักรจันทราฉาย แรงกดดันที่มหาศาลกดทับลงมาจนชาวเมืองต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
เหล่ายอดฝีมือในเมืองหลวงต่างสงสัยว่ามีการรุกรานจากศัตรูหรือไม่ แต่ราชาเบลิช และขั้วอำนาจบางส่วนที่สังเกตเห็นวงเวทขนาดยักษ์เหนือคฤหาสน์จันทราฉาย ต่างรู้ได้ทันทีว่าต้นตอของความวิปริตนี้มาจากที่ใด
ในวินาทีนั้น ซิ่วรวบรวมมหาเวทเสร็จสิ้น นางวาดมือลงพร้อมน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความเมตตาที่ดังกังวานไปทั่วทั้งนคร
"ทัณฑ์เทวา เจ็ดขุมนรก!)"
สายฟ้าสีม่วงขนาดยักษ์ฟาดทะลุหมู่เมฆลงมา แสงสว่างจ้าอาบไปทั่วทั้งอาณาจักรในพริบตาเดียวขณะที่มันพุ่งเข้าใส่ก้อนน้ำแข็งอาถรรพ์อย่างจัง
นางรู้ดีว่าหากค่ายกลอักขระไร้ผล นางต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด แม้มันจะเสี่ยงต่อชีวิตของเอกอน แต่นางก็ต้องเดิมพัน เพราะการช่วยเขาออกมาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
การโจมตีไม่ได้หยุดเพียงครั้งเดียว สายฟ้าอีกหกเส้นฟาดกระหน่ำตามลงมาติด ๆ แต่ละเส้นหนาพอที่จะแยกภูเขาได้ทั้งลูก แรงสั่นสะเทือนทำเอาแผ่นดินใต้เมืองหลวงสั่นไหวราวกับจะถล่มลงมา
ซิ่วหอบหายใจอย่างหนัก จ้องมองก้อนน้ำแข็งเบื้องหน้าพลางสบถ "พรรค์นี้มันทำมาจากอะไรกันแน่!"
ก้อนน้ำแข็งนั้นแตกร้าวเป็นเสี่ยง ๆ ชิ้นส่วนขนาดใหญ่หลุดกระเด็นออกไป แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะเข้าถึงตัวเอกอน ที่ร้ายกว่านั้นคือรอยร้าวเหล่านั้นเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำลาย... มันยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!
การโจมตีที่เคยสังหารเผ่าปีศาจนับร้อยในพริบตา กลับไม่สามารถทำลายน้ำแข็งเพียงก้อนเดียวนี้ได้
แววตาของอาร์โนลด์เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เขาฉีกกระชากชุดคลุมออก เผยให้เห็นแผงอก และแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสมรภูมินับไม่ถ้วน มัดกล้ามที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าแผ่ซ่านพลังกดดันอันดิบเถื่อนออกมา เขาเดินไปข้างหน้าพลางพึมพำ "งั้นข้าจะทุบมันด้วยมือข้านี่แหละ!"
เขากำหมัดแน่น แสงสีแดงฉานพุ่งพล่านไปตามแขน เส้นเลือดปูดโปนดุจเพลิงเผาไหม้อยู่ใต้ผิวหนัง เขาเงื้อหมัดไปด้านหลัง รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีไว้ในการโจมตีเพียงหนึ่งเดียว
เปรี้ยง!!
เขาชกออกไปเต็มแรง พลังทำลายล้างมหาศาลทำให้กำแพงออบซิเดียนของลานพิธีถึงกับแตกร้าว รอยร้าวขนาดใหญ่พาดผ่านจากด้านหนึ่งของน้ำแข็งไปยังอีกด้านหนึ่ง แต่อาร์โนลด์กลับไม่มีความยินดีบนใบหน้า เพราะเขาเห็นแล้วว่าน้ำแข็งนั้นสมานตัวเร็วกว่าที่เขาจะทำลายมันเสียอีก!
"งั้นข้าก็จะทุบเจ้าให้แหลกเป็นผง!" อาร์โนลด์คำรามลั่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยเพลิงพิโรธ "ไม่มีใครพรากคนในตระกูลออร์กัสตัสไปจากข้าได้!"
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะทุ่มสุดกำลังที่มี เขากลับชะงักฝีเท้ากะทันหัน อาร์โนลด์สะบัดหน้าไปทางขวา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ และเปี่ยมไปด้วยปิติ
'ที่รัก... ท่านช่างเตรียมการไว้ได้แยบยลนัก!'
กี๊ซซซซซซซซซซซซซ!!
เสียงหวีดร้องแหลมคมที่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ดังกังวานไปทั่วทั้งอาณาจักร ส่งผลให้สรรพชีวิตในเมืองหลวงถึงกับขนหัวลุกชันด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ซิ่วตาค้าง จ้องมองไปยังทิศไกลตา ริมฝีปากสั่นระริกพลางกระซิบแผ่วเบา "ท่านแม่... ท่านเตรียมสิ่งนี้ไว้เพื่อวันนี้งั้นหรือ?"
จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ
ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox
https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr